Menu

การเดินทางของวง LOMOSONIC จากวันที่ถูกฉุดรั้งถึงวันที่หลุดพ้นจากแรงโน้มถ่วง

HIGHLIGHTS:

8 Mins. Read
  • LOMOSONIC T MINUS ZERO คือคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของ LOMOSONIC และกลายเป็นคอนเสิร์ตที่มอบความสุขและปลดล็อกความรู้สึกหลายๆ อย่างให้กับสมาชิกทุกคนในวง
  • ก่อนจะมาถึงจุดนี้ สมาชิกทุกคนเคยลำบากถึงที่สุด โดยเฉพาะบอยที่ต้องปั่นจักรยาน 60 กิโลเมตรเพื่อไปทำงาน ป้อมที่มีเงินให้ใช้แค่วันละ 30 บาท แต่ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน พวกเขาไม่เคยคิดแม้แต่สักครั้งที่จะหยุดเล่นดนตรี
  • LOMOSONIC Anti-Gravity Concert คือคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 2 ของพวกเขา และจะเป็นคอนเสิร์ตสุดท้าย ก่อนที่จะพักยาวไปอีกหลายปี รวมทั้งวัฒนธรรมบอดี้เซิร์ฟ แฮนด์สแตนด์ ก็อาจจะหยุดลงชั่วคราวในคอนเสิร์ตครั้งนี้เช่นกัน

     มองจากภาพลักษณ์ภายนอก หรือโชว์สุดระห่ำพร้อมกับคำพูดแรงๆ ที่แทบไม่ต่างอะไรกับการถูกว้ากจากรุ่นพี่สุดโหดในห้องเชียร์ (บอยนักร้องนำเคยเป็นพี่ว้ากจริงๆ!) รวมทั้งการบอดี้เซิร์ฟ หรือ ตีลังกาแบบไม่แคร์ใคร คำว่าศิลปิน ‘กักขฬะ’ อาจจะใกล้เคียงที่สุดหากเราต้องการนิยามพวกเขาแบบผิวเผิน

     แต่ถ้าเปิดหัวใจให้ลึกลงไป ภายใต้เปลือกที่แสนรุนแรง แล้วพิจารณาเนื้อเพลงและดนตรีที่พวกเขาบรรจงกลั่นออกมา เราจะเห็นแง่งามของดนตรีที่ละเอียดอ่อน ภาษาที่นุ่มนวลและลึกซึ้ง ถึงแม้เสียงร้องของบอยนักร้องนำอาจจะไม่ได้ใกล้เคียงกับนักร้องเสียงใสพิมพ์นิยม แต่เขาเปล่งทุกตัวโน้ตออกมาด้วยความจริงใจ             

     พวกเขาใช้เวลาเกือบ 10 ปี ต่อต้านทุกกระแสแรงโน้มถ่วงที่สาดเข้ามา ทุกสิ่งที่ซ่อนอยู่จึงระเบิดออกมาในคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรก LOMOSONIC T MINUS ZERO ในปี พ.ศ. 2557 ภาพวันนั้น แฟนเพลงเดนตายหลายหมื่นคนพร้อมใจกันกระโดด แหกปาก กอดคอไปกับพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง จนกลายเป็นหนึ่งในคอนเสิร์ตที่คลั่งที่สุดในปีนั้น และทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนั้นทำให้น้ำตาเย็นเฉียบของลูกผู้ชายร่วงหล่นบนเวทีที่เดือดพล่าน

     แล้วในปีนี้ LOMOSONIC กำลังพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ว่าพวกเขาได้พุ่งทะยานเหนือแรงโน้มถ่วงทุกอย่าง กับอัลบั้มเต็มชุดที่ 3 Anti-Gravity สังกัดสนามหลวงมิวสิก พร้อมกับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 2 LOMOSONIC Anti-Gravity Concert ที่จะทำให้ช่วงเวลาแห่งความสุขเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ย้อนกลับมาอีกครั้ง ในรูปแบบที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

มันรู้สึกดีมากที่มีเด็กตัวสั่นเทิ้มมากอดเราหลังเวที บอกว่าหนูไม่ได้ฆ่าตัวตายเพราะเพลงของพี่ ในใจผมอุทานเลยนะ เช็ดโด้ มันขนาดนั้นเลยเหรอวะ

 

     บอย: ถ้ามองจากสภาพเศรษฐกิจ สภาพบริบททางสังคม พฤติกรรมของผู้บริโภคตอนนี้มันเป็นเรื่องเสี่ยงมากๆ ที่จะจัดคอนเสิร์ตใหญ่แบบนี้ แต่ผมรู้สึกว่าในฐานะวงดนตรีที่คิดสร้างงานกันมา การได้มีคอนเสิร์ตใหญ่มันเป็นทางน้ำของวง ตอนนี้พวกเราอายุ 31 ปี ควรจะมีอะไรไว้ให้จดจำ ถ้าพูดตามความจริง คอนเสิร์ตใหญ่เนี่ย ต้องซ้อมบ่อย ในเรื่องฟิสิคัลหรือตัวเงินมันไม่คุ้มหรอก แต่ในเรื่องความทรงจำ มันน้อยคนมากที่จะได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศแบบนั้น

     โดยเฉพาะคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรก ที่ความรู้สึกมันคูณขึ้นมาเยอะมาก จากวันที่เราเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างแล้วไม่มีคนมองเห็น ไม่มีใครมองเห็นดอกไม้ไฟของพวกเรา (เพลงในอัลบั้มแรก Firework) แต่พอมีคนเริ่มมองเห็น โห มันเหมือนหมากระดิกหางครับ มันคือความสุขที่หาไม่ได้จากที่ไหน

 

 

     ป้อม: โชคดีมากที่ทางค่ายทั้งสนามหลวงและแกรมมี่เปิดโอกาสให้พวกเราทำอัลบั้มเต็ม แล้วมีคอนเสิร์ตใหญ่ด้วย ความรู้สึกของผมคือถ้าไม่ทำคอนเสิร์ตมันต้องคาใจแหงๆ เลย ในเมื่อเราอยากทำใช่ไหม ค่ายอนุมัติ ถามคนดูว่าอยากดูไหม เขาบอกอยากดู ในเมื่อมันมี 3 ฝ่ายที่อยากทำทั้งหมดก็ทำเถอะ อย่างคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่แล้ว มันคือความสุขที่ใช้เงินเท่าไหร่ก็ซื้อมันมาไม่ได้ การที่พวกเราขึ้นไปทำอะไรไม่รู้ที่มันเป็นตัวเองมากๆ แล้วคนดูที่มาดูเขาดันมีความสุขไปกับพวกเรา มันเกิดขึ้นได้ครั้งเดียว แล้วมันดีมาก

     บอย: อีกอย่างคือ ชอบมีคนบอกว่าเวลาเล่นคอนเสิร์ตเหมือนผมออกไปด่าคนมากกว่า ยอมรับว่ามันมีเรื่องอวัจนภาษา หรือภาษาสองแง่สองง่ามที่ต้องใช้วิจารณญาณในการรับชม ผมว่ามันไม่มีอาชีพไหนบนโลกนะที่เขาจ่ายเงินให้เราออกไปด่าคน แล้วเขามีความสุขกลับบ้าน ผมรู้สึกว่ามันสนุก เรารอดมาถึงตรงนี้ได้เพราะความโชคดีที่มีการซัพพอร์ตจากแฟนเพลงที่ยอมรับพวกเราในจุดนี้อยู่ เราอยากให้ทุกคนมาร่วมเฉลิมฉลองด้วยกันในวันนั้น

 

 

เคยมีช่วงไหนบ้างไหม ที่พอโดนคนตั้งคำถามว่าทำไมต้องออกไปด่าคนดูมากๆ เข้า แล้วกลับมาคิดว่าเราอาจจะต้องหยุดเรื่องพวกนี้

     บอย: ไม่เลย ทุกอย่างมันคืออุบัติเหตุ ในวันแรกๆ ที่เราพยายามออกไปเป็นคนอื่น พยายามทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเองแล้วไม่มีคนสนใจเลย แต่พอเราเป็นตัวเองแบบนี้ แล้วมีคนสนใจขึ้นมา พอมากเข้ามันกลายเป็นว่าเราต้องกลับมาทำการบ้าน คิดให้มากขึ้นอีก เพราะสุดท้ายเราต้องมีความรับผิดชอบ ถ้าเราเปลี่ยนเด็กคนหนึ่งที่มาคอนเสิร์ตให้กลายเป็นคนก้าวร้าวแบบไม่มีเหตุผล นั่นคือสิ่งที่ผมต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าเราเปลี่ยนเด็กคนหนึ่งให้เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างจากคำพูดที่อาจจะดูก้าวร้าวของพวกเรานั่นคือสิ่งพลอยได้

     ป้อม: บางทีสังคมอาจจะเข้าใจผิดจากการไปดูคลิปสั้นๆ แล้วตัดสินแค่นั้น แต่สำหรับพวกเราคอนเสิร์ตของ LOMOSONIC คือ การสร้างโชว์ ต้องดูตั้งแต่ต้นจนจบแล้วค่อยรู้ว่า อ๋อ มันพูดแบบนี้ คิดแบบนี้ ที่มันสื่อสารออกมาทั้งหมดเป็นอย่างนี้นี่เอง

 

 

วง LOMOSONIC เคยพยายามเป็นคนอื่นมากถึงขนาดไหน แล้วมีจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าควรกลับมาเป็นตัวเองได้แล้ว

     บอย: ผมว่าในแง่ของการเป็นคนอื่น เราต้องยอมรับว่าเพลงที่เป็นใบเบิกทางให้เราไปอยู่กับสมอลล์รูม เป็นเพลงอิเล็กทรอนิกส์ แต่สุดท้ายเรามานั่งคุยกันว่า โอเคแล้วเหรอกับการไปเล่นแล้วคนดูจะหลับ แล้วเราก็จะหลับไปด้วย เราทุกคนชอบเพลงร็อก ชอบความพลุ่งพล่าน ชอบพลัง จนที่สุดกลับมาตกกันว่า งั้นเล่นร็อกสิ

     ปิติ: คอนเสิร์ตแรกๆ น่าจะเป็นที่ลาดกระบัง เราเป็นวงโนเนมที่ออกไปเล่นดนตรี แล้วมีคนบ้าคลั่งกับเรา เราเลยบ้าคลั่งกลับไป เป็นจุดที่รู้สึกว่าไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ปัจจุบันก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า LOMOSONIC คือแนวอะไร คำนิยามทั้งหลายไม่ได้มาจากเรา รวมถึงความสำเร็จด้วย ผมไม่เคยบอกเลยว่าวงดนตรีวงนี้ประสบความสำเร็จ

     บอย: ผมพยายามแบ่งเป็นช่วงวัยนะ 23-28 คือการต่อสู้ ดิ้นรนเอาตัวรอดให้มีเงิน ทำให้เราเล่นดนตรีได้อย่างเดียว ความสุขในการเล่นดนตรีของพวกเราเริ่มเป็นความสุขของคนอื่น เริ่มคิดมากกว่าการทำเพลงฮิต ทุกคนบอกว่าอยากเปลี่ยนแปลงสังคม อยากสร้างโลกที่ดีกว่า เรารู้สึกว่าอยากทำแบบนั้นด้วย มันรู้สึกดีมากที่มีเด็กตัวสั่นเทิ้มมากอดเราหลังเวที บอกว่าหนูไม่ได้ฆ่าตัวตายเพราะเพลงของพี่ ในใจผมอุทานเลยนะ เช็ดโด้ มันขนาดนั้นเลยเหรอวะ

เวลามีน้องมาถามว่าทำอย่างไรถึงจะเป็นอย่างพี่ ไม่อยากจะบอกเลย แต่มันต้องทนทรมานมากเหมือนกันนะ กว่าจะมาถึงตรงนี้ได้

 

ในวันที่ความสุขของวงกลายเป็นความสุขของคนฟังไปด้วย สิ่งเหล่านี้มีผลกับการทำเพลงของ LOMOSONIC มากขนาดไหน ต้องคิดเพลงที่คนฟังชอบเพื่อให้ความมีความสุขมากขึ้นหรือเปล่า

     ป้อม: อัลบั้มนี้ Anti-Gravity เป็นเหมือนคำตอบประมาณหนึ่งเหมือนกัน แรงกดดันที่มาจากการขึ้นภูเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ มันมีแรงเสียดทานทำให้ลำบากมากขึ้น มันยากนะที่ต้องเดินไปในทางที่คนอื่นไม่เคยไป ทำให้วงงงๆ กันอยู่สักพัก สุดท้ายย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น ทุกคนถามกันว่า ตอนที่เราสร้างไอ้เพลงฮิตเหล่านี้ เพลงที่ทุกคนเขาชอบกัน ตอนนั้นมีเรื่องราวของพวกเขาเหล่านี้ในหัวไหม ไม่มี เราไม่ได้สร้างเพลงเพื่อใคร เราสร้างเพลงเพื่อตัวเอง อัลบั้มนี้เลยเป็นคำตอบว่า เราจะสร้างเพลงเพื่อตัวเอง สร้างในวิถีแบบนี้ แล้วชวนพวกเขามาดูผลงานของพวกเรากัน  

 

พวกคุณชอบบอกว่าเพลงแต่ละเพลงเหมือนไดอะรีส่วนตัวของวง แต่ละคนมีหน้าไหนของไดอะรีเล่มนี้บ้างไหมที่รู้สึกชอบเป็นพิเศษ

     บอย: ผมเป็นคนประหลาด ไม่ใช่คนขี้เบื่อ สามารถอยู่กับสิ่งซ้ำๆ ได้ทุกวัน ผมเริ่มวิ่งตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีคนเห็น เพื่อบอกกับร่างกายตัวเองว่าวันหนึ่งที่โอกาสมันมา มึงต้องพร้อม ผมไปซื้อบ้านอยู่ไกลๆ เพื่อทำงานเพลง ผมเป็นคนเดียวในวงที่ไม่มีอาชีพหลัก อยู่ด้วยเงินอันน้อยนิด แล้วใช้จักรยานตั้งแต่ยุคที่เทรนด์จักรยานยังไม่มา

     มีคนบ้าคนหนึ่งพกกระเป๋าใบใหญ่ๆ ปั่นจักรยาน 60 กิโลเมตร เพื่อมาทำเพลงที่สมอลล์รูม ผมชอบทุกช่วงเลยนะ ถึงจะไม่มีช่วงไหนสบายเลย แม้กระทั่งวันนี้ต่อให้พูดออกมาคนต้องบอกว่าโม้อยู่แล้ว แต่ผมเห็นยีราฟยืนหลับทุกวัน เพราะต้องผ่านซาฟารีเวิลด์ตอนกลางคืน ได้กลิ่นขี้ยีราฟ ขี้แรดทุกวัน รู้ว่ามีหลุมอยู่ตรงไหนบ้าง วันไหนน้ำท่วมมองไม่เห็นทาง ผมยังหลบได้ (หัวเราะ) หรือวันไหนที่ล้อพังขึ้นมาก็ไม่มีเงินไปซ่อม จนเหี้ยๆ เลย

     ปิติ: คนอื่นก็ทำงานประจำ ซ้อมดนตรีถึงตีสอง เข้างานตีห้า กลับมาซ้อม ทำเพลงไปเรื่อยๆ นอนเป็นเรื่องรอง

     ป้อม: แต่ตอนนั้นมันทำได้นะ พลีชีพกันไป เวลามีน้องมาถามว่าทำอย่างไรถึงจะเป็นอย่างพี่ ไม่อยากจะบอกเลย แต่มันต้องทนทรมานมากเหมือนกันนะ กว่าจะมาถึงตรงนี้ได้

     บอย: ทุกคนมีภาระครอบครัว มีเรื่องที่ต้องจัดการในเวลานั้น จนมาถึงวันที่เราได้มานั่งสัมภาษณ์กันอยู่ตรงนี้ มารวมตัวกัน เราเล่นดนตรีกันอย่างจริงจัง ไม่ได้เพื่อผ่อนคลาย คำถามคือ พวกเรามาอยู่ตรงนี้กันได้ยังไงวะ คำตอบอย่างหนึ่งที่รู้สึกได้คือ ไม่เคยมีใครอยากเลิกเล่นดนตรี  

 

 

แม้กระทั่งวันที่ลำบากที่สุด ก็ไม่เคยถามตัวเองในเรื่องนี้

     ป้อม: ใช่ ประมาณปี 2013 ก๋วยเตี๋ยวชามละ 40 บาท แต่ผมมีเงินใช้วันละ 30 บาท ยังอยู่กันได้นะ จนมาก แต่มันมีความสุข พอรอดมาได้หลังจากนั้นมันไม่กลัวอะไรแล้ว รู้สึกว่าไม่เป็นไรแล้วถ้าหลังจากนั้นวงเราจะขึ้นหรือลงมากกว่านี้ แต่ว่าเราจะทำงานเต็มที่นะ เพื่อไม่ให้กลับไปจุดนั้นอีก เพราะความจนมันเจ็บปวดมาก

     บอย: เพลงที่เป็นไทม์มาร์กของช่วงเวลานั้นคือเพลง ถึงเวลา… (Wake) (อัลบั้ม Echo & Silence) “ฉันถูกสั่งให้ปล่อยมือ จากโลกที่เรียกว่าความฝัน เขามาบอกมากดดัน ให้หยุดลงแค่นั้น” พ่อแม่ผมสั่งให้เลิกครับ เพราะพยายามมาตลอดจนถึงอายุ 26-27 ปี เพื่อนคนอื่นเงินเดือน 3-4 หมื่น แล้วมึงทำอะไรอยู่ กลับบ้านมาทำงานดีกว่าไหม แต่ก็ไม่เคยคิดจะเลิก

     ป้อม: ทุกคนน่าจะโดนกันหมด เพราะว่าเป็นเด็กนักเรียนที่เรียนดี เกียรตินิยม นักเรียนทุน ทุกคนมีเครดิตที่พ่อแม่สามารถฝากฝังชีวิตไว้กับลูก แต่ลูกบอกว่าจะเล่นดนตรี มันเสี่ยงสำหรับทุกฝ่ายเลย

     ปิติ: คนอื่นได้เงินมาเขาให้พ่อแม่กันตามปกติ แต่พวกเราเล่นมางานหนึ่งได้มา 300 บาท จะแบ่งกันยังไงยังคิดไม่ออกเลย (หัวเราะ)

 

 

จุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าปลดล็อกและทุกคนก้าวผ่านจากความกดดันทุกอย่างได้หมดแล้ว

     บอย: คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่แล้วเป็นครั้งแรกที่แม่ผมเห็นรอยสัก ผมหนีออกจากบ้านไป 6 ปี ก่อนจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ เวลามีธุระต้องกลับบ้านต้องใส่แขนยาวตลอด ในวันที่แม่มาดู ผมยังตกใจถามเพื่อนอยู่เลย ไอ้เหี้ย เสื้อแขนยาวกูอยู่ไหนวะ แต่ไม่ทัน (หัวเราะ) จริงๆ ผมบอกเขาก่อนแล้วนะว่าไปสักมา แล้วมันเยอะ ตอนแรกเตรียมใจคงโดนบ่นว่าแพงหรือเปลืองแบบนั้น แต่เขาถามมาว่า เจ็บไหม โห จุกนะ เพราะรู้ว่าเขารักเรามาก

     แต่ถามว่าคนรอบข้างเป็นยังไง เขายอมรับเรามากขึ้นด้วยเงิน ยศ เครดิต หรือโพสิชันนิงหลายๆ อย่าง แต่ในขณะเดียวกันคนที่เข้าใจเราที่สุดคือพ่อแม่ แล้วผมเป็นคนคิดมาก ผมซีเรียสกับเพลงกับหน้าที่การเป็นศิลปินของตัวเองมาก ถึงขนาดเวลาเจอคนไม่ได้รู้จักเพลงของเราจริงๆ แล้วมาเรียกว่า “นักร้องมาๆ” ผมจะรู้สึก ไอ้เหี้ย มึงไม่ยอมรับงานกูจริงๆ มึงไม่ควรพูดแบบนี้ คือไม่ได้ไปโวยวายบอกเขานะ แต่ในใจผมรู้สึกว่านั่นคือการดูถูกแฟนเพลงของพวกเรา พวกเสียงแบบนั้นมันเทียบไม่ได้เลยถ้าเทียบกับคนที่เสี่ยงชีวิตลงรถกลางสี่แยกไฟแดงที่ศรีสะเกษมาหาพวกเรา คนที่ไปเรียนต่อที่สวิตเซอร์แลนด์แล้วซื้อตั๋วกลับมาดูคอนเสิร์ตพวกเราวันเดียวแล้วกลับ หรือเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ขาหัก แล้วสตาฟฟ์เอาเก้าอี้ให้นั่ง แต่เขาไม่ยอม มายืนเกาะรั้ว ผมถามว่าทำไมไม่ดูแล น้องเขาบอกว่าจะเสียมากกว่าที่ไม่ได้ยืนดูคอนเสิร์ตในวันนั้น คุณค่าของการยอมรับมันต่างกัน ผมให้คุณค่ากับความรู้สึกตรงนี้มาก

     ป้อม: ก่อนคอนเสิร์ตใหญ่ พ่อผมบอกให้กลับไปขายของ กลับไปช่วยทำกิจการของพี่ชาย เพราะสำหรับครอบครัวคนจีน การขายของคือเรื่องใหญ่ แต่ผมก็ไม่ไป สุดท้าย พ่อผมได้ไปดูคอนเสิร์ตใหญ่ เขาเปลี่ยนบุคลิกไปเลยนะ หลังจากนั้นซื้อเสื้อวงมาใส่ เฮ้ย พ่อกูใส่เสื้อ LOMOSONIC ไปขายของเว้ย (หัวเราะ) ไปหาคลิปในยูทูบของวงมาดูย้อนหลัง บางทีมาบอกว่า อ้าว วันนั้นทำแบบนี้ด้วยเหรอ กลายเป็นมีแฟนคลับเพิ่ม เขายอมรับเรา ยอมรับสิ่งที่เราทำทุกอย่างจริงๆ

     จำได้ว่าแม่ผมกับแม่บอยยืนอยู่ข้างกัน แม่บอยชี้ไปบนเวทีบอกว่า นั่นลูกฉัน แม่ผมก็บอกว่า นั่นลูกฉันเหมือนกัน อวดกันใหญ่ เหมือนสมัยเด็กๆ ใส่ถุงมือไปเต้นในงานปีใหม่ แล้วแม่ๆ มายืนๆ ชี้กันแบบนั้นเลย (หัวเราะ)

 

 

     ออตโต้: ครอบครัวผมไม่ค่อยมีปัญหา ไม่ได้ห้ามเล่นดนตรี คอนเสิร์ตใหญ่เขาก็ไป แล้วบอกว่า เออ มีคนรักเราขนาดนี้เลยเหรอ พูดง่ายๆ สั้นๆ แค่นั้นเลย แต่แค่นั้นน้ำตาก็ไหลแล้ว ที่เหลือแค่ทำตรงนี้ไปเรื่อยๆ ให้มันดีที่สุด

     ปิติ: คอนเสิร์ตแรกผมไม่ได้ชวนครอบครัวมา ครอบครัวผมไม่ได้อยากให้เล่นดนตรี แล้วตอนนั้นต่อให้มีคอนเสิร์ตผมก็ยังเลี้ยงครอบครัวไม่ได้ ทั้งที่เราควรดูแลเขา เหมือนไปหักหลังเขาเลยไม่กล้าชวน แต่ตอนนี้ผมก็เหมือนเป็นคนดูแลครอบครัวหลักๆ โอนเงินให้แม่ตลอด เลยรู้สึกว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ลองชวนแม่ดู เพราะเขายังสงสัยตลอดว่าจะรอดหรือเปล่า อยากให้เขามาเห็นเราในวันนั้น

     ป้อม: ให้มายืนกับแม่บอย แม่กูสิ (หัวเราะ) มาชี้ลูกกัน

 

 

เตรียมตัวสำหรับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งนี้ไปถึงไหนแล้ว

     บอย: ตัดขอบกับลิสต์เพลงที่เล่นในคอนเสิร์ตคร่าวๆ ซ้อมเพลงใหม่ 15 เพลง กับเพลงเก่าที่ไม่ได้เล่น แล้วก็ลองหมุนบางเพลงในบางโชว์เพื่อทดลองหาจุดเชื่อม เพราะไม่อยากให้มันเฝือมาก อยากให้คนรู้สึกเหมือนเวลาที่เราไปดูคอนเสิร์ตวงที่ชอบมาก แล้วรู้สึกว่าทำไมเวลาผ่านไปไวจังวะ คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกมี 22 เพลง เล่น 16 เพลงติดแบบไม่พูด ตอนแรกคิดว่าจะไม่ไหว แต่กลายเป็นสนุกมาก

     ป้อม: แล้วเล่นผิดกันเยอะมาก แต่คนดูให้มา 200-300% ตลอด มีหลายเรื่องที่คาใจมาเยอะ เดี๋ยวจะมาเคลียร์กันในรอบนี้

     บอย: ผมขึ้นมาประโยคแรกในคอนเสิร์ตผิดเลย (หัวเราะ) เพราะเสียงคนดูกลบทุกอย่าง ทำอะไรไม่ได้ แต่ต้องไปต่อ ตอนนั้นผมป่วยด้วย อยู่ดีๆ เจ็บขา เครียด ต้องฉีดสเตียรอยด์ 2 เข็ม เหมือนจะไม่ไหว แต่อยู่ดีๆ ไม่รู้พลังมาจากไหน ดีดมาก

 

 

มีความผิดพลาดจุดไหนที่อยากกลับมาแก้ตัวมากที่สุด

     ป้อม: อยากพยายามเล่นให้ถูกมากกว่าผิด แล้วคิดว่าจะไม่พยายามเอาใจชนะตัวเองในคอนเสิร์ตวันนั้นด้วย วันนั้นมันมีความพีก เดือดสุดๆ ตอนจบสนุกมาก โยนกีตาร์ไปไม่ได้นัดกับทีมงาน กีตาร์สไลด์ไป 20 เมตร ดีที่ทีมงานคว้าไว้ทัน ไม่งั้นคอกีตาร์หักไปแล้ว เลยคิดว่าสำหรับงานนี้ทำทุกอย่างให้สบาย อะไรจะเกิดเดี๋ยวรู้เอง อะไรจะพังก็พัง (หัวเราะ)

     ปิติ: ผมอยากตั้งใจ 120% ตั้งแต่โน้ตแรกเลย เพราะครั้งที่แล้วตั้งแต่ก่อนโชว์ คนตะโกนเรียกชื่อแล้วประหม่า เพลงแรกยังไม่เข้าฟอร์มจริงๆ หรอก แต่ครั้งนี้จะให้ท็อปฟอร์มตั้งแต่แรก

     บอย: ผมว่าอุบัติเหตุหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในคอนเสิร์ตหลายอย่างมันคือความสมบูรณ์แบบในความไม่สมบูรณ์แบบนะ วันนั้นผมร้องเพลง ขอ ผิด แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดคือความรักที่เขาส่งมาให้ ใจมันสั่นนะ โห ลุ้นว่าท่อนนี้ความรู้สึกแบบนั้นจะส่งมาอีกไหม กลัวมาก สิ่งที่กลัวมากที่สุดคือกลัวเขาไม่มีความสุข แต่หน้าที่ของเราต้องทำให้ดีที่สุด เวลานี้เราเก่งกว่าวันนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้มันโอเคที่สุด ยืนอยู่บนความสุข ถ้าไม่มีความสุข เราจะไม่เล่น

     ป้อม: ที่ต้องพกขึ้นไปหลังจากเคี่ยวกรำทุกอย่างวันนั้น คือใจของตัวเองอย่างเดียวแล้ว พยายามไม่กดดันที่สุด ว่างที่สุด ให้ใจเราไม่อ่อน ตอนคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรก เข้าท่อนฮุกบางท่อนแล้วคนเขาร้อง เราเข่าอ่อนเลยนะ มันดีจนเราจะทรุด บอกลำบากว่าเป็นความรู้สึกแบบไหน แต่รอบนี้ตั้งใจให้ดีกว่านั้นอีก เราจะเสิร์ฟความรู้สึกที่ดีให้คนที่มาดูให้มากกว่าครั้งที่แล้ว ครั้งที่แล้วพวกเขาเสิร์ฟให้เรามาเยอะ

 

 

หนึ่งภาพที่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุดในคอนเสิร์ตครั้งนี้

     บอย: อยากให้เกิดภาพหนึ่งตอนคอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย ที่ผมขอให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม รู้จักกันหรือไม่รู้จัก ให้เขากอดคอกัน แล้วทุกคนกอดคอกันจริงๆ พอทุกคนกอดกันหมดมันเลยกลายเป็นรูปวงกลมโดยธรรมชาติ ตอนนั้นอุณหภูมิโชว์มันสูงมาก ถ้าขอให้ทุกคนแก้ผ้า ผมว่าทุกคนอาจจะแก้ก็ได้นะ แล้วบางคนได้เป็นแฟนกันจากเหตุการณ์นี้ บางคนได้รู้จักกัน ได้เป็นเพื่อนกันมาจนถึงทุกวันนี้ มันไม่ได้เป็นตำนานสำหรับคนอื่นหรอกครับ แต่มันคือตำนานสำหรับพวกเรา ไม่ได้ถูกเล่า ไม่ได้สนุกปากเหมือนใต้เตียงดาราคนอื่น แต่มันเป็นเรื่องจริงสำหรับเรา ขอให้ใครไม่รู้มากอดคอกัน โดดด้วยกัน ตัวเหม็นด้วยกัน ใจทุกคนมันเอาหมดแล้ว ไม่แปลกใจว่าทำไมออตโต้ร้องไห้ และพวกเราทุกคนร้องไห้บนเวที แล้วคอนเสิร์ตครั้งนี้ไม่ทำดีวีดีนะครับ อยากให้ทุกคนได้มาเห็นด้วยตาของตัวเอง จะเป็นอีกครั้งที่เราได้กอดคอกันแบบวันนั้น แล้วพวกผมแพลนกันไว้คร่าวๆ ว่าจะไม่จัดคอนเสิร์ตใหญ่ไปอีกนาน

 

Cover Photo: สมาชิก จากบนลงล่าง ป้อม-ฉัตรชัย งามสิริมงคลชัย (กีตาร์), บอย-อริย์ธัช พลตาล (ร้องนำ), ออตโต้-ชาญเดช จันทร์จำเริญ (กลอง) และ ปิติ เอสตราลาโด สหพงศ์ เดน โดมินิค (กีตาร์)

FYI
  • การทำแฮนสแตนด์ครั้งแรกของบอย เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญในคอนเสิร์ตครั้งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยบูรพา ทุกอย่างในวันนั้นไม่มีอะไรพร้อม ฝนตก สนามเปียก ต้องย้ายไปเล่นในโรงยิมที่คนอัดกันแน่น ดันกันไปมา จนบอยคิดขึ้นมาว่าหรือจะขึ้นไปยืนข้างบนดี แล้วบอยก็ตัดสินใจขึ้นไปยืน โชคดีที่วันนั้นมีนักศึกษาคณะพลศึกษาเยอะ ทุกคนพร้อมที่จะยึดตัวบอยเอาไว้อย่างมั่นคง จนกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของ LOMOSONIC แต่นั้นเป็นต้นมา
  • มีข่าวร้ายคือการทำบอดี้เซิร์ฟ แฮนแสตนด์หรือการตีลังกาลงมาจากเวทีที่ทุกคนเห็นจนชินตา อาจจะเกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายในคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งนี้ เพราะพวกเขาคิดว่าไม่อยากให้ LOMOSONIC มีโชว์อยู่แค่แบบเดียวเท่านั้น ต่อไปพวกเขาจะแก้เกมด้วยการหาเทคนิคอย่างอื่นมาเป็นไฮต์ไลต์ประจำโชว์ ซึ่งเชื่อเถอะว่า ขึ้นชื่อว่า LOMOSONIC แล้ว รับประกันความ ‘เดือด’ ได้แน่นอน
  • LOMOSONIC Anti-Gravity Concert ในวันที่ 2 กันยายน 2560 ที่ เมืองไทย GMM Live House @ Central World ชั้น 8 บัตรราคา 1,200 บาท ทุกที่ยืน ซื้อบัตรได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส Allticket 7-Eleven ทุกสาขา
1,620 VIEWS

RELATED STORIES