วันนี้ (16 มีนาคม) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกเอกสารข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีที่ปรากฏกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้ยุติการสืบสวนคดีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ จนทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ากระบวนการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้นและจะไม่มีการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วนั้น
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง และขอชี้แจงลำดับเหตุการณ์เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กรณีนี้เริ่มต้นจากมีประชาชน 2 ราย เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนให้ดีเอสไอดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งมีมติไม่เพิกถอน เอกสารสิทธิที่ดินเอกชนที่ทับซ้อนกับแนวเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แม้ว่าก่อนหน้านี้ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาชี้ขาดแล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐ
ที่ผ่านมา กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับเรื่องไว้เป็นสำนวนสืบสวนที่ 97/2568 โดยได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม ทั้งคำพิพากษาศาล คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ข้อมูลจากสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงการลงพื้นที่หาข่าว และประสานข้อมูลร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)
จากการสืบสวนพบว่า ข้อพิพาทที่ดินเขากระโดงมีการฟ้องร้องทางกฎหมายทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีปกครอง รวมกันมากกว่า 18 คดี โดยในส่วนของคดีแพ่ง ศาลฎีกาได้พิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐ นำไปสู่การฟ้องศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองได้สั่งให้กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61 เพื่อพิจารณาเพิกถอนเอกสารสิทธิ แต่ท้ายที่สุดคณะกรรมการฯ กลับมีมติไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิทั้ง 995 แปลง จนนำไปสู่การฟ้องร้องในศาลปกครองเพิ่มเติมอีกคดีหนึ่ง
สำหรับประเด็นการเอาผิดทางอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐ (คณะกรรมการตามมาตรา 61) พบว่ามีการไปร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ทั้งที่ดีเอสไอ และ บก.ปปป. ซึ่งทาง บก.ปปป. ได้ทำการส่งสำนวนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการไต่สวนแล้ว ดังนั้น ภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ดีเอสไอจึงมีความจำเป็นต้องส่งสำนวนการสืบสวนไปรวมที่ ป.ป.ช. เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปในทิศทางเดียวกันและถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐนั้น กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 30 ได้กำหนดให้เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ในอำนาจการวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ด้วยเช่นกัน ซึ่งหาก ป.ป.ช. มีมติประการใด หรือประสานขอให้ดีเอสไอช่วยดำเนินการเพิ่มเติม ดีเอสไอก็พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ดีเอสไอยังได้จัดส่งผลการสืบสวนทั้งหมดไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการต่อสู้คดีในชั้นศาลและปกป้องผลประโยชน์ของชาติ
กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า การส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ไม่ใช่การยุติการดำเนินการในคดีเขากระโดงทั้งหมดตามที่สังคมเข้าใจ แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยดีเอสไอยังคงมุ่งมั่นที่จะป้องกัน ปราบปราม และสอบสวนคดีพิเศษภายใต้หลักนิติธรรมอย่างโปร่งใสต่อไป


