วันนี้ (26 ตุลาคม) สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินงานของศาลยุติธรรม ภายหลังจากวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้มอบนโยบาย 3 ด้าน ได้แก่ หลักประกันความสงบสุขของสังคม กระบวนการยุติธรรมเพื่อการเยียวยา และองค์กรที่พร้อมรับความท้าทาย
โดยภารกิจเร่งด่วนประการหนึ่งคือการทบทวนและปรับปรุง ‘บัญชีมาตรฐานการลงโทษ’ ในความผิดสำคัญ เพื่อให้แนวทางการกำหนดโทษมีความเหมาะสม โปร่งใส ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของการกระทำความผิด และสอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน
ปัจจุบันรูปแบบการกระทำความผิดมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสภาพเศรษฐกิจ แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง แต่ยังพบการทำผิดซ้ำ รวมถึงความผิดบางประเภทที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ประธานศาลฎีกาจึงเห็นความจำเป็นในการทบทวนบัญชีมาตรฐานการลงโทษ เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางดังกล่าวยังสามารถป้องปรามและยับยั้งการกระทำความผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) มีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษ จำนวน 5 คณะ เพื่อศึกษาทบทวนแนวทางการกำหนดโทษในกลุ่มความผิดสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสังคม ได้แก่
- กลุ่มคดียาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และคดีเลือกตั้ง: มุ่งทบทวนโทษในความผิดที่กระทบต่อความปลอดภัย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความสุจริตของการเลือกตั้ง ให้สะท้อนความร้ายแรงของพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- กลุ่มคดีจราจรทางบก: ทบทวนโทษความผิดเกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนน โดยคำนึงถึงพฤติการณ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยง
- กลุ่มคดีอาวุธปืนและวัตถุระเบิด: มุ่งทบทวนโทษโดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อป้องปรามอันตรายร้ายแรงต่อสังคม
- กลุ่มคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ: ทบทวนโทษโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะและความเชื่อมั่นของประชาชน เพื่อป้องปรามการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
- กลุ่มคดีสิ่งแวดล้อม: มุ่งทบทวนโทษโดยคำนึงถึงความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ประธานศาลฎีกาได้ให้แนวทางว่า การปรับปรุงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับตัวเลขให้สูงขึ้นหรือลดลง แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้านบนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักกฎหมาย เพื่อให้การลงโทษได้สัดส่วนกับความผิด
ทั้งนี้ โฆษกศาลยุติธรรมย้ำว่า บัญชีมาตรฐานการลงโทษไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัวที่จำกัดดุลพินิจของผู้พิพากษา แต่เป็นเพียง ‘แนวทาง’ เพื่อส่งเสริมให้การกำหนดโทษมีมาตรฐานและสอดคล้องกัน โดยผู้พิพากษายังคงมีความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี และสามารถใช้ดุลพินิจกำหนดโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์และเหตุเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดแต่ละรายได้อย่างยุติธรรม
เมื่อคณะอนุกรรมการทั้ง 5 คณะ จัดทำข้อเสนอแล้วเสร็จ จะนำผลการดำเนินงานเข้าสู่กระบวนการพิจารณา เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมทั่วประเทศต่อไป โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนด้วยความเท่าเทียม

