ถึงวันนี้อาจพอสรุปได้ว่ากำลังก้าวสู่สถานการณ์วิกฤตการณ์พลังงาน หรือ ‘Energy Shock’ วิกฤตนี้มีจุดมเริ่มต้นมาจากการโจมตีอิหร่านที่เริ่มเมื่อ 28 ก.พ. 2569 เกิดจาก Supply Shock รุนแรงเนื่องจากการปิดกั้น ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันหลักในอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบหายไปจากตลาดกว่า 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองที่ขยายวงกว้าง
ด้านสถานการณ์ราคา น้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปแตะระดับสูงสุดที่ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ (ช่วง 11-12 มี.ค.) ก่อนจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปัจจุบัน (16 มี.ค.) ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าขนส่งทั่วโลกดีดตัวสูงขึ้น จนหลายประเทศต้องเร่งระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉิน (SPR) เพื่อบรรเทาภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวด จนสร้างความกังวลว่าโลกกำลังจะเจอวิกฤตขาดแคลนพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง
หลังปัจจุบันสงครามได้ก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แล้ว ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤต Energy Shock กำลังลามถึงประเทศไทย เพราะเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงปัจจุบันเกิดภาพของประชาชนแห่นำรถเข้าต่อคิวในสถานีบริการน้ำมันจนล้นออกนอกพื้นที่ปรากฏให้เห็นทั่วประเทศ หลายพื้นที่เผชิญกับภาวะ ‘น้ำมันหมดชั่วคราว’ หลังเกิดกระแสการกักตุนจากความกังวลว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นและอาจเกิดภาวะขาดแคลนในอนาคต
วิกฤต Energy Shock ครั้งนี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยหนักหน่วงอย่างไร
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า สงครามที่ดำเนินอยู่ในตะวันออกกลางครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม ซึ่งมีความแตกต่างจากอดีตใน 3 มิติหลัก ได้แก่
- แรงจูงใจเปลี่ยนไป: อิหร่านรู้ว่าไม่สามารถสู้รบด้วยกำลังทหารกับสหรัฐฯ ได้ จึงหันมามุ่งเป้าโจมตีที่จุดอ่อนของสหรัฐฯ คือ “ด้านเศรษฐกิจ”
- รูปแบบการโจมตี: เปลี่ยนจากการโจมตีที่มั่นทางทหาร ไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น สนามบิน ตึกระฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน และโรงกรองน้ำ
- ตัวแปรทางการเงิน: การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่ตลาดเคยคาดหวังไว้

เปิด 3 Scenario ประเมินผลกระทบเศรษฐกิจโลก-ไทย
Scenario 1: สถานการณ์คลี่คลายในระยะสั้น (ความน่าจะเป็นน้อยลงมาก)
- สถานการณ์: กินเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ มีการเจรจาหยุดยิงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ ราคาน้ำมันจะกลับมาอยู่ระดับ 65-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- ผลกระทบ: เศรษฐกิจสหรัฐฯ โต 1.9% ไทยโต 1.7% อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่ที่ 3% และไทยอยู่ที่ราว 0.3% โดยธนาคารกลางของทั้งสองประเทศยังสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง
Scenario 2: ยืดเยื้อและผันผวนสูง (ระยะเวลา 2 สัปดาห์ – 3 เดือน)
- สถานการณ์: ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิด ราคาน้ำมันจะผันผวนรุนแรงในกรอบ 80-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามข่าวการโจมตีสลับกับข่าวการเจรจา
- ผลกระทบ: เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวเหลือ 1.5% เงินเฟ้อพุ่งแตะ 3.3% ทำให้ Fed ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ ส่วนเศรษฐกิจไทย GDP จะชะลอลงเหลือ 1.4% เงินเฟ้อขยับขึ้นเป็น 0.8% แบงก์ชาติไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ และเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าไปแตะ 34 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงปลายปี
Scenario 3: สงครามลุกลามระดับภูมิภาค (Regional War)
- สถานการณ์: หากประเทศพันธมิตรในพื้นที่ เช่น ซาอุดีอาระเบีย หรือเยเมน เข้าร่วมสงครามรบกับอิหร่าน ราคาน้ำมันจะพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและลากยาวตลอดทั้งปี
- ผลกระทบ: เป็นกรณีเลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะทรุดลงเหลือ 1% เงินเฟ้อทะยานทะลุ 3-4% บีบให้ Fed ต้อง “ขึ้น” ดอกเบี้ย ขณะที่เศรษฐกิจไทย GDP จะลดลงไปแตะระดับ 1% เงินเฟ้อพุ่งไปที่ 1.3% แบงก์ชาติอาจต้องพิจารณา “ขึ้น” ดอกเบี้ยในช่วงปลายปี และเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่ารุนแรงถึง 36 บาทต่อดอลลาร์ ดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 110 DXY

เศรษฐกิจไทย โดนแรงกระแทก Energy Shock เสี่ยงเผชิญ ‘Stagflation’ ลาม ‘ค่าครองชีพ’ ของประชาชน
ดร.ปิยศักดิ์ ย้ำว่า หากสถานการณ์รุนแรงตาม Scenario ที่ 2 และ 3 ภาพที่ชัดเจนที่สุดคือโลกและไทยจะเผชิญภาวะ Stagflation คือ เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อสูงขึ้น
สำหรับประเทศไทย วิกฤตนี้ถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง เนื่องจากไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่เปราะบางและกำลังอยู่ในช่วงชะลอตัว (Weak) เป็นทุนเดิม โดยหากไม่มีสงคราม GDP ไทยปีนี้ก็ถูกประเมินไว้เพียง 1.7% เท่านั้น นอกจากนี้ ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงถึงเกือบ 10% ของ GDP โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์
โดยผลกระทบโดยตรงที่จะเกิดขึ้นคือ ดุลบัญชีเดินสะพัดจะทรุดตัว ค่าเงินบาทอ่อนค่า ค่าระวางเรือที่พุ่งขึ้น 2 เท่าจะกระทบต้นทุนโลจิสติกส์และวัตถุดิบ เช่น ปิโตรเคมี ท้ายที่สุดจะลามไปสู่ ‘ค่าครองชีพ’ ของประชาชน แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร แต่จากการประเมินพบว่า หากราคาน้ำมันโลกยืนที่ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กองทุนน้ำมันจะรับภาระได้เพียง 67-68 วัน และหากพุ่งถึง 120 ดอลลาร์ จะอุดหนุนได้เพียง 40 วันเท่านั้น ภายใต้ข้อจำกัดการขาดทุนที่ระดับ 1 แสนล้านบาท
ข้อจำกัดภาครัฐ และคำแนะนำในการรับมือ ความท้าทายสำคัญคือ รัฐบาลปัจจุบันมีข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ทำให้ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณผูกพันได้ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีรัฐบาลอำนาจเต็มเพื่อเข้ามาบริหารจัดการ เช่น การออก พ.ร.ก. กู้เงิน หรือการลดภาษีสรรพสามิตเพื่อพยุงราคาพลังงาน

คำแนะนำสำหรับประชาชนและนักลงทุน
- ภาคประชาชน: ไม่ควรตื่นตระหนกและแห่กักตุนน้ำมัน แต่ควรเน้นการประหยัดพลังงาน วางแผนการเงินอย่างระมัดระวัง ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยในไตรมาส 2 เนื่องจากค่าครองชีพจะสูงขึ้น และต้องระวังภาระหนี้สินที่มีดอกเบี้ยลอยตัว
- นักลงทุน: กลยุทธ์ที่แนะนำคือ Barbell Strategy
- กลุ่มที่ต้องหลีกเลี่ยง: หุ้นปลายน้ำที่รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน เช่น ท่องเที่ยว สายการบิน โรงแรม และปิโตรเคมีปลายน้ำ
- กลุ่มหลบภัย (Defensive): กองทุนทองคำ และ กองทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น กองทุน K-GOLD, DAO de Defens
- กลุ่มหุ้นไทย : เลือกลงทุนในหุ้นที่มี Valuation สมเหตุสมผลและมีแนวโน้มฟื้นตัว เช่น ADVANC, BBL, BDMS, BEM และ GULF
- กลุ่มเก็งกำไร: สำหรับผู้ที่มองว่าสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ สามารถเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น PTT, PTTEP และ PTTGC

