×
14036

‘บาดแผลในวัยเด็ก’ ที่ส่งให้ เป๊ก ผลิตโชค กลายเป็น ‘คุณหลวง’ ที่มีคนรักมากที่สุดในเวลานี้

14.07.2017
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

10 mins read
  • ในงานมีตแอนด์กรี๊ดหลังเปิดตัวซิงเกิลเพลง ‘โทษที่เอาแต่ใจ (Sorry)’ ของเป๊ก ผลิตโชค จริงๆ มีคนเข้าร่วมงานได้แค่ 400 คน แต่ปรากฏว่าวันนั้นมีแฟนคลับอีกพันกว่าคนพร้อมใจกันไปร่วมงาน ถึงแม้ว่าจะทำได้แค่นั่งดูถ่ายทอดสดจากจอด้านนอกก็ตาม
  • โทษที่เอาแต่ใจ (Sorry) คือเพลงที่แสดงความเป็นตัวตนของเป๊กได้ชัดเจนที่สุดตั้งแต่เคยทำเพลงมา
  • ในวัยเด็กเป๊กคือเด็กดื้อ เอาแต่ใจตัวเอง รักเสียงเพลง ชอบเล่นกีฬา เป็นนักกีฬาเทควันโด และเป็นนักเรียนสายบู๊ที่เคยกระโดดล็อกคออาจารย์มาแล้ว
  • เป๊กจะเอาแต่ใจตัวเองมากที่สุดเมื่ออยู่กับคนรัก
  • กว่าจะมีแฟนคลับรอฟังเพลงของเขามากถึงขนาดนี้ เวทีที่มีคนฟังแค่ 10 คนเป๊กก็ผ่านมาแล้ว

     สิ่งแรกที่เราเห็นในวันเปิดตัวซิงเกิลล่าสุด โทษที่เอาแต่ใจ (Sorry) ของ เป๊ก-ผลิตโชค อายนบุตร คือจำนวนแฟนคลับจำนวนพันกว่าคนมารอให้กำลังใจกันอย่างอบอุ่น ถึงจะมีแค่ 400 คนเท่านั้นที่จะได้ร่วมงานมีตแอนด์กรี๊ดกับ ‘คุณหลวงผลิต’ แต่แฟนคลับที่เหลือก็พร้อมที่จะรออยู่ด้านนอก แม้ว่าจะได้เห็นคุณหลวงผ่านทางจอ LCD ด้านนอกเท่านั้น

     ตลอดเวลาที่งานดำเนินไป เราสัมผัสได้ถึงมวลความรักจากแฟนคลับที่มอบให้กับศิลปินคนหนึ่งอย่างจริงใจ และศิลปินคนนั้นก็มอบความรักนั้นกลับไปอย่างเต็มที่ ด้วยคำพูดซึ้งๆ รอยยิ้มหวานๆ เสียงเพลงเพราะๆ ที่แม้เราจะไม่ใช่แฟนคลับตัวยง แต่ยังรู้สึกได้ว่าเขาแสดงสิ่งเหล่านั้นออกมาจากหัวใจของเขาจริงๆ

     ช่วงแรกๆ หลังจบรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง (ซีซัน 1) หลายคนบอกเป๊กมีวันนี้ได้เพราะ ‘หน้ากากจิงโจ้’ ที่ทำให้เขาโด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน แต่วันนี้ THE STANDARD เชื่อว่ามนต์รักหน้ากากจิงโจ้ได้ค่อยๆ เลือนหายไปแล้ว สุดท้ายมันเหลือไว้เพียงแต่ตัวตนที่น่ารัก จริงใจ ในแบบ ‘คุณหลวงผลิต’ ที่ชัดเจนขึ้น  จนแทบไม่มีข้อสงสัยว่าเป็นเพราะ ‘ตัวตน’ ของเขาต่างหาก ที่ส่งให้เขามาถึงจุดนี้ได้

     ไม่แน่ว่ากับ ‘ใครบางคน’ แท้จริงเขาอาจเพียงแค่รอจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมสำหรับตัวเองอยู่ก็เท่านั้น…

 

 

วัยเด็กของคุณหลวงผลิตเป็นอย่างไรบ้าง เป็นเด็กที่ดื้อหรือเรียบร้อยขนาดไหน

     ตั้งแต่จำความได้ คือเป็นเด็กค่อนข้างดื้อเลยทีเดียว มีความคิดเป็นของตัวเองแล้วชอบคิดว่าถูก ซึ่งจริงๆ มันไม่ถูกหรอก อยากทำอะไรก็ทำเลย ใครไม่ชอบก็ช่าง ใครห้ามอะไรก็ไม่ฟัง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคุณพ่อกับคุณแม่เลี้ยงดูมาแบบไม่เข้มงวดเลย ปล่อยให้ไปเรียนรู้ชีวิตด้วยตัวเอง ไม่เคยบังคับว่าลูกจะต้องเรียนแบบนี้ แล้วโตมาต้องทำอาชีพนี้ ผมมีอิสระ สามารถเลือกสิ่งที่อยากทำได้ตามใจชอบ อยากเป็นนักร้อง อยากแคสต์โฆษณาตั้งแต่เด็ก เขาก็ไม่ห้าม แถมยังไปเป็นเพื่อนด้วย เขาไม่ใช่สายคอนโทรล แต่จะคอยเป็นห่วงในรายละเอียดที่เราอาจจะข้ามเส้นจนเกินไป เช่น ไม่ตั้งใจเรียน เกเร ตามประสาเด็กทั่วไป

     พอมีความคิดเป็นของตัวเองมากๆ มันเลยยากสำหรับคนอื่นๆ การจะให้ทุกคนเข้าใจเราตลอดเวลาคงไม่ไหว โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ เราเลยทะเลาะกันบ่อย ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปถึงเรื่องใหญ่ๆ ยิ่งตอนเป็นเด็ก ถ้ามีเรื่องเมื่อไร ผมจะพูดๆๆ ไว้ก่อน ถ้าเรื่องไม่จบ เราค่อยมาขอโทษเขาทีหลัง 

 

 

ที่บอกว่าไม่ตั้งใจเรียนนี่ไม่ตั้งใจขนาดไหน

     แทบจะไม่ตั้งใจเลย แต่ผมว่าน่าจะเหมือนเด็กไทยส่วนมากนะ ที่เรียนให้พอผ่านแต่ไม่ได้คิดว่าจะต้องเก่ง ต้องได้เกรดเฉลี่ย 4.00 หรือเป็นตัวแทนไปแข่งฟิสิกส์โอลิมปิกที่เยอรมนีแบบนั้น เพราะเรามีสังคม มีกิจกรรมของตัวเองอีกหลายอย่างที่สนุกและอยากทำด้วยเหมือนกัน ทั้งเล่นกีฬา ดนตรี ใช้เวลาอยู่กับเพื่อน ซึ่งทุกส่วนล้วนสำคัญเหมือนกัน ก็เลยไม่ได้ซีเรียสว่าจะต้องทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับการเรียน แค่บาลานซ์ทุกอย่างให้ได้ก็พอแล้ว

 

ที่นั่งประจำในห้องเรียนของเด็กชายเป๊กคือตรงไหน

     หลังห้อง ตรงประตูทางออกอย่างเดียวเท่านั้น พร้อมที่จะลุกออกจากห้องได้ทุกเมื่อ (หัวเราะ) เลยโดดเรียนบ่อย แต่แก๊งผมจะมีความบ้าบออยู่ที่ไม่ได้โดดเรียนไปเที่ยวห้าง หรือที่ที่วัยรุ่นชอบไปกัน แต่จะพากันไปพระที่นั่งวิมานเมฆ สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ อะไรพวกนั้น ไม่ได้ไปสํามะเลเทเมาที่ไหน นั่งรถเมล์ไปกันเป็นกลุ่มสนุกมาก

     พอเลิกเรียน ถ้าไม่ใช่ช่วงเป็นศิลปินฝึกหัดที่แกรมมี่ ตอนเย็นต้องไปเรียนเทควันโดทุกวัน เล่นจนเก่งเลยนะ สายดำ เห็นแบบนี้ไปแข่งรายการใหญ่ๆ ได้เหรียญทองมาหมดแล้วนะครับ (หัวเราะ) ก็เลยเริ่มรู้ว่าตัวเองเป็นสายบู๊ ชอบกีฬาทางนี้ เทควันโด ต่อยมวย ได้หมด

 

 

พูดจริงๆ นึกภาพตอนเป๊กเป็นสายบู๊ไม่ออกเลยนะ บู๊ถึงขนาดมีเรื่องกับคนอื่นแบบนั้นเลยไหม

     มีเยอะเลย ถ้าเห็นรอยที่หน้าของผมทุกวันนี้ก็เพราะมีเรื่องสมัยมัธยมทั้งนั้นแหละครับ แต่ผมจะไม่ได้ลงไปบู๊มากขนาดนั้น ชอบเป็นสายบอสใหญ่ นั่งชี้นิ้วสั่งการมากกว่า (หัวเราะ) แต่ถ้าต้องสู้ ต้องประชิดตัวจริงๆ ก็ได้อยู่ สนุกดี ชีวิตช่วงนั้น โอเค การมีเรื่องมันไม่ใช่สิ่งที่ดีหรอก แต่ถือว่าเป็นสีสันชีวิตในช่วงนั้นที่สนุกดีเหมือนกัน

     เรื่องหนึ่งที่ผมชอบมากคือตอนม.6 ผมไปเรียนพิเศษที่สยาม แล้วมีผู้หญิงมาชอบผม ซื้อขนมมาให้ทุกวัน แต่เขามีแฟนอยู่แล้ว พอแฟนรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มาชอบผม เขาโทรมาหาเลย บอกว่าจะพาพวกบุกมาที่โรงเรียน ผมก็บอกเพื่อนให้รวมแก๊งเตรียมรับมืออย่างดี แต่พอมาถึงได้คุยกัน สุดท้ายเลยเข้าใจ ไม่มีเรื่องอะไรกัน แถมผมกับคนนั้นยังกลายเป็นเพื่อนกันไปอีก บทที่ควรจะมีเรื่องแต่ดันได้เพื่อนมาแทน แต่บางทีเดินๆ อยู่ เห็นเพื่อนโดนรุม ไม่ได้คิดจะมีเรื่อง ก็ต้องกระโดดเข้าไปช่วยไว้ก่อน อยู่ที่สถานการณ์ด้วย ถ้าเรื่องไหนที่คิดว่าผมหรือเพื่อนผมไม่ผิด อันนี้ไม่มีทางยอม กระจุยแน่นอน สู้จนถึงที่สุดล่ะครับ แต่จะมีเส้นคือ ใช้แค่หมัดกับเท้านะครับ พวกผมจะไม่ไปถึงขั้นใช้อาวุธเด็ดขาด

 

 

น่าจะสนิทกับห้องปกครองพอสมควรเลยใช่ไหมแบบนี้

     โอ้โห ประจำเลยครับ จะเอาเรื่องไหน ผมว่าน่าจะเคยกวาดมาหมดทุกเรื่อง (หัวเราะ) โดยเฉพาะเวลามีเรื่องน่าจะบ่อยที่สุด ผมเคยถึงขนาดช่วงที่เพิ่งกลับจากออสเตรเลียมาอยู่ไทย ยังเด็กๆ ม.ต้นเลยนะ ผมเคยทะเลาะกับครูเพราะตอนนั้นรู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้ง เลยสู้เพื่อสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะเขาบอกให้พวกผมนั่งตากแดด 10 นาที แล้วจะกลับมาปล่อย แต่สุดท้ายเขาหายไปทั้งชั่วโมงโดยที่ไม่กลับมา แล้วคาบนั้นเขาไม่ได้สอนอะไรพวกผมเลย เพื่อนคนอื่นโดยเฉพาะผู้หญิงก็ทนไม่ค่อยไหว

     ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะผมไปเรียนเมืองนอกมา เห็นการเรียนการสอนที่ไม่เหมือนกัน อยู่ที่นู่นเวลาทำผิดเขาจะทำโทษเบามาก ผมเลยไม่ค่อยรู้สึกกลัวความผิดเท่าไร กลับมาเมืองไทยเลยซ่าทันที เป็นหัวโจก มีเรื่องบ่อยถึงขนาดถ้าวันไหนนั่งเรียนอยู่ได้ยินเสียงกุญแจกริ๊งๆ คือเตรียมตัวได้เลย คุณพ่อของเราโดนเชิญผู้ปกครองแน่ๆ เพราะมันบ่อยมาก แล้วก็มีผมคนเดียวนะที่โดน เรียกได้ว่ามีเรื่องบ่อยจนโดนไล่ออกจากโรงเรียนมาแล้ว คุณพ่อกับคุณแม่ยังทนไม่ไหว ถึงกับต้องส่งผมไปอยู่ต่างจังหวัดกับญาติเกือบๆ 2 ปี เขามีลูกชาย 2 คนที่เรียนเก่ง คงอยากให้ไปเรียนพร้อมกันจะได้ช่วยกันเรียน แล้วดันไปแตกกับเขาอีก (หัวเราะ) ไม่ได้ทะเลาะกับเขา แต่จะออกแนว… คุณไปจะเรียนเหรอ ไปเลย จะทำแบบนี้เหรอ ทำเลย แต่เราไม่ไป

     ช่วงมัธยมเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตผมเลยนะ เป็นช่วงเวลาที่ใจอ่อน พร้อมจะหลงไปกับอะไรได้ง่าย ถ้าพลาดพลั้งอะไรไป หรือคบเพื่อนที่ไม่ดี แล้วพากันไปในทางที่ไม่ดีมากๆ มีสิทธิว่าอาจจะกลับมาไม่ได้เหมือนกัน

 

ต้องมีอะไรที่ยึดเหนี่ยวเป็นพิเศษหรือเปล่าที่ทำให้เราไม่เกเรมากไปกว่านี้ เพราะฟังจากที่เล่ามาก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะล้ำเส้นบางอย่างไปได้เหมือนกันนะ

     ผมไม่ใช่คนที่ดี ไม่ใช่คนเรียบร้อย อย่างที่บอกไปว่าทำอะไรที่ไม่ดีไว้หลายอย่าง แต่ผมคิดว่าที่บ้าน ไม่ใช่แค่คุณพ่อคุณแม่ แต่รวมถึงญาติพี่น้องด้วย ทุกคนเป็นคนดี เหมือนมีความคิดอยู่ลึกๆ ตลอดเวลาว่า อะไรคือดี อะไรคือไม่ดี และเราจะทดลองใช้ชีวิตไปได้ถึงขนาดไหน พื้นฐานครอบครัวเป็นภูมิคุ้มกันให้เราได้ดีเหมือนกันนะ ถึงแม้จะทำอะไรไม่ดีลงไป แต่สุดท้ายเราก็จะพยายามดึงตัวเองกลับมาให้ได้อยู่ดี เพราะไม่อยากทำให้เขาเสียใจ

     สำคัญที่สุดคือเราต้องรู้หัวใจ รู้ความต้องการของตัวเอง อย่างผมที่ไม่ได้ตั้งใจเรียน เพราะผมมีกิจกรรมอย่างอื่นที่ต้องทำ ผมมีกีฬา ผมมีดนตรี ผมรู้อยู่แล้วว่าผมอยากเป็นนักร้อง แล้วผมก็พยายามอย่างหนักเพื่อความฝันนั้น ผมแค่อยากบอกว่ามันไม่ได้มีหรอก ทางเดินชีวิตที่ผิดหรือถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ มีแต่ทางที่เชื่อมั่นว่าจะเลือกเดินต่อไปเท่านั้นแหละ คนแบบผมคงไม่กล้าไปว่าคนที่ตั้งใจเรียน เป็นตัวแทนแข่งโอลิมปิกวิชาการ เพราะนั่นก็คือทางที่เขาเชื่อมั่นแล้วเหมือนกัน

 

 

จากวัยเด็กตอนนั้น มาสู่คุณหลวงผลิตในวันนี้ คิดว่ามีอะไรบ้างที่เหมือนเดิมและเปลี่ยนแปลงไป

     ส่วนใหญ่จะเหมือนเดิมครับ ยังเป็นคนใจร้อน เอาแต่ใจเหมือนเดิม แค่อาจจะคอนโทรลได้ดีขึ้นบ้าง…มั้ง (หัวเราะ)

 

แสดงว่าอย่างซิงเกิลใหม่ ‘โทษที่เอาแต่ใจ’ ก็ใส่ความเอาแต่ใจของตัวเองลงไปเต็มที่เลยใช่ไหม

     เต็มๆ เลยครับ (หัวเราะ) ถ้าพูดแค่เรื่องลักษณะนิสัยของผมกับเนื้อเพลง คือใกล้เคียงตัวผมที่สุดแล้วตั้งแต่เคยมีเพลงของตัวเองออกมา แล้วเป็นเพลงที่เขียนขึ้นมาเร็วมาก ตอนทำซิงเกิลใหม่ผมคุยกับน้องอาย (ญาณิน พันธัย ศิลปินอินดี้และทีมงานเบื้องหลังของค่าย White Music) คือคุยกันเฉยๆ เลยนะ นิสัย สไตล์การแต่งตัว แต่คุยกันแล้วถูกคอ ผมรู้ว่าอายแต่งเพลงได้ เลยบอกให้อายลองแต่งเพลงมาให้หน่อย ไม่ได้บอกอะไรเยอะเลยนะ บอกแค่เรื่องนิสัยของผมไป ที่เหลือให้อายจัดมาเลย แล้วอายก็หายไป 2 วันพร้อมกับเนื้อเพลงและเดโมที่เสร็จเรียบร้อย พอฟังแล้วรู้สึกว่า เออ นิสัยเอาแต่ใจของเรามันชัดขนาดนี้เลยเนอะ (หัวเราะ) ชอบเลย รู้สึกว่าเอามาพัฒนาต่อได้ ส่งให้พี่ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า (ตุล ไวฑูรเกียรติ) กับพี่โน้ต Yaak Lab (สุเมธ กิจธนโสภา) ช่วยเรียบเรียงและปรับภาษา จนออกมาเป็นแบบที่ได้ฟังกัน

 

ถ้าให้เลือกหนึ่งเรื่องที่รู้สึกว่าเอาแต่ใจที่สุด และอยากขอโทษคนๆ นั้นมากที่สุดคือเรื่องอะไร

     มีเยอะเลยนะ (คิดนาน) ขอโทษแฟนเก่าทุกคนก็แล้วกัน รู้สึกว่าพาร์ตความรักคือพาร์ตที่ผมเอาแต่ใจตัวเองที่สุดแล้ว ถ้ากับคนอื่นๆ โดยเฉพาะกับเพื่อน ผมเป็นอีกคนเลยนะ ยอมเพื่อน เดินตามข้างหลัง ไปไหนก็ได้ แต่กับแฟนมันเป็นความรู้สึกบางอย่างที่คิดว่าเราอยากเอาแต่ใจตัวเองเป็นพิเศษ ไม่รู้เหมือนกันนะว่าเพราะอะไร คงเพราะเรารักมาก ก็อยากเรียกร้องอะไรมาก จนหลายครั้งมันเกินความพอดี แล้วก็เป็นปัญหาที่ทำให้ไปกันไม่ได้ เคยคิดถึงขนาดว่าเราจะยอมเอาแต่ใจน้อยลงเพื่อความรักด้วย แต่บางทีมันไม่ทันแล้ว ช่วงหลังๆ เวลาคบใครจะพยายามไม่เอาแต่ใจตัวเองเท่าไร เพราะมีบทเรียนมาเยอะแล้ว

ผมเป็นคนชอบทะเลมากๆ ทะเลจะช่วยเยียวยาหัวใจได้เสมอ

 

เวลาผิดหวังกับความรัก เราจะเห็นภาพของเป๊กเป็นแบบไหน

     เศร้าหนัก แต่จะไม่ถึงขนาดร้องไห้ฟูมฟาย แล้วก็ออกไปทะเล อยู่คนเดียว คิดอะไรไปเรื่อยๆ ผมเป็นคนชอบทะเลมากๆ ทะเลจะช่วยเยียวยาหัวใจได้เสมอ

 

เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความรักมากขนาดไหน

     ไม่ได้ยึดติดมาก ถ้ามีก็ดี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ได้โหยหาว่าจะต้องมีแฟนตลอดเวลา เลิกกับใครไปแล้วไม่เคยต้องรีบหาคนใหม่เข้ามาเสียบแทนทันที ปล่อยชีวิตไหลไปเรื่อยๆ ถ้าจะมาเดี๋ยวเขาก็มาเอง ทำงานไปก่อนก็ได้ เพราะเราได้รับความรักจากคนรอบตัวเยอะอยู่แล้ว ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ แฟนคลับ ทีมงาน เพื่อนๆ คนเหล่านี้สามารถเติมความรักให้เราได้ แต่ความรักก็ยังเป็นสิ่งสวยงามที่ผมรอคอยอยู่เสมอ เป็นเรื่องที่ดีของชีวิตที่ตอนนี้ก็ยังรอคอยอยู่

 

ทุกวันนี้หลายๆ คนคิดว่าเป๊กประสบความสำเร็จได้แบบชั่วข้ามคืนหลังถอดหน้ากากจิงโจ้ ในรายการ The Mask Singer แต่จริงๆ แล้วเรารู้มาว่าเป๊กเองก็ผ่านความลำบากมาหลายอย่างกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้

     ถ้านับจริงๆ ต้องเริ่มตั้งแต่ม.2 ที่เริ่มมาเป็นศิลปินฝึกหัดที่แกรมมี่ ช่วงนั้นเหนื่อยมากนะ ทุกวันหลังจากเลิกเรียน 4-5 โมงเย็น ผมต้องนั่งแท็กซี่จากสุขาภิบาล 3 ไปถนนอโศกที่รถติดมาก กว่าจะถึงก็ 2-3 ทุ่ม เรียนร้องเพลง เรียนเต้นถึงเที่ยงคืน กลับบ้าน ตื่นเช้าไปเรียนต่อ อย่างที่บอกว่าผมเป็นคนชอบทำกิจกรรม ชอบเล่นกีฬา ชอบไปเที่ยวกับเพื่อน ก็ต้องทิ้งไปเกือบทั้งหมด ใช้ชีวิตแบบนี้อยู่ 7 ปีเต็มๆ แบบที่ไม่มีคนสนใจด้วยนะ ไม่มีคนทาบทาม ไม่มีคนจะทำอัลบั้มให้ด้วยซ้ำ แต่ยังทำต่อเพราะมันคือการพยายามเพื่อความฝัน ถ้าอยากเป็นนักร้องเราต้องเดินผ่านตรงนี้ไปให้ได้

     ตอนที่มีซิงเกิลแรก ก็ได้มาแบบบังเอิญอีก โชคดีที่พี่ต๋อง (สุรพันธ์ จำลองกุล) โปรดิวเซอร์แกรมมี่เขามาประชุมแล้วสงสัยว่าเด็กคนนี้เป็นใคร ทำไมมาวิ่งซนอยู่แถวๆ ห้องประชุม ก็มาถามจนรู้ว่าผมเป็นศิลปินฝึกหัด แล้วบอกให้ผมร้องเพลงให้ฟัง ประมาณ 3 วันค่ายโทรมาให้ผมไปทำสกรีนเทสต์ กับให้มาร้องไกด์เพลงที่เป็นของศิลปินคนอื่น แต่ไปๆ มาๆ เขาชอบกันแล้ว เลยให้เพลง ‘ไม่มีใครรู้’ ออกมาเป็นเพลงของผม ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก จากตอนแรกที่พยายามมา 7 ปี ไม่เห็นวี่แววอะไรเลย

 

 

ชีวิตศิลปินหลังจากรอคอยมา 7 ปี ทุกอย่างที่ได้รับคุ้มค่ากับการรอคอยนั้นทันทีเลยไหม

     มันมีครบทุกอย่างเลย กราฟผมจะขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา พอเพลง ไม่มีใครรู้ ออกมา มันประสบความสำเร็จทันที จากที่ไม่มีคนสนใจกลายเป็นมีงานทุกวัน ดรอปลงนิดหน่อย แล้วไปพุ่งอีกทีตอนเป๊ก อ๊อฟ ไอซ์ เป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมาก สนุกกับการทำงาน มีคอนเสิร์ตใหญ่ หลังจากนั้นก็แผ่วยาวเลย แต่พยายามทำทุกอย่างต่อไป พยายามค้นหาแนวเพลงที่คิดว่าคนน่าจะชอบ ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ไม่เคยเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จจริงๆ พยายามอยู่เกือบ 10 ปีเหมือนกันนะครับ แต่อาศัยความดื้อ ความเอาแต่ใจของตัวเองนี่แหละ ไปขอร้องให้เขายอมออกเพลงให้ ลองไปเรื่อยๆ จนรู้สึกอายแล้วที่เขาให้โอกาสแต่เราทำไม่ได้สักที แต่ยังอยากทำ เพราะคิดว่าสักวันจะต้องทำให้คนชอบเพลงของเราให้ได้

     จนช่วงก่อนรายการ The Mask Singer สัญญาใกล้หมดพอดี คิดไว้ว่าอยากไปเรียนต่อ อยากผจญภัยหาเรื่องตื่นเต้นให้กับชีวิต ติดต่อทำเรื่องไว้หมดแล้ว เพราะไม่คิดหรอกว่าหน้ากากจิงโจ้จะมาได้ถึงขนาดนี้ ซึ่งตอนคิดจะไปเมืองนอกไม่ได้คิดว่าจะหยุดร้องเพลงนะครับ พูดได้ว่าต่อให้ไม่มีรายการนี้ผมก็จะกลับมาร้องเพลงเหมือนเดิมอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงต้องไปอยู่ชายหาดเลย เปิดบาร์ ร้องเพลงอยู่ริมทะเล ชอบร้องเพลง ชอบทะเลมากใช่ไหม งั้นร้องเองฟังเอง เจ๊งเองไปเลย (หัวเราะ)

     เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าชีวิตศิลปินเป็นอย่างที่คิดไว้ไหม คงยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะกราฟชีวิตของผมขึ้นลงชัดมาก จนจบรายการก็ไม่คิดว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปขนาดนี้ จำได้ตอนงานอีเวนต์แรกเป็นงานเล็กๆ เลย (งาน Ab Fab X ZEN XOXO) ผมรับไว้ก่อนรายการจะออกด้วยซ้ำ ทีมงานก็ไม่คาดคิดมาก่อน จึงเตรียมเวทีไว้เล็กมาก ปรากฏว่าคนไปรอกันตั้งแต่เช้า สรุปพอถึงเวลา มีคนเข้างานไม่ได้ยืนรออยู่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์เต็มไปหมด มีป้ายไฟยักษ์ พูดอะไรคนก็กรี๊ด ร้องเพลงตามกันสุดเสียง งงมากจนตอนนี้ยังไม่แน่ใจเลยว่าวันนั้นได้พูดหรือร้องเพลงอะไรออกไปบ้าง และถึงแม้ต่อไปทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมก็ไม่เป็นไร เพราะเราไปถึงจุดที่ร้องเพลงให้คนแค่ 10 คนฟังมาแล้ว นี่คงเป็นความหมายของชีวิตศิลปินที่ผมรับรู้ได้ในตอนนี้

 

คนดู 10 คนในวันนั้น กับ แฟนคลับเป็นหมื่นเป็นแสนคนในตอนนี้บอกอะไรกับคุณบ้าง

     น่าจะเป็นเรื่องความเข้มแข็งของตัวเอง จริงๆ วันนั้นแย่มากนะ เป็นอีเวนต์ในห้างที่มีคน 10 คน บางคนเดินผ่านเลยแวะมาดู พอเราเดินไปหา เขาเดินหนีไปเลย (หัวเราะ) แต่ผมก็ยังร้องเพลงแบบเต็มที่เหมือนเดิมต่อไป เพราะเขาจ้างเรามาแล้ว นั่นคือหน้าที่ของเราที่ต้องทำให้ดีที่สุดในทุกๆ งาน จนถึงวันนี้ที่มีคนมาดูเราเยอะ มันเลยทำให้รู้สึกดีมากนะที่ตัวเองเข้มแข็ง ร้องเพลงมาได้ขนาดนี้

 

 

พอมีคนมารักเราขนาดนี้ มีผลให้คุณต้องพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือทำอะไรบางอย่างเพื่อรักษาพื้นที่ตรงนี้เอาไว้ไม่ให้หายไปอีกครั้งไหม

     ยังไม่ถึงขนาดนั้นนะ คิดว่าผมยังทำตัวเหมือนเดิมแบบที่เคยเป็นมา แต่แน่นอนว่าพอมีคนติดตามเยอะขึ้น มีคนเป็นห่วงเรา มีเด็กเล็กๆ มาเป็นแฟนคลับ มันต้องมีบางอย่างที่เราต้องปรับปรุงตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทำเพราะอยากให้คนรัก แต่ผมเห็นแล้วว่ามันสมควรทำแบบนั้นจริงๆ เช่น บางคนแนะนำเวลาผมพิมพ์อะไรในโซเชียลมีเดียผิด หรือพิมพ์อะไรที่ไม่เหมาะสม ถ้าผมคิดว่ามันไม่ถูกต้องจริงๆ ผมยินดีที่จะลบและแก้ไข อันนี้ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ปรับได้ทันที แต่ชีวิตส่วนตัวผมจะไม่เปลี่ยนเลยนะ คือผมยังไปแฮงก์เอาต์สนุกสนานเหมือนเดิม

 

 

เท่าที่รู้มาเป๊กเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงพอสมควร ชอบไปเที่ยวคนเดียว อยู่เงียบๆ คนเดียว แต่ตอนนี้ทุกคนรู้จักเป๊กกันหมด ทำให้ความเป็นส่วนตัวที่เคยรักษาเอาไว้เสียไปบ้างไหม

     พูดตรงๆ คือหมดไปเยอะเหมือนกันนะ (หัวเราะ) เพราะคนมองตลอดเวลา ไม่ใช่แค่แฟนคลับด้วย แต่หมายถึงคนอื่นๆ เขารู้จักเราหมด ทำอะไรแบบเดิมไม่ได้แล้ว แต่ผมเข้าใจนะว่าเป็นสิ่งที่ต้องแลกกัน ต้องบอกตัวเองตลอดว่า นี่ไงคือความฝันที่พยายามมาตลอดตั้งแต่ม.2 อยากเป็นนักร้องไม่ใช่เหรอ พยายามทำเพลงหรือผลงานออกมาเพื่อให้คนชอบไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ได้ทั้งหมดนั้นมาแล้วไง เพราะฉะนั้น อะไรที่ทำได้ก็ทำไปต่อไปเถอะ

 

ช่วงที่มีความสุขที่สุดในตอนนี้ของคุณหลวงผลิตคือช่วงเวลาไหน

     เวลาลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วได้คิดว่าวันนี้จะได้ไปที่ไหน ไปจังหวัดอะไร จะได้ไปกิน ได้ไปเที่ยวอะไรบ้าง งานเป็นแบบไหน แต่งตัวอะไรดี วันนี้จะได้เจอแฟนคลับคนไหน ได้ไปเห็นคนร้องเพลงตามเราเยอะ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ซึ่งจริงๆ โมเมนต์นี้คือโมเมนต์ที่ทำให้ผมมีความสุขมาตลอด เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่ได้มีโอกาสสัมผัสทุกวันขนาดนี้ ตอนนี้มีงานทุกวันยาวไปถึงสิ้นปี เท่ากับว่าอย่างน้อยผมจะยังมีความสุขต่อไปได้อีกหลายเดือน แค่นี้ก็พอแล้ว หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรก็ค่อยว่ากันอีกที

FYI
  • เป๊กเคยเป็นสมาชิกวงบอยแบนด์ชื่อ GBOYZ สังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ร่วมกับฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ และแบงค์-พิสิษฐ์ คำยอด ในช่วงปี พ.ศ. 2545
  • เพลง 7 Days ของ Craig David คือเพลงที่เป๊กร้องให้พี่ต๋องฟัง และทำให้เขาถูกใจ จนเรียกมาร้องเพลง ‘ไม่มีใครรู้’ ที่เริ่มต้นชีวิตการเป็นศิลปินของคุณหลวงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
  • สมัยมัธยมที่เพิ่งกลับจากเมืองนอกใหม่ๆ ในวันสอบวัดความรู้ว่าจะได้เรียนห้องไหน ตอนนั้นเป๊กยังหารเลขไม่เป็น เลยไปขอลอกคนที่นั่งข้างๆ แต่ได้คำตอบกลับมาคือสายตาเหยียดหยามที่ทำให้เป๊กจุกและเจ็บมาจนถึงทุกวันนี้ หลังจากนั้นเขารีบกลับไปเรียนพิเศษวิชาเลขเพิ่มเติมเพื่อตามเพื่อนให้ทันในทันที
  • เป๊กชอบปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีเพื่อออกไปเที่ยวคนเดียวแบบไม่ให้คนรู้จัก จะเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ แต่จะมีชื่อ ‘คิม’ ที่ใช้บ่อยที่สุด เพราะชอบมีคนทักว่าเหมือนคนเกาหลี และจะเปลี่ยนเป็น คิม… อะไรก็แล้วแต่เวลานั้นจะนึกออก

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories