วันนี้ (20 สิงหาคม) ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โดมคลาวด์ จำกัด (DomeCloud) และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ และบล็อกเชน แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กโดยตั้งค่าโพสต์เป็นสาธารณะ ถึงข้อกังวลว่าประชาชนควรสมัครใช้สิทธิ AiPASS ภายใต้โครงการ TH-AI Passport หรือไม่
ประเด็นสำคัญ
ธนารัตน์ระบุว่า ในฐานะผู้ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมโครงการมาตั้งแต่ช่วงทดลอง คำตอบอย่างสั้นคือ “สมัครไปเถอะครับ” เพราะงบประมาณที่นำมาใช้ดำเนินโครงการมาจากเงินภาษีของประชาชน จึงควรเข้าไปใช้สิทธิและนำประโยชน์ที่ได้รับมาใช้งาน ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างควรตรวจสอบและพิจารณาแยกเป็นอีกประเด็นหนึ่ง
คุ้มหรือไม่
ธนารัตน์มองว่า AiPASS มีความคุ้มค่า เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) จ่ายค่าบริการให้เอกชนตามจำนวนผู้ใช้งานจริง หรือ Pay Per Active User ในอัตรา 25 บาทต่อคนต่อเดือน
ขณะที่ประชาชนสามารถเข้าถึงโมเดล AI ระดับสูง เช่น Opus 4.8 รวมถึงใช้ Seedance สร้างวิดีโอรวมความยาว 60 วินาทีต่อเดือน ซึ่งเขาประเมินว่ามูลค่าบริการที่ประชาชนได้รับสูงกว่างบประมาณ 25 บาทต่อคน โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ผู้ใช้งานเพียงเข้าเรียนตามเวลาที่กำหนดก็สามารถเข้าถึงโมเดลระดับโปรได้ และในช่วง 30 วันแรกยังสามารถทดลองใช้บริการได้โดยไม่ต้องผ่านการเรียน
ข้อมูลรั่วไหลหรือไม่
สำหรับข้อกังวลด้านข้อมูล ธนารัตน์เห็นว่ายังไม่ควรสรุปทันทีว่าข้อมูลจะรั่วไหล แต่ต้องแยกข้อมูลออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1.ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการลงทะเบียนที่ส่งมาจาก ThaID หรือแอปพลิเคชันทางรัฐ
2.ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน
3.พรอมต์ หรือข้อความที่ผู้ใช้งานส่งไปสนทนากับ AI
เขาระบุว่า เอกสารขอบเขตงานหรือ TOR กำหนดให้ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการลงทะเบียน และข้อมูลพฤติกรรมต้องจัดเก็บหรือประมวลผลภายในประเทศไทย
ขณะที่ข้อมูลพฤติกรรมจะต้องผ่านกระบวนการทำให้ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ เช่น ระยะเวลาการใช้งานในแต่ละวัน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพรอมต์ เงื่อนไขการให้บริการและประกาศความเป็นส่วนตัวระบุว่าอาจจำเป็นต้องส่งข้อมูลไปประมวลผลในต่างประเทศ หากผู้ใช้ไม่ยินยอมก็จะไม่สามารถใช้บริการบางส่วนได้
ธนารัตน์มองว่า ลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับโครงการนี้ เพราะการใช้โมเดล AI จากต่างประเทศโดยทั่วไปอาจต้องส่งพรอมต์ไปประมวลผลนอกประเทศอยู่แล้ว สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ผู้ใช้งานต้องไม่ใส่ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลลับ หรือข้อมูลอ่อนไหวที่ไม่ต้องการให้รั่วไหลลงไปในพรอมต์
ส่วนประเด็นว่าเงื่อนไขดังกล่าวขัดกับ TOR หรือไม่นั้น เขามองว่า TOR ข้อ 2.2 และข้อ 4.2.1.7 (2) ระบุเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการลงทะเบียน และข้อมูลพฤติกรรมว่าต้องประมวลผลภายในประเทศ โดยไม่ได้ระบุห้ามส่งพรอมต์ออกไปต่างประเทศโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ยังต้องพิจารณาเป็นรายกรณีว่าเนื้อหาในพรอมต์เข้าข่าย ‘ข้อมูลส่วนบุคคล’ ตามนิยามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือไม่ ก่อนจะวินิจฉัยได้ว่าเป็นไปตาม TOR และกฎหมายหรือไม่
ข้อมูลจะถูกนำไปพัฒนา National LLM หรือไม่
ธนารัตน์ระบุว่า ข้อมูลที่จะนำไปใช้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของประเทศ หรือ National LLM ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลจากการลงทะเบียน แต่เป็นข้อมูลพฤติกรรมและพรอมต์
โดยกระบวนการนำข้อมูลลักษณะนี้ไปพัฒนาโมเดลเป็นแนวทางที่พบได้ในวงการ AI เช่น การทำ Distillation
เขาเห็นว่า การนำชื่อ ที่อยู่ หรือข้อมูลทะเบียนราษฎรของประชาชนไปฝึกโมเดลไม่ได้ช่วยให้ AI มีความสามารถสูงขึ้น อีกทั้งหน่วยงานรัฐมีข้อมูลทะเบียนราษฎรอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะจัดทำโครงการเพื่อรอเก็บข้อมูลดังกล่าวจากประชาชนอีกครั้ง
โดเมน .net ไม่ได้แปลว่าไม่ปลอดภัย แต่ควรย้ายสู่ .go.th
สำหรับข้อกังวลที่เว็บไซต์โครงการใช้ชื่อโดเมน .net ธนารัตน์อธิบายว่า การใช้ .net ไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์ไม่ปลอดภัย และไม่สามารถใช้ชนิดของโดเมนเป็นตัวชี้ว่าข้อมูลถูกประมวลผลภายในหรือนอกประเทศได้
ความเสี่ยงสำคัญคือ บุคคลอื่นสามารถจดทะเบียนชื่อโดเมนที่สะกดคล้ายกับเว็บไซต์จริง เพื่อนำไปใช้หลอกลวงประชาชนหรือขโมยข้อมูล ซึ่งเป็นลักษณะของการทำเว็บไซต์ปลอมและการโจมตีแบบฟิชชิง ผู้ใช้งานจึงต้องตรวจสอบชื่อเว็บไซต์ให้ถูกต้องก่อนกรอกข้อมูลทุกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ธนารัตน์เห็นว่า เว็บไซต์ของโครงการควรย้ายไปใช้โดเมน .go.th เนื่องจากมีแนวทางตามมติคณะรัฐมนตรีและมาตรฐาน มสพร. 11-2566 ข้อ 3.1.1 รองรับอยู่แล้ว อีกทั้งมีการจดทะเบียนโดเมน aipass.go.th และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้แนะนำให้ใช้ช่องทางดังกล่าว
ธนารัตน์สรุปว่า ประชาชนสามารถสมัครและใช้ประโยชน์จาก AiPASS ได้ โดยไม่ควรปล่อยให้สิทธิที่ได้รับสูญเปล่า แต่ต้องใช้บริการอย่างระมัดระวัง ไม่ป้อนข้อมูลลับหรือข้อมูลอ่อนไหวลงในพรอมต์
ขณะที่ประเด็นด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ความโปร่งใส การคุ้มครองข้อมูล และการย้ายเว็บไซต์ไปใช้โดเมนของหน่วยงานรัฐ ยังเป็นเรื่องที่ผู้รับผิดชอบต้องชี้แจงและดำเนินการให้ชัดเจนต่อไป


