กระทรวงการคลัง-แบงก์ชาติ-สมาคมธนาคารไทย เตรียมออก ‘Data Exchange Bureau‘ ใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ช่วยพิจารณาสินเชื่อ ภายในกลางปีหน้า พร้อมเปิดทางให้เช็กเครดิตบูโรฟรี 2 ครั้งต่อปี
วันนี้ (8 ตุลาคม) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศเดินหน้าลดต้นทุนการเข้าถึงสินเชื่อและต้นทุนการทำธุรกรรมต่อเนื่อง เพื่อปลดล็อกศักยภาพของ SME ไทย โดยเตรียมให้บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เปิดให้เจ้าของข้อมูลสามารถตรวจสอบประวัติเครดิตของตนเองได้ฟรี 2 ครั้งต่อปี โดยมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะออกประกาศอย่างเป็นทางการในอีกประมาณ 2–3 เดือน
“ต้นทุนยืนยันตัวตน ต้นทุนการตรวจสอบเครดิตบูโร ต้องถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะว่าต้นทุนในการเข้าถึงเป็นตัวเหนี่ยวรั้งในการเข้าถึงสินเชื่อ” วิทัยกล่าว ในหัวข้อ “Thailand’s New Crossroad: สร้างอนาคต พลิกโฉมประเทศ” ในงานสัมมนา Thailand Economic Outlook 2027 | New Horizon Beyond the Trap
มาตรการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในภารกิจ Inclusion ของ ธปท. ที่จะประกอบกับมาตรการใหม่อีก 3 โครงการ ได้แก่ กลไกการค้ำประกันสินเชื่อใหม่ โครงการ Data Exchange Bureau และ SMEs Credit Portal
โดย Data Exchange Bureau หรือ Alternative Data Bureau จะนำข้อมูลทางเลือกต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ข้อมูลการชำระเงินร้านค้า และเงินฝาก มาประมวลผลเพื่อพยากรณ์รายได้จริงและความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มอาชีพอิสระ หรือ SME ที่ไม่มีเงินเดือนประจำ ต่างจากเครดิตบูโรเดิมที่ดูเพียงพฤติกรรมชำระหนี้ในอดีต
ผู้ว่าฯ ธปท. ยังกล่าวว่า Data Exchange Bureau นี้เป็นโครงการที่ทำร่วมกันกับกระทรวงคลัง โดยแบงก์ชาติเป็นผู้ผลักดัน และมีสมาคมธนาคารไทยเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะออกมาภายในกลางปีหน้า
สำหรับโครงการ SME Credit Portal ซึ่งเป็นตลาดกลางสินเชื่อระหว่างผู้ที่อยากได้สินเชื่อและผู้ที่ต้องการปล่อยสินเชื่อ เช่น ธนาคาร สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) และ Non-Bank โดย ธปท. จะทำหน้าที่เป็นคนดูแล Credit Portal ซึ่งคาดว่าจะออกมาได้ก่อนสิ้นปีนี้ และน่าจะเริ่มเห็นผลจริงในประมาณไตรมาส 1 ปีหน้า
ขณะที่กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ จะต่อยอดจากโครงการ ‘Credit Boost’ ซึ่งใช้เงินดึงจากสถาบันการเงินผ่านกองทุน FIDF ที่ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 80,000 ล้านบาทใน 6 เดือน โดยจะยกระดับเป็นโครงสร้างถาวร เริ่มไตรมาส 1 ปีหน้า ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ SME 100,000 ล้านบาทต่อปี และเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย
“ถ้าทำทั้งหมดนี้สำเร็จ ผมว่ามีโอกาสสูงมากที่สินเชื่อ SME จะเลิกติดลบเสียที” วิทัยกล่าว

