วันนี้ (14 สิงหาคม) พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงกรณีคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เชิญกระทรวงเข้าชี้แจงความคืบหน้าการแก้ไขสัญญาโครงการ TH-AI Passport ว่า ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สั่งการให้ตนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการอย่างเต็มที่
พชรระบุว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการเชิญกระทรวงดีอีเข้าร่วมประชุมชี้แจงแล้ว 4 ครั้ง ไม่นับรวมการเชิญบริษัทคู่สัญญาของโครงการเข้าชี้แจงโดยตรง โดยมีรายละเอียดดังนี้
ครั้งที่ 1 ธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เข้าร่วมประชุมชี้แจง
ครั้งที่ 2 พชร พร้อมด้วย เวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการ สดช. และธีรวุฒิ เข้าร่วมประชุมชี้แจง
ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวทางค์และธีรวุฒิเข้าร่วมประชุมชี้แจง
ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 พลอยรวี เกริกพันธ์กุล ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อสังคม สดช. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองบริหารกองทุนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการจัดทำ TOR และคณะกรรมการพิจารณาผลการจ้าง ซึ่งได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว เข้าร่วมประชุมชี้แจง
ขณะเดียวกัน กระทรวงได้จัดส่งเอกสารให้คณะกรรมาธิการแล้ว 9 รายการ ประกอบด้วย
- ประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างโครงการ TH-AI Passport
- ขอบเขตงานและรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ หรือ TOR
- ราคากลางโครงการ
- ประกาศเชิญชวน
- ประกาศผู้ชนะ
- สัญญาจ้างดำเนินโครงการและเอกสารแนบท้าย
- รายละเอียดโครงการที่ได้รับอนุมัติตามมาตรา 26 (1) และ (2) ประจำปี 2563-2568
- รายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
- หนังสือแจ้งผลการคัดเลือกโครงการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม
พชรกล่าวว่า รายละเอียดที่กระทรวงชี้แจงไปแล้วครอบคลุมทั้งการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติของราชการ ส่วนเอกสารบางรายการอาจมีข้อจำกัดในการจัดส่ง หากการเปิดเผยอาจกระทบต่อการปฏิบัติราชการตามปกติ บุคคลภายนอก หรือเป็นข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการติดตามงบประมาณโดยตรง
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาในการประชุมครั้งที่ 4 กระทรวงเห็นว่าไม่มีข้อเท็จจริงที่สามารถนำมาเทียบเคียงกับการดำเนินโครงการครั้งนี้ได้ อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมาธิการต้องการคำชี้แจงหรือเอกสารเพิ่มเติม กระทรวงพร้อมให้ความร่วมมือต่อไปตามกรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
มีรายงานเพิ่มเติมว่า ฝ่ายกระทรวงดีอีชี้แจงว่า ทุกครั้งที่คณะกรรมาธิการเรียก กระทรวงได้ส่งผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้วทุกครั้ง จึงไม่มีข้อมูลหรือข้อเท็จจริงใหม่ที่จะชี้แจงเพิ่มเติม ขณะที่บริษัทผู้รับจ้างก็เคยเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการแล้วในฐานะคู่สัญญาของโครงการ
สำหรับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 บัญญัติว่า
“นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้ใดไม่สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดหรือในกำกับส่งเอกสาร หรือมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นตามหนังสือเรียกของคณะกรรมาธิการตามมาตรา 6 วรรคสี่ ให้ประธานคณะกรรมาธิการมีหนังสือแจ้งประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี เพื่อแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้นให้มาแถลงหรือชี้แจงเหตุผลในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา เว้นแต่อยู่นอกสมัยประชุมให้ส่งคำชี้แจงเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประธานสภา ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แล้วแต่กรณี”
บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดหน้าที่ให้รัฐมนตรีสั่งการเจ้าหน้าที่ในสังกัดหรือในกำกับส่งเอกสารหรือเข้าชี้แจงตามหนังสือเรียก มิได้กำหนดให้รัฐมนตรีต้องเข้าชี้แจงด้วยตนเองทุกครั้ง


