นับแต่ตั้งทศวรรษ 2010 การพัฒนากิจการศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากแรงขับเคลื่อนของ Cloud Computing หรือการใช้ซอฟต์แวร์ระบบ และทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต โดยสามารถเลือกกำลังการประมวลผล เลือกจำนวนทรัพยากรได้ตามความต้องการในการใช้งาน
ประเด็นสำคัญ
- Data Center คืออะไร?
- มายาคติเรื่อง ‘โรงไฟฟ้าแห่งยุคใหม่’
- ‘พระราม 9’ ชัชชาติยอมรับมี Data Center ในกรุงเทพฯ พบคลังน้ำมัน 2 แสนลิตร – ก.พลังงานปูพรม ฟัน Data Center ที่ไม่ได้รับใบอนุญาต
- Data Center พบช่องโหว่ในช่องโหว่มากกว่าที่คุณคิด
- ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน?
- “มายาคติทางเศรษฐกิจ” การสูญเสียอำนาจต่อรอง สู่โรคกลัวตกขบวน
- รัฐบาลเอาจริง ลุยจัดระเบียบ Data Center ตั้ง 4 คณะอนุกรรมการ สั่งรวมข้อมูลออกระเบียบภายใน 1 เดือน
- 4 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์เร่งด่วน และแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมในประเทศ
McKinsey & Co. เปิดเผยว่า ความต้องการ Data Center ในเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 28 กิกะวัตต์ในปี 2025 หรือคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของความต้องการทั่วโลก เป็นรองเพียงทวีปอเมริกาเหนือ ที่มีสัดส่วน 43% และคาดว่ากำลังการผลิตในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าภายในปี 2030
อย่างไรก็ตาม เมื่อหันมามองประเทศไทย จะพบช่องโหว่ทางกฎหมายที่ปล่อยให้ Data Center สามารถก่อสร้างใจกลางเมือง กักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณมากโดยไม่ต้องผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยและการใช้ทรัพยากรอย่างมาก
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ต้องการ Data Center หรือไม่ แต่คือประเทศไทยจะดึงคลื่นลงทุน AI อย่างไร ให้เศรษฐกิจได้ประโยชน์ โดยไม่ผลักต้นทุนไฟ-น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานไปให้คนทั้งประเทศ
รายการ THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดยอ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ ได้สัมภาษณ์ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ถึงประเทศไทยว่าควรจัดระเบียบ Data Center อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย
Data Center คืออะไร?
Data Center หรือศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ คือสถานที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลในยุคดิจิทัล โดยทำหน้าที่จัดเก็บระบบเซิฟเวอร์เพื่อรองรับกิจกรรมในชีวิตประจำวันทั้งหมด เช่น การรับชม Youtube, การเล่น Tiktok, การฟังเพลง รวมถึงธุรกรรมทางการเงินและตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องทำงานอย่างมีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง โดยห้ามมีเหตุการณ์ระบบล่มแม้แต่วินาทีเดียว เพราะจะสร้างความเสียหายมหาศาล
มายาคติเรื่อง ‘โรงไฟฟ้าแห่งยุคใหม่’
วีระยุทธ์เริ่มฉายภาพว่า Data Center มีฐานะเป็นเพียง ‘โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น’ ของระบบเศรษฐกิจที่เปรียบเสมือนโรงไฟฟ้าในอดีต
แม้การมี Data Center จะช่วยลดระยะหน่วงในการส่งข้อมูล (Latency) และจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเทรน AI (AI Training) ที่ต้องนำความฉลาดของมนุษย์ไปใส่ไว้ในคอมพิวเตอร์ เพื่อทำให้คอมพิวเตอร์มีความฉลาดคล้ายคลึงกับมนุษย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าการมีสิ่งนี้จะนำพาประเทศก้าวไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ในทันที

เนื่องจากในความเป็นจริง ไม่มีประเทศใดที่กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วเพียงเพราะมีโรงไฟฟ้า แต่หากไม่มีเลย ประเทศก็จะไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปได้
นอกจากนั้น คอมพิวเตอร์และฮาร์ดดิสก์จำนวนมากที่ทำงานประมวลผลตลอดเวลาจะสะสมความร้อนสูงมหาศาล ทำให้ Data Center ต้องใช้กระแสไฟฟ้าและน้ำปริมาณมากเพื่อระบายความร้อน (Cooling System)
เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบล่มกรณีเกิดเหตุไฟฟ้าดับ จึงต้องมีการกักเก็บน้ำมันดีเซลสำรองปริมาณมหาศาลไว้สำหรับเครื่องปั่นไฟสำรอง เช่นเดียวกับระบบในโรงงานอุตสาหกรรมหรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
‘พระราม 9’ ชัชชาติยอมรับมี Data Center ในกรุงเทพฯ พบคลังน้ำมัน 2 แสนลิตร – ก.พลังงานปูพรม ฟัน Data Center ที่ไม่ได้รับใบอนุญาต
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ Data Center ใน กทม. ปัจจุบันมี Data Center ดั้งเดิมเปิดใช้งานอยู่แล้ว 30-40 แห่ง แต่ช่วงปี 2564-2565 มีการยื่นขอตั้ง Standalone (หน่วยงานหรือธุรกิจที่บริหารจัดการได้เองโดยไม่ต้องขึ้นกับบริษัทแม่หรือส่วนกลาง) Data Center ขนาดใหญ่ 6 แห่ง โดยอนุมัติไปแล้ว 3 แห่ง ส่วนอีก 3 แห่งถูกสั่งระงับไว้ก่อนเพื่อทบทวนมาตรฐาน
ชัชชาติกล่าวว่า กทม. ไม่นิ่งนอนใจนับจากได้รับแจ้งว่ามีการตั้ง Data Center ใกล้กับโรงพยาบาลพระราม 9 และได้สั่งให้หยุด ไม่ให้ใบอนุญาตเพิ่มเติมตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์ก่อน
นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่พบถังน้ำมันขนาดใหญ่ 6 ใบในชั้นใต้ดินของ Data Center ย่านพระราม 9 รวมปริมาณน้ำมันดีเซลประมาณ 200,000 ลิตร ซึ่งใช้เป็นพลังงานสำรองสำหรับเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินแต่ไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง

กระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สน. มักกะสัน ตาม พ.ร.บ. ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง หลังถูกร้องเรียนเรื่องกลิ่นและเสียง โดยมีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนกรณีโครงการย่านรามคำแหง 28 ตรวจสอบแล้วพบว่าได้รับอนุญาตให้เก็บน้ำมันเพียง 200,000 ลิตร (ไม่ใช่ 400,000 ลิตรตามข่าวลือ) ซึ่งยังอยู่ในกรอบกฎหมายที่จำกัดไว้ไม่เกิน 500,000 ลิตร
โดยวานนี้เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เข้าชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรีต่อกระทู้ถามสดของศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน โดยยืนยันรัฐบาลเดินหน้าตรวจสอบและจัดระเบียบอย่างจริงจัง
“หากอาคารใดไม่มีการขออนุญาตเก็บน้ำมัน จะจับให้หมด การตั้ง Data Center หลังจากนี้ต้องทำอีไอเอ และอยู่ในกฎหมายผังเมือง กรอบเวลาการไปจัดระเบียบคงใช้เวลาไม่นาน ใช้เวลาในหลักเดือน หลังจากนี้จะมีการแยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าของ Data Center ออกมาโดยเฉพาะ จะต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าชาวบ้าน จะไม่ให้ไปใช้ไฟฟ้าร่วมกับประชาชนทั่วไป ถ้าจะใช้ไฟหลวงต้องจ่ายแพงกว่าชาวบ้าน” เอกนัฏขึ้นชี้แจงต่อรัฐสภา

ทั้งนี้ กทม. ร่วมมือกับกรมธุรกิจพลังงานเตรียมปูพรมตรวจสถานประกอบการที่มีการกักเก็บน้ำมันใช้เองทั่วกรุงเทพฯ จำนวน 56 แห่ง
ขณะที่ความจำเป็นของคลังน้ำมันสำรองตามมาตรฐานสากล ที่ Data Center ต้องมีน้ำมันสำหรับระบบปั่นไฟสำรองฉุกเฉิน (Generator) ให้ระบบทำงานต่อเนื่องได้อย่างน้อย 48 ชั่วโมงเมื่อเกิดไฟดับ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีถังเก็บน้ำมัน
ด้านการไฟฟ้านครหลวง ระบุว่า Data Center ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ใช้ไฟเฉลี่ยเพียง 8-20 เมกะวัตต์ ต่างจากเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC : Eastern Economic Corridor) ที่ใช้ระดับ 100 เมกะวัตต์ และมีการลากสายจ่ายไฟแบบแยกส่วน (Dedicated line) จึงไม่กระทบไฟบ้านประชาชน
เช่นเดียวกับ การประปานครหลวง เผยว่า Data Center ใช้น้ำเฉลี่ย 7,800 ลบ.ม./เดือน ซึ่งน้อยกว่าโรงพยาบาล (20,000 ลบ.ม.) และห้างสรรพสินค้า (30,000-40,000 ลบ.ม.) จึงไม่กระทบน้ำอุปโภคบริโภคของชุมชน
ซึ่งน้ำที่ผ่านระบบหล่อเย็นไม่มีมลพิษทางสารเคมี โดยบางส่วนจะระเหยเป็นไอและวนกลับมาใช้ใหม่ แต่ กทม. จะเพิ่มมาตรการมอนิเตอร์อุณหภูมิน้ำ อย่างเข้มงวดก่อนระบายลงแหล่งน้ำสาธารณะ
Data Center พบช่องโหว่ในช่องโหว่มากกว่าที่คุณคิด
ปัจจุบัน พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การผังเมือง พ.ศ. 2518 (ปรับปรุงใหม่ พ.ศ. 2562) และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ของไทย ไม่มีหมวดหมู่ที่ระบุประเภทกิจการของ Data Center ไว้โดยตรง
วีระยุทธ์กล่าวว่า จากส่ิงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง. 4) และไม่ต้องจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ก่อนการก่อสร้าง

“ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างและตั้งอาคารในฐานะคลังสินค้าหรือโกดังเก็บสินค้าทั่วไป ทั้งที่ในความเป็นจริง Data Center มีการสร้างเสียงรบกวน มีการกักเก็บน้ำมันปริมาณมาก และบริโภคน้ำและไฟฟ้าต่างจากโกดังเก็บสินค้าปกติอย่างสิ้นเชิง
ทั้งนี้บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติรายใหญ่อย่าง TikTok ไม่ได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในฐานะ Data Center โดยตรง แต่เลี่ยงไปใช้รูปแบบ Data Hosting ซึ่งทำหน้าที่เหมือน Co-Working Space ให้เช่าพื้นที่เพื่อวางเซิฟเวอร์ โดยอ้างว่าไม่ได้บริหารจัดการระบบข้อมูลทั้งหมดเอง
ส่งผลให้ยอดมูลค่าการลงทุนมหาศาลไม่ถูกนับรวมในกลุ่ม Data Center และอาจหลุดรอดจากเกณฑ์มาตรฐานควบคุม ที่ภาครัฐกำลังจะบังคับใช้ในอนาคต” วีระยุทธ์กล่าว
นอกจากนั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีหน้าที่ตามกฎหมายเพียงแค่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในประเทศ แต่ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการกำกับดูแลมลพิษหรือผลกระทบสิ่งแวดล้อมปลายน้ำ
“สุดท้ายต้องฝากความหวังไว้กับหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ ที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะทางรองรับ จนทำให้เกิดช่องว่างในการดูแลอย่างทั่วถึง” วีระยุทธ์ขยายความ
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน?
วีระยุทธ์ระบุว่า การตั้ง Data Center ใกล้ชุมชนเมืองย่านพระราม 9 สร้างผลกระทบจากการกักเก็บน้ำมันดีเซลสำรองสูงถึง 300,000 – 400,000 ลิตร จนส่งกลิ่นน้ำมันรบกวนประชาชนในพื้นที่มานานหลายเดือน และพบคราบน้ำมันรั่วไหลลงสู่ท่อระบายน้ำและคลองสาธารณะ จนทำให้กรุงเทพมหานครต้องสั่งระงับการออกใบอนุญาตเพิ่มเติมชั่วคราวในช่วงที่ผ่านมา
ปริมาณความต้องการใช้น้ำและไฟของ Data Center มีปริมาณที่สูงมากจนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจตื่นตระหนกกับตัวเลขคำขอ มีความกังวลอย่างยิ่งจากภาคประชาชนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC : Eastern Economic Corridor) เกี่ยวกับการแย่งชิงน้ำดิบกับภาคการเกษตร รวมถึงปัญหากระแสไฟฟ้าตกหรือดับในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Time) เนื่องจากคนในพื้นที่เคยได้รับบทเรียนความเจ็บปวดจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่แย่งชิงทรัพยากรมาก่อน

นอกจากนี้ชุมชนมีความกังวลเพิ่มขึ้น เนื่องจากพบความหย่อนยานในการบังคับใช้กฎระเบียบของภาครัฐในปัจจุบัน เช่น กรณีการแอบเทน้ำปูนลงคลองของไซต์ก่อสร้างในกรุงเทพฯ
“ประชาชนจึงตั้งคำถามว่าขนาดมีกฎระเบียบคุมชัดเจนยังเกิดปัญหา แล้วอุตสาหกรรมใหม่อย่าง Data Center ที่ไร้กฎหมายเฉพาะจะยิ่งสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างไร” วีระยุทธ์กล่าวย้ำ
“มายาคติทางเศรษฐกิจ” การสูญเสียอำนาจต่อรอง สู่โรคกลัวตกขบวน
นอกจากนี้ วีระยุทธ์เผยว่า ปัจจุบันมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในกลุ่ม Data Center พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปี 2568 – 2569 สูงถึงกว่า 800,000 ล้านบาท รวม 57 โครงการ

“รัฐบาลยินยอมอนุมัติส่งเสริมการลงทุนอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนการปล่อยผี เพื่อขับเคลื่อนตัวเลข GDP โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 ซึ่งหากไม่มีตัวเลขการลงทุนใน Data Center เหล่านี้ GDP ของไทยอาจติดลบและสร้างปัญหารุมเร้าต่อรัฐบาล
ตัวเลขการลงทุนที่ดูสูงนั้น แลกมาด้วยการที่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หลักเกือบทั้งหมด เช่น เครื่องเซิฟเวอร์, ระบบหล่อเย็น และสายไฟอุตสาหกรรม ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเกือบ 100%
ส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญปัญหา ขาดดุลการค้าเป็นประวัติการณ์สูงถึงระดับ 800,000 ล้านบาท ทำให้ผลประโยชน์สุทธิที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยต่ำมาก ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนประเทศสิงคโปร์, มาเลเซีย หรือเวียดนาม” วีระยุทธกล่าว
วีระยุทธ์ระบุว่า ผู้กำหนดนโยบายไทยมักมีความกลัวตกขบวน ฝังรากมาตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมประกอบฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) เมื่อ 30 ปีก่อน ที่ไทยยอมรับเฉพาะการรับจ้างประกอบปลายน้ำโดยไม่มีแผนยกระดับไปสู่ต้นน้ำ จนสุดท้ายก็ติดหล่มอยู่ตรงนั้นมาหลายทศวรรษ
“รัฐบาลจึงยอมลดแลกแจกแถมเว้นภาษีให้ทุนต่างชาติโดยไม่มีเงื่อนไขต่อรองทางยุทธศาสตร์ ทั้งที่ในปัจจุบันประเทศไทยมีอำนาจต่อรองสูงมาก อยู่ในสถานะสวยเลือกได้ หล่อเลือกได้ด้วยซ้ำ” วีระยุทธ์ขยายความเพิ่ม
เหตุผลที่ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองสูง เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านเริ่มคุมเข้มอุตสาหกรรมนี้ เช่น สิงคโปร์คุมเข้มจนผู้ประกอบการต้องแข่งประมูลเพื่อขอตั้ง ขณะที่มาเลเซียเริ่มจำกัดสิทธิการใช้น้ำและไฟ
ประกอบกับธรรมชาติของ Data Center ต้องตั้งอยู่ใกล้ฐานลูกค้าเพื่อลดระยะการส่งข้อมูล ซึ่งคนไทยเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเล่นเกมและใช้ Social Media รวมถึง TikTok สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทุนต่างชาติจึงมีความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องมาตั้งในไทยอยู่แล้ว
รัฐบาลเอาจริง ลุยจัดระเบียบ Data Center ตั้ง 4 คณะอนุกรรมการ สั่งรวมข้อมูลออกระเบียบภายใน 1 เดือน
ทำให้วันที่ 5 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ตามที่ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เสนอไป โดยสาระสำคัญของร่างระเบียบดังกล่าว คือการจัดตั้ง ‘คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center)’
จากสิ่งที่เกิดขึ้น ทิ้งระยะเวลาไปประมาณ 1 เดือน (4 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 โดยกล่าวว่า การจัดระเบียบครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะปิดกั้น Data Center หรือหยุดรับการลงทุน แต่เป็นการสร้างกติกาที่เหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตอย่างสมดุล เช่นเดียวกับสิงคโปร์และฮ่องกงที่เคยเผชิญโจทย์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าว

ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมบอร์ด Data Center นัดแรกว่า ยุทธศาสตร์ในอนาคต จะต้องสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศการสร้างรายได้ให้คนไทยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ Net Zero โดยใครที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยจะต้องมานำเสนอกับคณะกรรมการชุดนี้
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการขอเปิดธุรกิจเป็น Data Center อาจจะไม่ได้ชัดเจนมากนัก จึงต้องกำหนดธุรกิจ เช่น การใช้ประโยชน์ที่สะท้อนต้นทุนในการมี Data Center โดยรายละเอียดจะมอบมอบหมายให้คณะอนุกรรมการ 4 ด้าน ประกอบด้วย
- คณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจ ดูแลผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของไทย
- คณะอนุกรรมการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เรื่องน้ำ เรื่องไฟ และระบบดิจิทัล
- คณะอนุกรรมการที่จะมาดูเรื่องพื้นที่อาคาร-ตำแหน่งที่ตั้ง ลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ควรจะเป็นรูปแบบใดเพื่อให้มีความปลอดภัย
- คณะอนุกรรมการมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเบื้องต้นคงจะไม่ได้ทำเป็น EIA
โดยให้แต่ละหน่วยงานส่งข้อมูลให้ฝ่ายเลขาของคณะกรรมการฯ ภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อนำมาพิจารณาออกระเบียบภายใน 1 เดือน
4 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์เร่งด่วน และแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมในประเทศ
ขณะเดียวกัน วีระยุทธ์ได้เสนอแนวทางไปยังบอร์ด Data Center และควรนำไปปฏิบัติทันที เพื่อเปลี่ยนอุตสาหกรรมนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ดังนี้
- การบังคับใช้กฎระเบียบย้อนหลัง: บอร์ด Data Center จะต้องมีมติบังคับใช้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรย้อนหลังกับโครงการเดิมที่ได้รับอนุมัติไปแล้วกว่า 800,000 ล้านบาท ทั้ง 57 โครงการ หากคุมเฉพาะรายใหม่ มาตรฐานในระบบจะรวน เกิดความไม่เท่าเทียม และไม่สามารถควบคุมผู้ก่อมลพิษกลุ่มใหญ่ที่กำลังตอกเสาเข็มก่อสร้างอยู่ได้จริง
- ตั้งเงื่อนไขการเติบโตแบบหมุนเวียนในประเทศ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเก่า: เงื่อนไขการลงทุนต้องไม่ใช่เพียงแค่การซื้อที่ดินหรือจ้างแรงงานก่อสร้าง แต่ต้องกำหนดให้เชื่อมโยงทรัพยากรประมวลผลข้อมูลมาพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ เช่น การพัฒนา Medical AI (ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์) จากฐานข้อมูลเวชศาสตร์เขตร้อนของไทย เพื่อนำ AI และระบบดิจิทัลมาชุบชีวิตอุตสาหกรรมเก่าที่กำลังจะตายให้ก้าวสู่โลกใหม่ เช่น
- อุตสาหกรรมไม้บางโพ: ยกระดับโรงงานทำเตียงไม้ดั้งเดิม ให้หันมาผลิตเตียงอัจฉริยะ ที่ติดตั้งระบบเซนเซอร์วัดอุณหภูมิและตรวจจับการพลิกตัวของผู้ป่วยติดเตียงสำหรับสังคมผู้สูงอายุ
- อุตสาหกรรมยานยนต์: ช่วยเหลือผู้ประกอบการผลิตเบาะรถยนต์ดั้งเดิมที่กำลังถูกดิสรัปต์ ให้ปรับกระบวนการผลิตเปลี่ยนมาใช้ไทเทเนียมและใส่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อผลิตเก้าอี้ทันตกรรมอัจฉริยะทางการแพทย์
- อุดรูรั่วของนิยามในทางปฏิบัติ: บัญญัติกฎหมายเพื่อขยายขอบเขตนามธรรมให้ครอบคลุมโมเดลดิ้นได้ เช่น Data Hosting หรือระบบการบริการ Cloud อื่นๆ เพื่อไม่ให้บริษัททุนใหญ่เลี่ยงใช้การสลับโครงสร้างความเป็นเจ้าของเพื่อหลบเลี่ยงมาตรฐานการควบคุมสิ่งแวดล้อม
- เกณฑ์ควบคุมตามขนาดการใช้พลังงานจริง : กำหนดเกณฑ์แยกแยะอย่างสมเหตุสมผล หากเป็นโครงการขนาดใหญ่ (เช่น 50 เมกะวัตต์ขึ้นไป) จะต้องจัดทำ EIA อย่างเข้มข้นขั้นสูงสุด แต่หากเป็น Data Center ขนาดเล็ก ให้ใช้เกณฑ์ผ่อนปรนลงมาเพื่อความคล่องตัวของธุรกิจไทย
นอกจากนี้ วีระยุทธ์กล่าวเพิ่มว่า ประเทศไทยควรกำหนดสัดส่วนพลังงานสะอาดเนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการขอใช้เพียงพลังงานฟอสซิลราคาถูก และเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าตรง (Direct PPA) เพื่อให้ประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์สามารถขายไฟเข้าระบบเพื่อรองรับดีมานด์มหาศาลนี้ได้
และไม่ควรกระจุกตัวใน กทม. หรือ EEC ที่มีปัญหาแย่งน้ำ แต่ควรกระจาย Data Center ไปยังภูมิภาคห่างไกลเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น และนำร่องทดลองระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid)


