×

26 ปีแห่งความหวัง Disneyland Thailand ‘ฝัน’ ที่คนไทยฝัน ทำไมไทยยังไปไม่ถึงดีลระดับโลก? ถอดสูตรความสำเร็จ ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์

24.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

ตลอดเวลากว่า 25 ปี แนวคิดดึง ‘The Walt Disney Company’ บริษัทยักษ์สัญชาติอเมริกัน มาปักหมุดในไทย เหมือนหนังฉายซ้ำ ถูกหยิบขึ้นมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านหลายรัฐบาล ตั้งแต่ปี 2544

 

แม้กระแสสังคมไทยหนุนเต็มที่ แต่โจทย์อันท้าทายยังไม่เปลี่ยน ทั้งข้อจำกัด ที่ดินผืนใหญ่ เงินลงทุนมหาศาล ความชัดเจนนโยบายรัฐ และกำลังซื้อในประเทศ คำถามจึงยังค้างคา…ทำไมไทยยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน ไปไม่ถึงดีลระดับโลก?

 

ย้อนอดีต 26 ปี กับ ‘ฝันค้าง’ 5 รัฐบาล

 

จาก 1955 ถือกำเนิด ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) สวนสนุกธีมปาร์ก (Theme Park) แห่งแรกของโลก สร้างบนพื้นที่สวนส้มเดิมที่เมืองแอนะไฮม์ (Anaheim) รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่พาผู้ชมท่องไปในดินแดนจำลอง ต่อเติมจินตนาการจากเรื่องราวและตัวละครสร้างสรรค์โดยดิสนีย์สตูดิโอทั้งหมด

 

ปัจจุบัน อาณาจักรดิสนีย์แลนด์ขยายไปทั่วโลกมีทั้งหมด 6 แห่ง (6 ที่ตั้ง/Resort) ซึ่งแต่ละแห่งมีสวนสนุกธีมปาร์ค (Theme Park) รวมกันกว่า 12 แห่ง ตั้งอยู่ใน 3 ทวีป

 

ได้แก่ อเมริกา ยุโรป และเอเชีย ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย, ฟลอริดา (ใหญ่ที่สุด), โตเกียว (2 ปาร์ก), ปารีส (2 ปาร์ก), ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้

 

แนวคิดในการดึง ‘ดิสนีย์แลนด์’ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีประวัติยาวนานกว่า 26 ปี และแทบทุกครั้งมักจะเกิดขึ้นคู่ขนานไปกับ นโยบายภาครัฐ ที่พยายามผลักดันเมกะโปรเจกต์ ‘ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยว’

 

ย้อนไป ปี 2544-2549 ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นยุคที่รัฐใช้นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านโครงการขนาดใหญ่และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Mega-project Era)

 

กระแสข่าวเรื่องการดึงดิสนีย์แลนด์เข้ามาในไทยเริ่มแพร่สะพัด มีทั้งการพูดถึงการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ และการคาดการณ์ถึงทำเลที่อาจเหมาะสม ทั้ง พัทยา ภูเก็ต พื้นที่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 1

 

มูลค่าการลงทุนสูง มาตรฐาน ‘แบรนด์’ (Branding) สำคัญ

 

ทว่า ประเด็นนี้ค่อยๆ เลือนหายไป จากข้อจำกัด เงื่อนไขเชิงพาณิชย์ ที่ต้องคำนึงถึงมูลค่าการลงทุนมหาศาล และมาตรฐานการควบคุม ‘แบรนด์’ (Branding) ที่เข้มงวดของดิสนีย์

 

ทั้งในเรื่องรูปแบบการบริหาร การออกแบบพื้นที่ ไปจนถึงสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (IP) บริบทของประเทศไทยล้วนเป็นอุปสรรค ต่อการเจรจา

 

กระทั่งปี 2555 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการหยิบยกข้อเสนอมาจากภาคเอกชน โดยสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวไทย เสนอให้รัฐบาลพิจารณาและสนับสนุนการพัฒนาสวนสนุกระดับนานาชาติ เป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเพื่อสร้าง ‘Destination ใหม่’ ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

 

ในขณะนั้น รัฐบาลกลับต้องเผชิญภารกิจเร่งด่วนในการฟื้นฟู ประเทศจากมหาอุทกภัย ซึ่งใช้ทรัพยากรด้านงบประมาณ และการบริหารจัดการจำนวนมาก

 

ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลให้ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการผลักดัน และสุดท้ายก็ไม่พัฒนาไปสู่โครงการที่เป็นรูปธรรม

 

Disneyland / Universal Studios คือ ‘ตัวคูณ’ ใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจยุคประยุทธ์

 

ถัดมา ช่วงปี 2559-2562 ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นช่วงเริ่มวางรากฐานการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แนวคิดการดึงสวนสนุกระดับโลกกลับมาอยู่ ในกรอบการศึกษาความเป็นไปได้อีกครั้ง

 

ทั้ง Disneyland และ Universal Studios ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็น ‘ตัวคูณ’ ช่วยยกระดับโครงสร้างการท่องเที่ยวของประเทศ และเพิ่มความคุ้มค่าให้กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

 

โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การลงทุนที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาดังกล่าว กลับเป็นของ ‘แบรนด์’ สวนสนุกจากประเทศอื่น

 

แม้แนวคิดเรื่องดิสนีย์แลนด์จะยังถูกกล่าวถึงเป็นระยะ ในฐานะ ‘โครงการในฝัน’ ของภาคการท่องเที่ยวและการพัฒนา EEC แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณเชิงบวกจากบริษัทแม่ ทำให้แนวคิดนี้ยังคงอยู่ในระดับนโยบาย

 

กระทั่งปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ภายใต้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล แนวคิด ‘Disneyland Thailand’ ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งในเชิงสาธารณะ

 

โดยพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พร้อมศึกษาความเป็นไปได้

 

โดยย้ำว่า ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาโครงการ ระดับโลก ‘ไม่ใช่เพียงแนวคิดในจินตนาการหรือขายฝัน’

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 2

 

แต่โครงการนี้ยังต่อยอดไปไกลกว่าสวนสนุก ด้วยแผนพัฒนาคอนเสิร์ต ฮอลล์ สนามกีฬามาตรฐานโลก คอนเสิร์ตระดับโลก การแข่งขันกีฬานานาชาติ และมหกรรมอีเวนต์ขนาดใหญ่ รองรับความจุไม่ต่ำกว่า 80,000 ที่นั่ง

 

คาดมูลค่าลงทุน 3 แสนล้านบาท รูปแบบลงทุน PPP

 

แผนเบื้องต้นจะใช้พื้นที่ราว 800 เฮกตาร์ โดยแบ่งเป็น 480 เฮกตาร์ สำหรับสวนสนุก มูลค่าการลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท และอีก 320 เฮกตาร์ สำหรับศูนย์กีฬาและความบันเทิง มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท มูลค่ารวมทั้งหมดอยู่ที่ราว 300,000 ล้านบาท

 

โดยไม่จำเป็นต้องมีกาสิโนอยู่ในนั้น ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน EEC เริ่มทำการศึกษาโครงการแล้ว ซึ่งคาดว่ารูปแบบการลงทุนจะเป็นลักษณะ PPP (Public-Private Partnership)

 

อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบัน ดิสนีย์ยังไม่ออกมายืนยัน หรือแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการ ทำให้ ‘ดิสนีย์แลนด์ประเทศไทย’ ยังคงอยู่ในสถานะ ‘แนวคิดเชิงนโยบาย’

 

BOI รับเคยหารือผู้บริหาร Disney

 

โดยแหล่งข่าวสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวกับ THE STANDARD ว่า การลงทุนใน Theme Park ต้องใช้เงินลงทุน ‘หลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ’

 

“ปกติ Disney จะไม่ลงทุนเอง แต่จะมี partner เป็นผู้ลงทุน อาจจะเป็นรัฐหรือเอกชนก็ได้ อย่างกรณี Hong Kong และ Shanghai รัฐเป็นผู้ลงทุนเกือบทั้งหมด แต่ให้ Disney ถือหุ้น 43-48% และเป็นผู้บริหาร”

 

ส่วนกรณี ญี่ปุ่น เป็นเคสพิเศษ จะดำเนินการโดย The Oriental Land Company (subsidiary of Keisei Electric Railway Company) และ Disney เก็บ license fee

 

ขณะที่ Location จำเป็นต้องมีพื้นที่ใหญ่เพียงพอสำหรับ ecosystem และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง และที่สำคัญคือ รัฐต้องจัดให้มีระบบขนส่งสาธารณะ (สถานีรถไฟฟ้า, ถนนกว้าง) เข้ามาถึงสวนสนุก

 

บวกกับจำนวนนักท่องเที่ยว ต้องมีสม่ำเสมอทั้งปี ทั้งต่างชาติและคน local (อาจต้องสร้างแรงจูงใจให้คนไทยมาเที่ยวในปริมาณมากด้วย เพราะราคาสูง และคนไทยที่มีฐานะดี มักไปเที่ยว ตปท.)

 

สรุปคือ “มีความเป็นไปได้ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ Local partner ที่จะเป็นผู้ลงทุน และการพัฒนา Ecosystem ที่สมบูรณ์”

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 3

 

เปิด 4 ปัจจัย กับความเป็นไปได้ สแกนทำเล

 

หากดูบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้สรุปประเด็นนี้อย่างน่าสนใจ ซึ่งรวบรวม TOP 4 ประเด็นฮิตที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนโซเชียล โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

 

1. ความเชื่อมั่นด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน (39.4%)

 

ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือ ความกังวลเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายรัฐและความชัดเจนทางการเมือง โดยชาวโซเชียลบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า โครงการอาจถูกมองเป็นเพียงการขายฝันในช่วงใกล้การเลือกตั้ง

 

พร้อมยกตัวอย่างเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ ที่ยังล่าช้า เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รวมถึงความกังวลด้านความโปร่งใสและการทุจริตที่อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

 

2. สภาพอากาศ (28.6%)

 

สภาพอากาศร้อนของประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญ โดยเสียงส่วนหนึ่งมีคำถามว่า นักท่องเที่ยวจะสามารถต่อคิวเครื่องเล่นท่ามกลางแดดร้อนไหวหรือไม่

 

3. ค่าครองชีพ vs ราคาบัตรเข้าชม (23.8%)

 

ประเด็นด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศเป็นที่กล่าวถึงอย่างเข้มข้นไม่แพ้กัน เมื่อมีการประเมินจากบทสนทนาในสังคมออนไลน์ว่า ราคาบัตรเข้าชมอาจอยู่ในช่วง 2,000-3,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชาวโซเชียลหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ และรายได้เฉลี่ยของคนไทย

 

ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า กำลังซื้อภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือออกแบบโครงสร้างราคาที่เหมาะสมได้

 

4. เอกลักษณ์ความเป็นไทย (8.2%)

 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ การเสนอให้นำ ‘เอกลักษณ์ความเป็นไทย’ มาใช้เป็นจุดขาย โดยมีการพูดถึงไอเดียการนำธีมจากภาพยนตร์ ‘Raya and the Last Dragon’ มาเป็นตัวชูโรงในฐานะเจ้าหญิงดิสนีย์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 4

 

รวมถึงการเสนอไอเดียให้มิกกี้เมาส์นุ่งโจงกระเบน มินนี่เมาส์ห่มสไบ หรือการเนรมิตโซนตลาดน้ำดิสนีย์ (Floating Market) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแฟนคลับชาวไทยต้องการเห็น ‘Disney in Thai Style’ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างลงตัว

 

ฝั่งที่เห็นด้วย (75.7%) มองว่า Disneyland จะช่วยดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ สร้างงาน และยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย พร้อมเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

ส่วนฝั่งที่ไม่เห็นด้วย (24.3%) ให้เหตุผลหลักเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และมองว่าควรพัฒนาสวนสนุกหรือแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม รวมถึงเสนอให้สร้างแลนด์มาร์กที่สะท้อนวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริงมากกว่า

 

ส่องความเป็นไปได้ทำเลอื่น นอกจากรัฐเลือกปักหมุด EEC

 

แม้ตามแผนแม่บทของภาครัฐจะมุ่งเป้าไปที่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) แต่เสียงจากโซเชียลสะท้อนว่ามีการพูดถึงทำเลศักยภาพกระจายไปยัง 6 โซนทั่วประเทศ โดยเรียงตามสัดส่วนการกล่าวถึง (Mention) ได้แก่

 

1. ภาคตะวันออก (31.5%) : EEC ครอบคลุม 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา โดดเด่นในเรื่องความพร้อมหลายด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และความใกล้กรุงเทพฯ สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวที่พักในเมืองหลวง สามารถจัดโปรแกรมเที่ยวแบบวันเดียวกลับ (One-day trip)

 

2. ภาคเหนือ (21.8%) : เชียงใหม่/เชียงราย เป็นตัวเลือกที่ชนะใจชาวโซเชียลด้านสภาพอากาศ โดยเฉพาะหาก Disneyland ไปตั้งที่เชียงใหม่ หรือบนดอย รวมถึงบรรยากาศที่มี Vibe ใกล้เคียงกับ Disneyland ปารีส และ โตเกียว

 

3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (19.2%) : เขาใหญ่/นครราชสีมา เป็นโลเคชันที่ถูกมองว่าเหมาะกับสวนสนุกกลางแจ้งเพราะมีอากาศเย็นสบาย ไม่มีความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม

 

นอกจากนี้ จังหวัดขอนแก่น ก็ติดหนึ่งในทำเลที่ถูกใจชาวโซเชียล ที่รองรับนักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาว และจีน ทันทีที่โครงการรถไฟความเร็วสูงแล้วเสร็จ

 

4. ภาคกลาง (14.5%) : กรุงเทพฯ และปริมณฑล ชูเดินทางและความถี่ในการท่องเที่ยว โดยกลุ่มที่พูดถึงทำเลนี้มองข้ามเรื่องวิวทิวทัศน์

 

5. ภาคใต้ (8.4%) : ภูเก็ต/กระบี่ ถูกพูดถึงในมุมศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติระดับพรีเมียม (Luxury Market) ที่มีกำลังซื้อสูง

 

6. ภาคตะวันตก (4.6%) : ประจวบคีรีขันธ์/เพชรบุรี สะท้อนแนวคิดการกระจายความเจริญและ การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ อย่างคุ้มค่า

 

บิ๊กธุรกิจอีเวนต์ ชี้ ‘กุญแจสำคัญ’ คือ ความพร้อมระบบโครงสร้างพื้นฐาน

 

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมอีเวนต์ กล่าวกับ ‘THE STANDARD WEALTH’ ว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งหากประเทศไทยสามารถดึง Disneyland เข้ามาลงทุนเปิดสวนสนุกได้จริง

 

“นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในวงกว้าง ทั้งในมิติของการใช้จ่าย การจ้างงาน และการต่อยอดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง”

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 5

 

โดยในอดีต The Walt Disney เคยเข้ามาสำรวจความเป็นไปได้ ในการลงทุนในประเทศไทยมาแล้ว ก่อนตัดสินใจพัฒนา Shanghai Disneyland และ Hong Kong Disneyland

 

“ในช่วงเวลานั้นมีการพิจารณาทำเลบริเวณรังสิต แต่เผชิญข้อจำกัดด้านขนาดพื้นที่ เนื่องจากจำเป็นต้องรวบรวมที่ดินจากเจ้าของรายย่อยหลายราย ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของ The Walt Disney ที่มักจะใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ระดับพันถึงหมื่นไร่”

 

ทั้งนี้ เพื่อรองรับทั้งสวนสนุก โรงแรม และโซนไลฟ์สไตล์ในลักษณะเดียวกับ Disney Springs

 

ส่วนในมิติของความเป็นไปได้เชิงโครงสร้าง ประเมินว่า หากจะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง จำเป็นต้องมีการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรมระหว่าง 3 ฝ่าย (PPP) ได้แก่ ภาครัฐ นักลงทุนเอกชนไทย และ The Walt Disney

 

เปิดสูตรดึง Disneyland : ญี่ปุ่น สำเร็จด้วยโมเดล License – ฮ่องกง สิงคโปร์ รัฐอัดฉีดงบมหาศาล

 

ในฐานะเจ้าของแบรนด์ โดยรูปแบบการลงทุนสามารถออกแบบได้หลากหลาย เนื่องจากโมเดลธุรกิจของ Disney มีความยืดหยุ่น ตัวอย่างเช่น Tokyo Disneyland ซึ่งประสบความสำเร็จภายใต้โมเดล License

 

อีกทั้ง บริหารจัดการโดยนักลงทุนท้องถิ่น ขณะที่บางประเทศอย่างฮ่องกง ภาครัฐมีบทบาทร่วมลงทุน เช่นเดียวกับ กรณีของ Universal Studios Singapore ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนด้านงบประมาณจำนวนมาก

 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในลักษณะเมกะโปรเจกต์เช่นนี้ต้องใช้เงินทุนมหาศาล และมีความเป็นไปได้ที่จะเผชิญ ‘ภาวะขาดทุน’ ในช่วงแรก

 

ไม่ควรสร้าง Disneyland ซ้ำกับประเทศอื่น แนะชูอัตลักษณ์ไทย

 

นอกจากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบรถไฟฟ้า ทางด่วน หรือการเชื่อมต่อสนามบิน ที่ภาครัฐจำเป็นต้องวางแผนรองรับอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนระดับโลก

 

“หากไทยจะพัฒนาโครงการดังกล่าว ไม่ควรสร้าง Disneyland ในรูปแบบที่ซ้ำกับประเทศอื่น แต่ควรออกแบบคอนเซ็ปต์เฉพาะที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทย เพราะที่ผ่านมา Disney มีศักยภาพในการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมในแต่ละประเทศอยู่แล้ว”

 

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศร้อนชื้นที่อาจกระทบต่อประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว ตลอดจนโครงสร้างราคา

 

โดยค่าบัตรเข้าสวนสนุกในต่างประเทศเฉลี่ยราว 2,000 บาทต่อคน อีกทั้งราคาอาหารและสินค้าในพื้นที่ส่วนใหญ่แล้วมักอยู่ในระดับสูง ‘อาจเกินกำลังซื้อ’ ชาวไทย ส่งผลให้โมเดลธุรกิจจำเป็นต้อง ‘พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ’ เป็นหลัก

 

ท้ายที่สุด แม้ประเทศไทยจะเป็น World Class Destination ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 30-35 ล้านคนต่อปี

 

“แต่การมี Disneyland อาจเป็นตัวเร่งสำคัญ ในการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยว และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเอนเตอร์เทนเมนต์ภูมิภาคในระยะยาว”

 

‘สมาคมโรงแรมไทย’ มอง EEC มีศักยภาพ แต่รัฐต้องชัดสิทธิประโยชน์

 

สอดคล้อง เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย แสดงความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ขณะนี้ นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่างจับตาอย่างใกล้ชิด

 

“เพราะหากโครงการเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วย ยกระดับภาคท่องเที่ยวไทยในระยะยาว”

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 6

 

โดยภาคธุรกิจไทยต้องการเห็นการลงทุนขนาดใหญ่ ในลักษณะนี้มาโดยตลอด เนื่องจากไม่เพียงช่วยเสริมภาพลักษณ์ ประเทศในเวทีโลก แต่ยังเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว สามารถสร้างแม่เหล็ก ดึงดูดการเดินทางทั้งจากตลาดต่างประเทศและในประเทศ

 

“แต่การตัดสินใจลงทุนยังขึ้นอยู่กับภาคเอกชนเป็นหลัก ซึ่งจำเป็นต้องประเมินความคุ้มค่าทางธุรกิจอย่างรอบด้าน ทั้งทำเลที่ตั้ง ศักยภาพรายได้ของประชากร และกำลังซื้อของตลาดโดยรวม”

 

ในส่วนของภาครัฐ มองว่า จำเป็นต้องออกมาตรการจูงใจที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษี ความสะดวกด้านที่ดิน หรือแพ็กเกจสนับสนุนอื่นๆ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มแรงจูงใจในการตัดสินใจลงทุน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นไปได้ของโครงการจะขึ้นอยู่กับ การประเมินผลตอบแทนและความเสี่ยงของผู้ลงทุนเป็นหลัก

 

เทียนประสิทธิ์ ระบุอีกว่า พื้นที่ที่ถูกพูดถึงอย่างจังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานครบถ้วน ทั้งระบบสาธารณูปโภค น้ำ ไฟฟ้า และสาธารณูปโภค

 

การเดินทางสำคัญ แต่ข้อจำกัดอากาศ คือ ‘โอกาส’

 

โดยสามารถต่อยอดและพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อรองรับโครงการขนาดใหญ่ได้ อีกทั้งยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาพื้นที่ของภาครัฐระยะยาว

 

อย่างไรก็ดี ปัจจัยชี้ขาดสำคัญคือการเชื่อมต่อด้านการเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางจากกรุงเทพฯ หากมีระบบขนส่งที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เช่น รถไฟความเร็วสูง เชื่อมต่อเมืองหลวงกับพื้นที่โครงการได้สะดวก ก็จะเอื้อให้เกิดการท่องเที่ยวแบบไปเช้า-เย็นกลับ เพิ่มความถี่ของการเดินทาง และเสริมความคุ้มค่าให้กับการลงทุน

 

ส่วนด้านปัจจัยภูมิอากาศ แม้ประเทศไทยไม่มีฤดูหนาวจัดเหมือน ประเทศที่เป็นที่ตั้งของธีมพาร์กระดับโลกหลายแห่ง ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นข้อจำกัด

 

“แต่ในอีกมุมหนึ่ง สภาพอากาศและช่วงโลว์ซีซันของไทย ก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการออกแบบแพ็กเกจราคาและกลยุทธ์การตลาด เพื่อกระตุ้นการเดินทางและกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี”

 

หากโครงการระดับนี้เกิดขึ้นจริง จะมีส่วนช่วยกระตุ้นและฟื้นฟู ภาคการท่องเที่ยวไทยได้อย่างมาก แม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะขึ้นอยู่กับปัจจัย แวดล้อมและประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

 

สุดท้าย “การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่เช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยบทบาทเชิงรุก และความชัดเจนด้านนโยบายจากภาครัฐควบคู่ไปกับการตัดสินใจของภาคเอกชนต้องเดินไปด้วยกัน”

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 7

 

THE STANDARD WEALTH พูดคุยกับ รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ถึงความเป็นไปได้ในการสร้าง Entertainment complex ในไทย โดยในอดีต ช่วงปี 2544 ไทยก็เคยกล่าวถึงแผน “ดิสนีย์แลนด์ในทุ่งกุลาร้องไห้” ในแผน ซึ่งเป็นการศึกษาใน 2 หลักการ 1.พื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเยอะ 2. พื้นที่ที่ต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วน

 

“ดิสนีย์แลนด์” ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยอยู่ในหลักการที่ 2 ที่จะพัฒนาพื้นที่ที่ยังไม่มีแหล่งท่องเที่ยว จึงมีความคิดที่อยากจะนำสวนสนุกระดับโลก คือ Disney World เข้ามาพัฒนาพื้นที่ คล้ายคลึงกับ Las Vegas รัฐเนวาดา สหรัฐฯ

 

ฝันที่คนไทยจะได้เห็นสวนสนุก Disneyland Thailand จะเป็นจริง และคืบหน้าอย่างไรต่อไปนั้น

 

รศ.ดร.ธนวรรธน์ ย้ำว่า การลงทุนเมกะโปรเจกต์ที่มีมูลค่าลงทุนมหาศาล รัฐบาลต้องศึกษาทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ภาษี ความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว ความปลอดภัย

 

เพราะท้ายที่สุด ก็ลงทุนเพื่อความยั่งยืน จ้างงานคนไทย สร้างเม็ดเงินเศรษฐกิจในประเทศระยะยาว

 

อ้างอิง

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising