เครือข่ายภาคประชาชน นำโดยกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ยื่นข้อเสนอแก้วิกฤตแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน 8 ข้อ ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ลดราคาน้ำมันให้เป็นธรรม
วันที่ 16 เม.ย. ที่กระทรวงพลังงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้รับข้อเสนอแนะ โดยระบุว่า หลายเรื่องที่เสนอมานั้นอยู่ในใจอยู่แล้ว และหวังว่าทุกเรื่องจะไม่จบที่วันนี้ แต่ขอเชิญตัวแทนที่เป็นแกนนำทุกท่านมาทำงานร่วมกัน เพื่อติดตามว่าในที่สุดข้อเสนอได้นำไปปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ โดยยืนยันชัดเจนว่าเรื่องกลไกการทำงานของกองทุนน้ำมันต้องมีการผ่าตัด
ขณะนี้ สถานะได้กลับเข้ามาสู่เริ่มจะปกติ จากเดิมที่ติดลบวันละกว่า 2,000 ล้านบาท วันนี้กลับมาเกือบจะศูนย์แล้ว ส่วนเรื่องของกลไกการทำงานนั้น ต้องปรับ และมองว่า ต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
“ต่อไปจะทำให้ราคาที่ประชาชนต้องรับไปเป็นธรรมมากที่สุด ไม่มีการไปให้กำไรกับกลุ่มผู้ประกอบการหรือนายทุนไหน โดยเฉพาะช่วงวิกฤตแบบนี้ ยืนยันว่าเลือกที่จะยืนข้างประชาชนแน่นอน 100% และไม่กลัว ไม่เกรงใจด้วยถ้าจะต้องสู้กับใคร ต้องชนกับใคร กระทรวงพลังงานเป็นของประชาชน”
สำหรับข้อเสนอจากกลุ่ม คปพ. เน้นไปที่ความเป็นธรรมในโครงสร้างราคาโดยข้อ 1-3 คือเรื่องก๊าซ LPG เสนอให้ครัวเรือนได้ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG ที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซในประเทศก่อน ด้วยราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งปัจจุบันโรงแยกก๊าซซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG ได้ปีละ 3.7 ล้านตัน ครัวเรือนใช้อยู่ 2.1 ล้านตัน จึงควรให้ประชาชนได้ใช้ทรัพยากรในประเทศในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม
นอกจากนี้ ต้องกำหนดให้ใช้ก๊าซหุงต้มสำหรับครัวเรือนเป็นสินค้าควบคุมราคา ตามบทบัญญัติสินค้าควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ส่วนก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่เหลือใช้จากภาคครัวเรือน ให้นำไปคำนวณค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักจากโรงกลั่นน้ำมัน และส่วนที่นำเข้าขายให้แก่ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคปิโตรเคมี
โดยตัดขาดจากกองทุนน้ำมัน ซึ่งจะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ต้องนำเงินที่จัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลมาชดเชยให้กับผู้ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวอีกต่อไป
ข้อ 4 ราคาค่าการกลั่น อ้างอิงราคาสิงคโปร์ที่ปัจจุบันสูงมากผิดปกติ เดือนมีนาคมเฉลี่ย 7.23 บาทต่อลิตร และระหว่างวันที่ 1-10 เมษายน มีค่าการกลั่นเฉลี่ยสูงถึง 16.40 บาทต่อลิตร ก่อให้เกิดผลประโยชน์เป็นลาภลอยแก่โรงกลั่น จึงควรนำค่าการกลั่นที่เป็นจริงและเป็นธรรมแก่ประชาชน ไม่เกิน 2.50 บาทต่อลิตร ส่วนเกินจากนั้นควรนำมาลดราคาเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น
โดยให้เรียกคืนชดเชยที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ชดเชยส่วนที่เป็นลาภลอยที่เกินจาก 2.50 บาทต่อลิตร คืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอาศัยกฎหมายกลางเกี่ยวกับการออกคำสั่งทางปกครอง หรือค่าใช้จ่ายค่าชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นคำสั่งทางปกครองนั้น คือพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 3 ประกอบหมวด 2 คำสั่งทางปกครอง ส่วนที่ 6 การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง มาตรา 49 ถึงมาตรา 53
ข้อ 5 ตรวจสอบเอกสารของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มาตรา 7 มาตรา 10 มาตรา 11 โดยตรวจสอบย้อนหลัง เพราะไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบเช็กสต็อกเก่าก่อนมีการขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อให้เกิดส่วนต่างที่เป็นลาภลอยจากการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงเก่าที่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรา 7 มาตรา 10 มาตรา 11 ได้กักตุนน้ำมันสต็อกเก่าที่ได้รับการชด เชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้ว ก่อนนำมาขายในราคาใหม่ จึงขอให้รัฐมนตรีเรียกคืนส่วนเกินนั้นกลับคืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ข้อ 6 ออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เพื่อให้คณะกรรมการกองทุนน้ำมันมี อำนาจที่ชัดเจนในการเรียกคืนเงินชดเชยที่จ่ายให้เนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่มีลาภลอยจากค่าการกลั่นสูงเกิน 2.50 บาทต่อลิตร เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยไม่ต้องนำพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาใช้เสริม เพื่อไม่ให้มีการตีความข้อกฎหมายอีกต่อไป
ข้อ 7 รัฐบาลไม่มีความจำเป็นและต้องหยุดการกู้เงิน 150,000 ล้านบาทให้แก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะหากรัฐบาลได้ใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวมาแล้วตามข้อ 1 ถึงข้อ 6 ที่ได้มีข้อเสนอมาแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินอีกต่อไป เพราะการกู้เงินของรัฐบาลต้องตกเป็นหนี้ ภาระของประชาชนผู้ใช้น้ำมันต้องชำระเงินคืนเงินกู้ในท้ายที่สุดอยู่ดี
สุดท้าย ข้อ 8 ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของประชาชน ด้วยการให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์บนหลังคาได้โดยสะดวก โดยให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. มีมติให้ใช้ระบบหักลบกลบหน่วย ราคาค่าไฟฟ้า หรือ Net Metering และมีนโยบายให้การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาประชาชนด้วยระบบ Net Billing
พร้อมสั่งการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ดำเนินการตามมติคณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติ
เอกนัฏ กล่าวอีกว่า กรณีมาตรการเปิด-ปิดปั๊มเป็นเวลาในช่วงวันที่ 20 เม.ย. 69 นั้น ยังไม่มีการบังคับใช้มาตรการปิดปั๊มน้ำมันหลัง 4 ทุ่ม (22.00 – 05.00 น.) ซึ่งก่อนหน้านี้ เป็นมาตรการเตรียมความพร้อม เนื่องจากต้องยอมรับว่าสถานการณ์ความตึงเครียด จากวิกฤติตะวันออกกลางที่ไม่มีความแน่นอน
โดยมีทั้งการออกมาระบุว่าจะมีการหยุดยิง แต่ก็ยังมีเหตุการณ์ยิงกันเกิดขึ้น รวมถึงการปิดกั้นเรือไม่ให้ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ แต่อีกกระแสระบุว่าเรือสามารถผ่านได้ ซึ่งกระทรวงฯได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
“หากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายลง ประเด็นเรื่องอุปสงค์ของน้ำมันก็คงไม่ใช่ปัญหา”
ทั้งนี้ ปัจจุบันเท่าที่ทราบข้อมูลปริมาณการนำเข้าน้ำมันมากลั่น เทียบกับปริมาณน้ำมันที่สามารถกลั่นได้กับสต็อกที่มีอยู่นั้น ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน ก็อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องจำกัดเวลาเติมน้ำมัน เพราะฉะนั้นหากไม่มีความจำเป็นก็ไม่ต้องใช้มาตรการดังกล่าว
“ในฐานะที่เป็นรัฐบาลก็ต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ความเสี่ยงยังมีอยู่ ความไม่แน่นอนยังมีอยู่ ต้องเตรียมความพร้อมไว้ก่อนล่วงหน้า จึงมีการประกาศไว้ล่วงหน้า แต่ถ้าไม่จำเป็นต้องบังคับใช้ก็อาจจะยังไม่ต้องใช้ก็ได้ เรียกว่าดูสถานการณ์ว่าเป็นยังไง ตอนนี้ถือว่ายังไม่มีปัญหา”

