วันนี้ (25 เมษายน) ที่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี จำกัด จังหวัดอุดรธานี ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการ ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ (เกษตรกร) ไทย ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่มุ่งช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคาปุ๋ยเคมีปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงปัญหาดินเสื่อมโทรม
ยศชนัน เปิดเผยถึงที่มาของโครงการว่า รัฐบาลและกระทรวง อว. ตระหนักดีว่าเกษตรกรคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปัจจุบันภาคการเกษตรกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและความผันผวนของราคาปัจจัยการผลิตในตลาดโลก โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีซึ่งถือเป็นต้นทุนหลัก รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายเร่งด่วนด้วยการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาช่วยลดภาระและเพิ่มรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับโครงการปุ๋ยสั่งตัด ถือเป็นการพลิกโฉมแนวทางการใช้ปุ๋ย โดยเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จแบบเหมาจ่าย มาเป็นการวิเคราะห์และผสมสูตรปุ๋ยที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพดินในแต่ละพื้นที่เป็นการเฉพาะ ซึ่งผลลัพธ์จากการทดสอบพบว่า สามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนลงได้ถึงร้อยละ 40-60
อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุ ทำให้ดินที่เสื่อมโทรมกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยโครงการนี้ได้เริ่มต้นนำร่องที่สหกรณ์ในจังหวัดอุดรธานีเป็นแห่งแรก เพื่อใช้กลไกของสหกรณ์การเกษตรเป็นรากฐานในการติดตั้งเครื่องผลิตปุ๋ยและแพลตฟอร์มอัจฉริยะ หัวใจสำคัญคือการทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแม่ปุ๋ยที่ ถูกดิน ถูกพืช และถูกราคา ผ่านเครื่องมือที่ใช้งานง่าย เช่น แอปพลิเคชันจากกระทรวงเกษตรฯ หรือชุดตรวจสอบดินจาก อว.
ทางด้าน วัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวเสริมถึงบริบทของปัญหาว่า ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญวิกฤตราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงอันเป็นผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศสูงกว่าร้อยละ 40
ดังนั้น การส่งเสริมปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด ซึ่งเป็นการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ตอซังข้าว มาแปรรูปผสมผสานเข้ากับแม่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน จึงเป็นทางออกสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้าเพียงอย่างเดียว ควบคู่ไปกับการเติมอินทรียวัตถุกลับคืนสู่ดินอย่างน้อยร้อยละ 10 เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางการเกษตรในระยะยาว
การดำเนินโครงการในครั้งนี้ ยังถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง ทั้งระหว่างกระทรวง อว., กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงแรงงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่จะมาร่วมกันยกระดับทักษะและสร้างอาชีพเสริมให้กับเกษตรกร เพื่อสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืน
โดยในระยะแรกของโครงการมีกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 6 เดือน (สิ้นสุดเดือนกันยายน 2569) มุ่งเน้นการประเมินผลสัมฤทธิ์จากพื้นที่นำร่อง ก่อนจะพิจารณาขยายผลการติดตั้งเครื่องผสมปุ๋ยและการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังสหกรณ์ในจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับการเกษตรของไทยก้าวไปสู่การเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงทางอาหาร และนำความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมาสู่ประเทศไทย
ทั้งนี้ ภายในงาน Kick off ดังกล่าว ได้มีการสาธิตการทำงานของเครื่องผสมปุ๋ยอัจฉริยะ พร้อมทั้งมีการมอบปุ๋ยสั่งตัดล็อตแรกให้แก่ตัวแทนเกษตรกร เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความพร้อมของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนวัตกรรมลงสู่มือเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนที่จะกระจายความสำเร็จและขยายผลโมเดลนี้ไปสู่พื้นที่เกษตรกรรมอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป


