‘เอกนิติ’ ยืนยันมุ่งรักษาวินัยการคลัง พร้อมมั่นใจว่า จะทำตามแผนการคลังระยะปานกลางฉบับปัจจุบันได้ หลัง Fitch Ratings เตือนว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมอาจบั่นทอนความสามารถในการรักษาวินัยการคลัง ด้านศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ แนะรัฐบาลต้องส่งสัญญาณและแสดงให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ เชื่อว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงของฐานะการคลังประเทศ ‘อย่างจริงจัง’ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกหั่นเครดิตเรตติง
วันนี้ (11 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดยยืนยันว่า จะมุ่งรักษาวินัยการคลัง และมั่นใจว่า จะสามารถดำเนินงานตามแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ที่วางไว้ได้
การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจาก Fitch Ratings ออกมาเตือนว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมอาจทำให้การปรับสมดุลทางการคลังของไทยล่าช้าออกไป และอาจทำให้แผนการคลังระยะปานกลางเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเครดิตเรตติงของประเทศไทยได้
ทั้งนี้ ตามแผนการคลังระยะปานกลางฉบับปัจจุบัน ตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณลดลง 2% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2573 และเตรียมขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปเป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังกล่าวต่อว่า ไม่ใช่แค่พรรคภูมิใจไทยเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับวินัยทางการคลัง แต่ตามนโยบายของทุกพรรคการเมืองที่ประกาศออกมาก็ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนทางการคลังเช่นกัน
ด้าน ศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยมองว่า ประเด็นหลักที่ Fitch Ratings ต้องการสื่อสาร ได้แก่
- เสถียรภาพทางการเมืองอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการการพิจารณา ‘อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ’ (Sovereign Rating) แต่รัฐบาลใหม่ควรต้องคำนึงถึงนโยบายการคลังและนโยบายเศรษฐกิจในระยะปานกลางด้วย
- Fitch Ratings ยังได้แสดงความเป็นห่วงต่อการจัดตั้งรัฐบาลผสม ที่อาจบั่นทอนความสามารถในการรักษาวินัยการคลัง
- Fitch Ratings ย้ำว่า แผนการขาดดุลการคลัง และหนี้สาธารณะจะเป็นหัวใจของการประเมิน
นอกจากนี้ Fitch Ratings ยังมองอีกด้วยว่า มาตรการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ซึ่งใช้งบประมาณสูงเกือบ 1% GDP ถือเป็นขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ เป็นการช่วยแค่ระยะสั้น แต่กลับทำให้วินัยการคลังบั่นทอนลง
รัฐบาลไทยควรทำอย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกหั่นเครดิตเรตติง
ศ. ดร. อธิภัทร ระบุว่า จากการปรับลดมุมมองเป็นลบ (negative) เมื่อเดือนกันยายน 2568 ทำให้ Fitch Ratings มีแนวโน้มที่จะลดอันดับเครดิตของไทย มากกว่าเพิ่มอันดับเครดิต ดังนั้น รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าจะมีการปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) และรักษาอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไว้ไม่ให้เกิน 70% ตามแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF)
“เมื่อปีที่แล้ว Credit Rating Agency ค่อนข้างสบายใจที่เห็นแผนการคลังระยะปานกลางฉบับล่าสุดที่ออกมา แต่ว่าคำถามคือ แล้วรัฐบาลจะทำตามแผนจริงไหม ดังนั้น ขั้นต่อมา รัฐบาลจึงควรทำให้เห็นว่า สามารถปฏิบัติตามแผนฯ ได้จริง
โดยย้อนกลับไปเมื่อปลายปีก่อน รัฐบาลอายุระยะสั้นยังมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายระยะยาว ซึ่งหลายอย่างอาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแก้กฎหมาย
แต่ว่าตอนนี้รัฐบาลมีเวลามากขึ้นแล้ว และสามารถมองไกลถึง 4 ปีได้ ผมคิดว่า จึงเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะโชว์ให้ Credit Rating Agency เห็นว่าเราจะปฏิรูปภาคการคลังอย่างไร ทั้งในเรื่องรายได้ภาษี รายจ่าย และธรรมาภิบาลในการควบคุมการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลไม่ให้ใช้จ่ายเกินตัว และไม่เป็นประชานิยม” ศ. ดร. อธิภัทรกล่าว
สำหรับแนวทางการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ ศ. ดร. อธิภัทร ระบุว่า ในช่วงหาเสียง ได้เห็นนโยบายเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ ที่หลายพรรคการเมืองเสนอ จึงอยากให้ทุกพรรคการเมืองลดความขัดแย้งลง และร่วมกันร่วมกันระดมความคิด เพื่อมองหานโยบายที่ตอบโจทย์เงื่อนไขของประเทศไทยที่สุด ในการบรรเทาภาระผู้เสียภาษี และกระจายสวัสดิการอย่างเป็นธรรม
ศ. ดร. อธิภัทร ยังกล่าวต่อว่า ในด้านรายจ่ายก็สำคัญไม่แพ้กัน แม้แผนการคลังฯ จะระบุว่า รายจ่ายของรัฐจะต้องโตไม่เกิน 1% ตลอดช่วง 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติจริง ‘ค่อนข้างยาก’ โดยตั้งแต่ช่วงโควิด-19 รายจ่ายของรัฐบาลไทยโตถึงปีละ 3-4%
เร่งไทยตั้ง ‘สถาบันการคลังอิสระ’
ศ. ดร. อธิภัทร ยังชี้ว่า อีกจุดอ่อนสำคัญของประเทศไทยคือ กลไกการถ่วงดุลนโยบายการคลัง เนื่องจากทุกวันนี้ ความสำคัญของวินัยการคลังต้องพึ่งพิงความสนใจจากรัฐบาล
ดังนั้น ศ. ดร. อธิภัทร จึงเสนอว่าไทยควรมีโครงสร้างเชิงสถาบันที่ไว้กำกับดูแลแบบเดียวกับสำนักงานความรับผิดชอบด้านงบประมาณ (Office of Budget Responsibility) ในอังกฤษ และสำนักงานงบประมาณแห่งสภาคองเกรส (Congressional Budget Office) ในอเมริกา เพื่อทำให้สาธารณชนรู้เท่าทันถึงผลการดำเนินนโยบายทางการคลังต่างๆ ว่ามีต้นทุนหรือผลระยะยาวอย่างไร
เตือน โดนหั่นเครดิตเรตติง จ่อฉุดดอกเบี้ยแพงขึ้นทั้งตลาด
ทั้งนี้ ศ. ดร. อธิภัทรระบุว่า หากมีการลด ‘อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ’ จะส่งผลกระทบสำคัญต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวล เพราะปัจจุบัน สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ (Interest Payments to Revenue Ratio) ของรัฐบาลไทยอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว โดยอยู่ที่ 11% สะท้อนว่า ใกล้แตะเกณฑ์ดอกเบี้ยต่อรายได้ของกลุ่ม Investment Grade ที่สถาบันจัดอันดับเครดิตต่างๆ ให้ไว้ที่ 12% แล้ว
ดังนั้น การโดนลดอันดับเครดิตเรตติ้งจึงจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลแพงขึ้น และจะซ้ำเติมให้พื้นที่การจัดสรรงบประมาณมีน้อยลง ทำให้การบริหารจัดการงบประมาณที่ยากอยู่แล้ว ให้ยากขึ้นอีก ส่งผลให้การลงทุนเพื่อยกระดับประสิทธิภาพจะเกิดได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ ‘อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ’ (Sovereign Rating) ที่ถูกปรับลดลงไป ก็จะเป็นดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ในการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทต่างๆ สูงขึ้นไปด้วย และมีแนวโน้มที่จะแผ่ไปยังต้นทุนการกู้ยืมทั้งตลาดในท้ายที่สุด


