ในอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีคนหนุ่มสาวในประเทศกำลังพัฒนาประมาณ 1,200 ล้านคนมีอายุครบ 18 ปี แต่ตัวเลขคาดการณ์ชี้ว่า ประเทศเหล่านี้จะสร้างงานได้เพียง 400 ล้านตำแหน่ง นับเป็นภาพสะท้อนความท้าทายครั้งใหญ่ในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ทันกับจำนวนคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโต
ประเด็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน ธนาคารและนักลงทุนสถาบันทั่วโลกกลับมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารประมาณ 283 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่มีสินทรัพย์เพียง 5-8% ที่อยู่ในเศรษฐกิจเกิดใหม่ ทั้งที่หลายประเทศกำลังต้องการเงินลงทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ขยายธุรกิจ และเพิ่มการจ้างงาน
ความย้อนแย้งดังกล่าวกลายเป็นประเด็นสำคัญบนเวที Unlocking Investment Opportunities in Emerging Markets to Create Jobs ในการประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026 ณ กรุงเทพมหานคร วันนี้ (14 ตุลาคม) โดยมีทั้งประธานกลุ่มธนาคารโลก รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ และผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลก ร่วมกันหารือถึงอุปสรรคที่ทำให้เงินทุนยังเข้าไม่ถึงประเทศกำลังพัฒนา และแนวทางที่จะเปลี่ยนเงินเหล่านี้ให้กลายเป็นการลงทุนและการสร้างงานได้จริง
ธนาคารโลกเตือน คนรุ่นใหม่เพิ่ม แต่งานอาจไม่เพียงพอ
อาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก เตือนว่า หากประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถสร้างงานให้เพียงพอกับคนรุ่นใหม่ ความผิดหวังต่ออนาคตอาจกลายเป็นปัจจัยสร้างความไร้เสถียรภาพในหลายประเทศ
ในทางกลับกัน หากสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชากรกลุ่มนี้ได้สำเร็จ คนรุ่นใหม่อาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนความมั่งคั่งตลอด 40 ปีข้างหน้า โดยการสร้างงานจำเป็นต้องอาศัยเงินทุนจากหลายฝ่าย ทั้งรัฐบาล ธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี องค์กรการกุศล และภาคเอกชน โดยเฉพาะกองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีเงินลงทุนจำนวนมหาศาล
บังกาอธิบายว่า งบประมาณภาครัฐกำลังเผชิญแรงกดดันในหลายประเทศ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถแบกรับต้นทุนการพัฒนาได้ทั้งหมด ขณะที่นักลงทุนสถาบันรายใหญ่มีเงินทุนสำหรับการลงทุนระยะยาว แต่ต้องการรูปแบบการลงทุนที่สามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่การเชื่อมโยงเงินทุนเหล่านี้เข้ากับโครงการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังมีอุปสรรคหลายด้านที่ทำให้นักลงทุนลังเล ธนาคารโลกจึงพยายามเพิ่มความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อดึงเงินทุนเข้าสู่โครงการพัฒนาที่ช่วยขยายเศรษฐกิจและสร้างงานให้ประชาชน
ทำไมเงินทุนถึงไม่ไหลเข้าประเทศกำลังพัฒนา?
หนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ ความเสี่ยงจากสถานการณ์โลกที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้น โดย เอ็ด มิลิแบนด์ (Ed Miliband) รัฐมนตรีการกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรชี้ว่า ประเทศเหล่านี้กำลังรับมือกับวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน ทั้งสงคราม วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และราคาอาหารกับพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลกลับมีงบประมาณจำกัดในการแก้ไขปัญหา
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศกำลังพัฒนาจะเผชิญความเสี่ยงจริง แต่มิลิแบนด์ตั้งข้อสังเกตว่า นักลงทุนจำนวนมากยังตัดสินใจจากข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความเสี่ยง มากกว่าข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้โอกาสการลงทุนบางแห่งอาจถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าที่ควรจะเป็น
ประเด็นนี้สอดคล้องกับมุมมองของ อัตซี เชธ (Atsi Sheth) ผู้บริหารจาก Moody’s Ratings ซึ่งอธิบายว่า ในอดีต นักลงทุนมักประเมินความเสี่ยงของประเทศเป็นหลัก เช่น ความผันผวนของค่าเงินหรือปัญหาเศรษฐกิจ ก่อนตัดสินใจลงทุนในบริษัทต่างๆ
แต่ปัจจุบัน นักลงทุนจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยระดับธุรกิจและอุตสาหกรรมมากขึ้น เพราะบริษัทในประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้มีความเสี่ยงเหมือนกันทั้งหมด อีกทั้งยังมีโอกาสลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลังงานหมุนเวียน
ถึงกระนั้น การมีธุรกิจที่น่าสนใจก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนตัดสินใจนำเงินเข้ามา เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องพิจารณาต่อ คือ โครงการนั้นจะสร้างผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่ รวมถึงมีเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุนมากน้อยเพียงใด
ตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดมาจาก บัสมา เบนตาเฮอร์ (Basma Bentaher) ผู้บริหารจาก AMEA Power โดยเล่าถึงประสบการณ์ลงทุนพลังงานหมุนเวียนในแอฟริกา แม้บริษัทจะพบโครงการที่มีศักยภาพจำนวนมาก แต่มีเพียงไม่กี่โครงการที่สามารถหาเงินทุนได้ครบและเดินหน้าก่อสร้างจริง
เธออธิบายว่า ปัญหามีตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่พร้อม นโยบายภาครัฐที่ขาดความชัดเจน ไปจนถึงเงื่อนไขสัญญาที่ไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงของโครงการ โดยบางครั้ง บริษัทใช้เวลาเจรจากับรัฐมนตรีพลังงานนานถึงหนึ่งปี ก่อนพบว่า หน่วยงานที่จะรับซื้อไฟฟ้ากลับไม่สนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนดังกล่าว
ความไม่แน่นอนเช่นนี้ทำให้นักลงทุนและธนาคารลังเลที่จะนำเงินเข้าไปลงทุน เพราะแม้โครงการจะมีความต้องการจริง แต่หากไม่สามารถตกลงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับรายได้ตามสัญญา เงินทุนก็อาจไม่ไหลเข้ามา
กรณีนี้จึงสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายตลาดเกิดใหม่ว่า การมีโอกาสลงทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากรัฐบาลและสถาบันการเงินยังไม่สามารถสร้างเงื่อนไขที่ทำให้นักลงทุนมั่นใจได้
ธนาคารโลก-อังกฤษเสนอทางออก ใช้เงินรัฐดึงทุนเอกชน
เพื่อแก้ไขอุปสรรคดังกล่าว บังกาอธิบายว่า ธนาคารโลกกำลังผลักดันมาตรการหลายด้าน ตั้งแต่การปรับปรุงกฎระเบียบให้ชัดเจน การใช้เครื่องมือค้ำประกันความเสี่ยง ไปจนถึงการจัดหาเงินทุนในสกุลเงินท้องถิ่น เพื่อช่วยให้นักลงทุนลดความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของค่าเงิน
เขายกตัวอย่างกรณีการเปิดโรงแรมว่า หากต้องเลือกระหว่างประเทศที่ขอใบอนุญาตถึง 61 ฉบับกับประเทศที่ใช้เพียง 5 ฉบับ นักลงทุนย่อมมีแนวโน้มเลือกประเทศที่มีขั้นตอนสะดวกกว่า ถือเป็นการสะท้อนว่า การปรับปรุงกฎระเบียบก็สามารถช่วยดึงดูดเงินลงทุนได้เช่นกัน
ขณะที่มิลิแบนด์เสนอให้รัฐบาลใช้เงินภาครัฐเป็นตัวช่วยดึงดูดเงินลงทุนเพิ่มเติมจากเอกชน โดยยกตัวอย่างโครงการ Mobilist ของอังกฤษ ซึ่งใช้เงินลงทุนภาครัฐช่วยต่อยอดไปสู่เงินทุนจากบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) และนักลงทุนสถาบัน
แนวทางดังกล่าวช่วยลดภาระของรัฐบาลที่มีงบประมาณจำกัด ขณะที่ก็เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการพัฒนามากขึ้น โดยอังกฤษยังต้องการผลักดันความร่วมมือนี้ผ่านการเป็นประธานกลุ่ม G20 ในปี 2027
ทั้งนี้ กลุ่มธนาคารโลกระบุว่า ในปีงบประมาณ 2026 สามารถระดมเงินทุนภาคเอกชนได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมออกการค้ำประกันมูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนความคืบหน้าในการดึงเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนโครงการพัฒนา
อย่างไรก็ตาม บังกายอมรับว่า ประเทศที่ยากจนที่สุดและประเทศที่มีความเปราะบางยังได้รับเงินทุนไม่เพียงพอ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงาน
นั่นหมายความว่า ความท้าทายต่อจากนี้จึงอยู่ที่การทำให้เงินทุนจากตลาดโลกเข้าถึงประเทศเหล่านี้ได้มากขึ้น และเปลี่ยนเป็นโครงการลงทุนที่สร้างงานและรายได้ให้ประชาชนได้จริง ก่อนที่คนรุ่นใหม่จำนวนมหาศาลจะเข้าสู่ตลาดแรงงานโดยมีโอกาสทางเศรษฐกิจไม่เพียงพอรองรับ
ภาพ: อัยย์ลดา แซ่โค้ว / THE STANDARD


