×
417561

เมื่อ Climate Change กลายร่างเป็น Domino Effect หายนะจากการ ‘เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว’ [Advertorial]

โดย THE STANDARD TEAM
06.11.2020
  • LOADING...
Climate Change

HIGHLIGHTS

  • Climate Change หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ กำลังจะเกินเยียวยา ส่งผลกระทบให้โลกเปราะบางและอ่อนแอลงทุกวัน ผลจากภาวะโลกร้อนที่มีมนุษย์เป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดปริมาณก๊าซเรือนกระจกมหาศาล
  • นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศคาดการณ์ว่า ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า หรือเร็วกว่านั้น Climate Change จะนำไปสู่ Domino Effect เนื่องจากทุกวิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลกเชื่อมโยงถึงกันหมด
  • ‘โครงการน่านแซนด์บอกซ์’ โครงการที่พุ่งเป้าไปแก้ปัญหาต้นน้ำ ด้วยมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนที่ปลายน้ำ ด้วยการรักษาป่าไม้ของจังหวัดน่าน และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของจังหวัดน่าน เพื่อให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่เกิดความตระหนักและร่วมมือกันในการดูแลรักษาป่าต้นน้ำ

โลกเรากำลังเปราะบางและอ่อนแอลงทุกวัน เพราะอะไรกันที่ทำให้ฝนตกนานขึ้น น้ำท่วมหนักขึ้น ภัยแล้งมาเร็วและอยู่นานกว่าทุกปี ไฟป่าเริ่มกลายเป็นเหตุการณ์ประจำปีที่ทวีความถี่และรุนแรงมากขึ้น

 

ภัยธรรมชาติที่ถาโถมอย่างหนักเกิดจากปัญหา Climate Change หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จะกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ผิด แค่ยังไม่ถูกทั้งหมด จริงอยู่ที่โลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นปกติ เพียงแต่จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และใช้เวลานานกว่าจะสังเกตเห็น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันเกิดจากภาวะเรือนกระจก (Greenhouse Effect) ที่มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกมหาศาลสะสมในชั้นบรรยากาศ นำไปสู่ภาวะโลกร้อน (Global Warming) และเชื่ออย่างหนักแน่นว่า มนุษย์เป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดปริมาณก๊าซเรือนกระจกมหาศาลเหล่านี้  

 

 

ดร.โธมัส นิวซัม นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ หนึ่งในแกนนำของกลุ่มผู้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ บอกว่า “โลกกำลังเผชิญกับภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ หากมนุษย์ไม่เร่งแก้ไข มีความเป็นไปได้สูงว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะรุนแรงกว่าที่เคยพบเจอกันมาอย่างมาก เช่น บางพื้นที่ของโลกอาจไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป” 

 

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ได้ประเมินไว้ว่า ภายใน ค.ศ. 2100 (พ.ศ. 2643) อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 1.4-5.8 องศาเซลเซียส รวมถึงน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้น 0.1-0.9 เมตร หากยังไม่มีมาตรการในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้ผลจริง

 

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เกิดไฟป่า ภัยแล้ง น้ำท่วม และวิกฤตต่างๆ อีกมากมาย นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศคาดการณ์ว่า ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า หรือเร็วกว่านั้น อาจเกิด Domino Effect เนื่องจากทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้เชื่อมโยงถึงกันหมด อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้น้ำแข็งในทะเลอาร์กติกละลาย ส่งผลให้มหาสมุทรแอตแลนติกไม่หมุนเวียน และมีผลกระทบต่อเนื่องทำให้ป่าแอมะซอนแห้งแล้งหนักขึ้น เมื่อป่าแห้งแล้ง ไฟป่าก็เกิดง่ายขึ้น  

 


สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สนน. เผยสัญญาณการเกิดภัยแล้งครั้งประวัติศาสตร์ คาดการณ์จากการก่อตัวของพายุน้อยที่สุดในรอบ 17 ปี และพบปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก 25 เขื่อน มีน้ำน้อยกว่า 30% โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม ถึงแม้จะเข้าฤดูฝน แต่กลับพบปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยถึง 30% หลายพื้นที่ยังได้รับผลกระทบต่อเนื่อง แม้จะเข้าสู่ฤดูฝนแล้วก็ตาม โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ‘ระยอง-ชลบุรี-ฉะเชิงเทรา’ มีเพียงอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลที่มีน้ำใช้เกินร้อยละ 50 ในขณะที่อ่างเก็บน้ำอื่นๆ เช่น เขื่อนนฤบดินทรจินดาเหลือเพียงร้อยละ 27, อ่างเก็บน้ำประแสร์เหลือเพียงร้อยละ 15 และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ อ่างเก็บน้ำคลองสียัดที่เหลือเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น 

 

จากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงและฝนแล้งเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาวะภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ส่งผลกระทบแต่เฉพาะเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา แต่มันขยายขอบเขตความเสียหายกลายเป็นวิกฤตน้ำในเขื่อนทั่วประเทศลดลง 

 

อย่าคิดว่าภัยแล้งไม่ใช่เรื่องของคนเมืองหรือยังเป็นเรื่องไกลตัว เพราะผลกระทบที่ล้มต่อกันเป็น Domino Effect ก็คือ เมื่อเกษตรกรผลิตอาหารไม่ได้ ปลายน้ำอย่างผู้บริโภคจะอาจจะเข้าสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร ชัดเจนที่สุดคือ เราจะไม่มีน้ำที่มีคุณภาพสำหรับดื่ม เมื่อเกิดภาวะขาดน้ำ ขาดสารอาหาร ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดก็เพิ่มขึ้น ทางฝั่งผู้ผลิตอย่างโรงงานอุตสาหกรรมก็คงต้องหยุดผลิต เพราะขาดน้ำในกระบวนการผลิต สุดท้ายสิ่งที่พวกเรากำลังเผชิญกันอยู่คือ ปัญหาฝุ่น ส่วนหนึ่งมีผลมาจากพื้นดินแห้งแล้งขาดน้ำ จนเมื่อเกิดพายุฝุ่น ก็เหมือนเป็นการเพิ่มปริมาณฝุ่นละอองในอากาศมากขึ้น 


ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาภัยแล้งยังกระทบมาถึงวิกฤตน้ำเค็มรุก ไล่มาตั้งแต่อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น ส่งผลให้น้ำทะเลหนุนสูงขึ้น ผลกระทบที่ตามมาคือ น้ำเค็มแทรกซึมเข้ามาผสมกับน้ำจืด ทำให้ตอนนี้หลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เริ่มพบน้ำประปามีรสกร่อย ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ดื่มน้ำประปาจากก๊อกโดยตรง แต่เรายังต้องใช้น้ำในการปรุงอาหาร อาบน้ำ แปรงฟัน เราต้องการใช้น้ำที่ไม่มีคุณภาพแบบนี้ในชีวิตประจำวันจริงๆ หรือ?

 

 

 

มนุษย์กำลังได้รับผลกระทบจาก Domino Effect จากสิ่งที่มนุษย์เป็นผู้กระทำ และมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะช่วยกันเยียวยาสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนที่โดมิโนตัวต่อไปจะล้มและเข้าสู่ยุคล่มสลายของโลก 

 

‘โครงการน่านแซนด์บอกซ์’ เป็นหนึ่งในหลายโครงการในประเทศไทยที่เลือกแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ด้วยการรักษาต้นน้ำนั่นคือ ป่าไม้ของจังหวัดน่าน เพราะกว่า 40% ของแม่น้ำเจ้าพระยามาจากแม่น้ำน่าน โครงการน่านแซนด์บอกซ์ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2557 ยึดมั่นแนวทางการดำเนินงานที่ว่า จะต้องรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของจังหวัดน่าน เพื่อให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่เกิดความตระหนักและร่วมมือกันในการดูแลรักษาป่าต้นน้ำ 

 

ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาครัฐ ภาคเอกชน และคนในชุมชนเอง ที่ต่อยอดการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า โดยให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเหมาะสม หรือความช่วยเหลือจากภาคเอกชนในการสนับสนุนทั้งในด้านการอบรมให้ความรู้ การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ การป้องกันและปราบปรามไม่ให้มีการบุกรุกเข้าไปทำลายป่าไม้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือของชุมชนจังหวัดน่านและภาคส่วนต่างๆ รวมถึงการพัฒนาส่งเสริมอาชีพทางเลือก เพื่อให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ไปจนถึงการปลูกจิตสำนึกให้กับนักเรียนในทุกโรงเรียน ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ให้มีความรัก หวงแหน และดูแลรักษาป่าไม้ให้มีความยั่งยืน

 

 

และผลลัพธ์จากความมุ่งหวัง ผลักดัน จนกลายเป็นกิจกรรมปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชน ภายใต้ชื่อ Climate Change คิดส์แคมป์ หนึ่งในกิจกรรมของ ‘โครงการน่านแซนด์บอกซ์’ โดยความร่วมมือกับ EEC Thailand ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา เปิดค่ายเรียนรู้ Climate Change ให้กับเยาวชนผู้ชนะการประกวด Dance for Change จำนวน 40 คน เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ณ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา

 



 

ซึ่งใจความหลักของค่ายเยาวชน Climate Change คิดส์แคมป์ ในครั้งนี้มุ่งหวังเพื่อเปิดโอกาสให้ ‘เยาวชน’ Gen Alpha ที่จะได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนในอนาคตอันใกล้ได้เรียนรู้ถึงความรุนแรง, ศึกษาวิธีช่วยเยียวยาบรรเทาปัญหา Climate Change อย่างยั่งยืน และปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติให้เติบโตไปพร้อมๆ กับเยาวชนในอีก 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า อย่างน้อยก็เป็นสัญญาณที่ดีให้กับโลกของเราว่า เยาวชนในวันนี้อาจเป็นกลุ่มคนที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ทำอะไรสักอย่าง เพื่อโลกที่เราอาศัยให้กลับมาสดใสอีกครั้ง 

 

 

 


เพราะ Climate Change เป็นภาพกว้างเกินจะตระหนก แต่ถ้าเกิด Domino Effect เมื่อไร มันจะกลายเป็นเรื่องที่กระทบเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories