×

ทำไม DCA ไม่ได้กำไรเสมอไป? เข้าใจข้อจำกัด ก่อนลงทุนแบบ Gen Z

30.08.2025
  • LOADING...
dca-investing-guide

DCA หรือการทยอยลงทุนสม่ำเสมอเป็นวิธีที่หลายคนยกให้เป็น ‘เพื่อนคู่ใจนักลงทุนมือใหม่’ เพราะช่วยสร้างวินัยและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด แต่ความจริงแล้ว DCA ไม่ได้การันตีว่าจะได้กำไรทุกครั้ง หากตลาดเป็นขาขึ้นแรง หรือเราเลือกสินทรัพย์ที่ไม่มีอนาคต พอร์ตอาจไม่โต หรือขาดทุนได้เช่นกัน 

 

สำหรับ Gen Z ที่อยากวางแผนการเงินระยะยาว ต้องรู้ให้ทันทั้งข้อดีและข้อจำกัดของ DCA

 

DCA คืออะไร

 

DCA หรือ Dollar-Cost Averaging คือกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นการ ‘ทยอยลงทุน’ อย่างสม่ำเสมอ ด้วยจำนวนเงินที่เท่าๆ กันในแต่ละงวด โดยไม่สนใจราคาของสินทรัพย์ในขณะนั้น

 

พูดง่ายๆ ก็คือ แทนที่จะนำเงินก้อนใหญ่ไปลงทุนในครั้งเดียว (Lump Sum) นักลงทุนจะแบ่งเงินก้อนนั้นออกเป็นส่วนเล็กๆ แล้วนำไปลงทุนตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน

 

หลักการทำงานของ DCA

 

เมื่อราคาสินทรัพย์ต่ำ เราจะซื้อได้จำนวนหน่วยลงทุนที่มากขึ้น และเมื่อราคาสินทรัพย์สูง เราจะซื้อได้จำนวนหน่วยลงทุนที่น้อยลง

 

การทำเช่นนี้จะช่วยให้ ต้นทุนเฉลี่ย (Average Cost) ของสินทรัพย์ที่เราถือครองไม่สูงจนเกินไป เพราะราคาจะถูกถัวเฉลี่ยทั้งในช่วงที่ขึ้นและลง ทำให้ลดความเสี่ยงจากการเข้าซื้อในช่วงที่ราคาสูงสุดเพียงครั้งเดียว

 

อย่างไรก็ตาม ไม่มีวิธีการใดในโลกของการลงทุนที่ไร้ความเสี่ยง DCA ก็เช่นกัน โดยข้อจำกัดของ DCA คือ 

 

  1. ไม่ได้ผลดีในตลาดขาขึ้นที่รุนแรง (Bull Market)

 

จุดเด่นของ DCA คือการเข้าซื้อสินทรัพย์ในราคาที่แตกต่างกัน ซึ่งรวมถึงช่วงที่ราคาลดลงด้วย ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่ำลง แต่ในสถานการณ์ที่ตลาดเป็น ขาขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรง การทยอยซื้ออาจทำให้เราได้สินทรัพย์ในราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และอาจพลาดโอกาสในการทำกำไรก้อนใหญ่เมื่อเทียบกับการซื้อครั้งเดียวในตอนต้น (Lump-sum)

 

ตัวอย่างเช่น หากเราตั้งใจซื้อหุ้นตัวหนึ่งทุกเดือน เดือนละ 1,000 บาท และราคามีแต่ขึ้นอย่างเดียว เราอาจจะได้หุ้นในราคาที่แพงกว่าผู้ที่ซื้อครั้งเดียวในตอนเริ่มต้นทั้งหมด

 

  1. ไม่ช่วยให้พอร์ตโตเร็ว

 

DCA เน้นความสม่ำเสมอและความปลอดภัยมากกว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดด หากตลาดโดยรวมอยู่ในสภาวะซบเซาหรืออยู่ในช่วง Sideways (ตลาดที่ราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ) เป็นเวลานาน พอร์ตของเราอาจเติบโตช้ามาก หรือแทบไม่เติบโตเลย การหวังผลกำไรก้อนใหญ่จากการลงทุนเพียงไม่กี่ปีอาจเป็นเรื่องยากหากใช้กลยุทธ์นี้เพียงอย่างเดียว

 

  1. ต้นทุนเฉลี่ยไม่ใช่ราคาที่ดีที่สุดเสมอไป

 

DCA ทำให้เราได้ราคาเฉลี่ยก็จริง แต่ราคาเฉลี่ยนั้นอาจไม่ใช่ราคาที่ต่ำที่สุดในรอบนั้น ๆ เนื่องจากเรายังคงต้องซื้อในช่วงที่ราคาสูงขึ้นด้วย ซึ่งหมายความว่า หากขาดความรู้ในการวิเคราะห์ตลาดและไม่สามารถจับจังหวะการเข้าซื้อได้เลย เราอาจได้ราคาที่ไม่น่าพอใจเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับการลงทุนแบบอื่น ๆ

 

  1. จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน

 

DCA เป็นกลยุทธ์ที่ต้องใช้ ความอดทนและระยะเวลา หากคาดหวังผลกำไรภายในระยะเวลาอันสั้น เช่น 1-2 ปี กลยุทธ์นี้อาจไม่ตอบโจทย์นัก เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว และใช้เวลาหลายปีเพื่อแสดงผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ดังนั้นหากไม่มีวินัยมากพอที่จะทำตามแผนในระยะยาว เราอาจหยุดลงทุนกลางคันและไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวัง

 

  1. ไม่ได้เหมาะกับทุกสินทรัพย์

 

การลงทุนแบบ DCA เป็นมากกว่าแค่การซื้ออย่างสม่ำเสมอ แต่หัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้คือการเลือก “สินทรัพย์ที่จะเติบโตได้ในระยะยาว” เพราะถ้าเราเลือกสินทรัพย์ที่ไม่เติบโต ต่อให้ซื้อสม่ำเสมอแค่ไหน พอร์ตก็อาจจะไม่โต หรืออาจจะขาดทุนในที่สุด

 

ทยอยลงทุน vs จับจังหวะตลาด

 

อีกวิธีการลงทุนที่มักเป็นคู่เปรียบเทียบกับ DCA ก็คือ Timing the Market (การจับจังหวะตลาด) โดยหลักการคือ การพยายามซื้อสินทรัพย์ในช่วงที่ราคาต่ำที่สุด (ซื้อเมื่อตลาดตกต่ำ) และขายในช่วงที่ราคาสูงที่สุด (ขายเมื่อตลาดขึ้น) เพื่อทำกำไรสูงสุด

 

ซึ่งจะแตกต่างกับ DCA ที่จะซื้อโดยไม่สนใจราคาหรือสภาวะตลาดในขณะนั้น เน้นการสร้างวินัย ตัดอารมณ์ออกจากการตัดสินใจ และลดความเสี่ยงจากการผันผวนของตลาด

 

งานวิจัยหลายชิ้น เช่น วารสาร Journal of Financial Issues ที่วิเคราะห์ข้อมูลดัชนี S&P 500 ย้อนหลัง 30 ปี ชี้ว่ากลยุทธ์ DCA ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ เพราะการจับจังหวะตลาดนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและมักถูกอารมณ์เข้าครอบงำ ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดทุน ในขณะที่ DCA สามารถสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ โดยการศึกษาดังกล่าวพบว่า DCA ให้ผลตอบแทนถึง 254% ซึ่งสูงกว่ากลยุทธ์การจับจังหวะตลาดที่ให้ผลตอบแทนระหว่าง 227% ถึง 252% มีเพียงการคาดการณ์ตลาดที่สมบูรณ์แบบเท่านั้นที่สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า DCA ได้

 

อย่างไรก็ตาม ไม่มีกลยุทธ์ใดที่ถูกต้องที่สุดเพียงอย่างเดียว การเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ ลักษณะของตัวเราเอง ทั้งความรู้ ความเข้าใจ เป้าหมาย และความสามารถในการรับความเสี่ยง

 

ใครบ้าง ที่เหมาะกับการ DCA

 

กลยุทธ์ DCA เหมาะสำหรับ นักลงทุนมือใหม่ และ มนุษย์เงินเดือน ที่มีเงินลงทุนไม่มาก แต่ต้องการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว เพราะเป็นวิธีที่ช่วยสร้างวินัยในการออมและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาดผิดพลาด และไม่ต้องใช้เวลาติดตามข่าวสารมากนัก ทำให้สามารถลงทุนได้อย่างสบายใจและมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายระยะยาวเป็นหลัก

 

ปัจจัยในการเลือกสินทรัพย์สำหรับ DCA

 

และเพราะการ DCA นั้นมีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ การคัดเลือกสินทรัพย์ที่จะเติบโตระยะยาว ดังนั้นก่อนจะเริ่ม DCA ควรพิจารณาจากถึงปัจจัยเหล่านี้

 

  1. ศักยภาพในการเติบโต: สินทรัพย์นั้นอยู่ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคตหรือไม่? เช่น เทคโนโลยี พลังงานสะอาด หรือสุขภาพ

 

  1. พื้นฐานที่แข็งแกร่ง: สินทรัพย์นั้นมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี เช่น เป็นบริษัทที่มีกำไรสม่ำเสมอ มีหนี้สินต่ำ หรือเป็นดัชนีตลาดที่แข็งแกร่ง

 

  1. ความผันผวน: แม้ DCA จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวน แต่การเลือกสินทรัพย์ที่มีความผันผวนในระดับที่เหมาะสม (ไม่สูงจนเกินไป) จะช่วยให้เราสบายใจและสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง

 

โดยสรุปแล้ว DCA ก็เหมือนการลงทุนชนิดอื่นๆ ที่ไม่สามารถการันตีผลลัพธ์ได้ 100% แต่ข้อดีก็คือ DCA ช่วยสร้างวินัยทางการลงทุนและลดความเสี่ยงการผันผวนของราคาในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่มีเป้าหมายการลงทุนระยะยาว เช่น การเกษียณ

 

ดังนั้น DCA ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะทำให้รวยในชั่วข้ามคืน แต่เป็นเครื่องมือวางรากฐานที่ช่วยให้เราเติบโตในตลาดการลงทุนได้ในระยะยาวอย่างมั่นคง

 

ภาพ: Yellow_man/ Shutterstock 

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising