จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ออกหนังสือแจ้งผู้ร้องทุกข์ ถึงกรณีที่อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สำนักงานอัยการสูงสุด มีคำสั่งยุติการดำเนินคดีอาญากับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ สุทธิผล) หรือ อดีตพระธัมมชโย และ ศศิธร โชคประสิทธิ์ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร
เนื่องจากคดีดังกล่าวได้ขาดอายุความลง ส่งผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องต้องระงับไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ปปง. ยืนยันว่าคำสั่งดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการยึดทรัพย์ทางแพ่งที่ดำเนินการไปแล้วกว่า 1,400 ล้านบาท
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก ธรรมนูญ อัตโชติ และคณะ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อดีเอสไอ เพื่อให้ดำเนินคดีกับอดีตพระธัมมชโยและ น.ส.ศศิธร ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ซึ่งดีเอสไอได้รับเรื่องไว้เป็น คดีพิเศษที่ 27/2559
ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 กนกลดา เจริญศิริ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีการเงินการธนาคาร ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษคดีนี้ ได้ทำหนังสือแจ้งความคืบหน้าไปยังผู้ร้องทุกข์ (ตามขั้นตอนมาตรา 146 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) โดยระบุว่า อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ได้มีคำสั่งยุติการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสองรายแล้ว
เหตุผลสำคัญในการสั่งยุติคดี คือ คดีขาดอายุความ (ครบกำหนด 15 ปี นับจากเช็คใบสุดท้ายเมื่อปี 2554) ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) ประกอบระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาฯ พ.ศ. 2563 ข้อ 48(7)
วันนี้ (27 มีนาคม) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ออกมายืนยันข้อมูลดังกล่าวว่า คดีอาญาของอดีตพระธัมมชโยและ น.ส.ศศิธร ได้สิ้นสุดลงแล้วเนื่องจากขาดอายุความจริง พร้อมระบุว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งการด่วนให้กองบริหารคดีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรวบรวมข้อเท็จจริงและตรวจสอบเอกสารหนังสือสั่งการจากพนักงานอัยการ เพื่อนำมาประมวลผลให้มีความชัดเจนสูงสุด
พ.ต.ต.วรณัน อธิบายเพิ่มเติมว่า คดีที่เกี่ยวเนื่องกันนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่:
- คดีมูลฐาน ที่เชื่อมโยงกับความผิดฐานฟอกเงิน
- คดีเกี่ยวกับการรับโอน หรือเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สิน
- คดีฟอกเงินทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงาน ปปง. ทั้งนี้ เมื่อดีเอสไอรวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้นครบถ้วน จะมีการจัดทำเอกสารข่าวเพื่อชี้แจงรายละเอียดต่อสื่อมวลชนและสาธารณชนอย่างเป็นทางการต่อไป
แม้คดีอาญาจะยุติลง แต่ในส่วนของการติดตามทรัพย์สินคืนให้แก่ผู้เสียหายนั้น แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยอย่างชัดเจนว่า การที่คดีอาญาสิ้นสุดลง ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อคดีทางแพ่ง ที่ผ่านมา ปปง. ได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีนี้ไปแล้วมูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน เพื่อนำไปเฉลี่ยคืนให้แก่สมาชิกและผู้เสียหายของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นบางส่วนแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีทรัพย์สินบางส่วนที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการรอขายทอดตลาด ได้แก่:
- สถานปฏิบัติธรรมในพื้นที่ต่างจังหวัด
- อาคารลูกโลก (มหารัตนวิหารคด) ที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่วัดพระธรรมกาย


