×

ประชาชนยื่นฟ้อง 7 กกต. จัดเลือกตั้งโดยทุจริตฯ มีพฤติการณ์น่าสงสัย กลั่นแกล้งพิธา ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้อง 8 ส.ค.

โดย THE STANDARD TEAM
18.07.2023
  • LOADING...
ยงยุทธ เสาแก้วสถิต

วานนี้ (17 กรกฎาคม) ยงยุทธ เสาแก้วสถิต อาชีพทนายความ ยื่นฟ้อง อิทธิพร บุญประคอง กับพวกรวม 7 คน ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ กระทำการในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐโดยทุจริต เจตนา ร่วมกันออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 

 

คำฟ้องระบุว่า โจทก์เป็นหนึ่งในจำนวนคนไทยหลายหมื่นคนที่ลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชี รายชื่อ เขต 8 มีนบุรี กรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคก้าวไกล เช่นเดียวกับประชาชนชาวไทยผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศที่เลือกผู้สมัครและพรรคก้าวไกลรวมมากกว่า 14 ล้านคน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 

 

โดยคาดหวังว่าพรรคก้าวไกลจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และได้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ซึ่งมีความรู้ความสามารถเหมาะสมที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศไทยคนต่อไป 

 

โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการการเลือกตั้ง ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหลายฉบับ เช่น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ตาม พรป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ตาม พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มีหน้าที่กำกับดูแลงานในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ 

 

จำเลยที่ 2-6 เป็นกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหลายฉบับเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และ 2 เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนายทะเบียนพรรคการเมือง มีหน้าที่กำกับดูแลงานโดยทั่วไป งานธุรการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศและมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง งานในหน้าที่นายทะเบียนพรรคการเมือง กำกับดูแลพรรคการเมือง การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง โดยจำเลยที่ 7 ขึ้นการบังคับบัญชากับจำเลยที่ 1 ระหว่างวันที่ 31 มกราคม 2566 ต่อเนื่องถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 เวลากลางวันและกลางคืน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด 

 

จำเลยทั้ง 7 ได้บังอาจกระทำผิด เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ กระทำการในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐโดยทุจริต เจตนา ร่วมกันออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2566 ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงนามในประกาศดังกล่าว กำหนดวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ตลอดจนรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 

 

โดยจำเลยทั้ง 7 ทุจริต เจตนาร่วมกันแบ่งเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ออกแบบบัตรเลือกตั้งทั้งการเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อให้แตกต่างจากการเลือกตั้งหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา พิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินกว่าจำนวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า 7 ล้านใบ ทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ตลอดจนประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศไม่เข้าใจ หรือสับสน วุ่นวาย 

 

รวมทั้งออกระเบียบ ประกาศต่างๆ ในลักษณะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้พรรครัฐบาลเดิมชนะการเลือกตั้ง และกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง หรือเป็นรัฐบาลสมัยที่ 2 จำเลยทั้ง 7 ก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า ก่อนการเลือกตั้งประชาชนนิยมฝ่ายรัฐบาลน้อยกว่าฝ่ายค้าน โดยก่อน ขณะ หรือหลังรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง 

 

จำเลยทั้ง 7 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคนว่าผู้ใดไม่มีคุณสมบัติ และ/หรือขาดคุณสมบัติที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ตามกฎหมาย แต่จำเลยทั้ง 7 หาได้ทำตามอำนาจหน้าที่ของพวกตนไม่ จนปล่อยล่วงเลยมาจนถึงวันเลือกตั้งทั่วไป คือวันที่ 14 พฤษภาคม มี เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองหนึ่ง มายื่นคำร้องต่อจำเลยทั้ง 7 กล่าวหาว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถือหุ้นสื่อไอทีวี จำนวนเพียงประมาณ 4.2 หมื่นหุ้น ในจำนวนหลายล้านหุ้น จึงอาจหรือขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และต่อมามีผู้ยื่นข้อกล่าวหาในลักษณะเดียวกันอีกหลายคน แต่จำเลยก็ไม่ดำเนินการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยโดยพลันตามกฎหมาย หรือไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกามีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกฎหมาย ซึ่งจำเลยทั้ง 7 ก็ทราบดีว่าคล้ายกับกรณีของ ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดนครนายก ที่ถูกพวกจำเลยทั้ง 7 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 ศาลฎีกามีคำสั่งคืนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้แก่ ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดนครนายก กรณีถูกกล่าวหาว่าชาญชัยถือหุ้นสื่อเพียงประมาณ 200 หุ้นในจำนวนหลายล้านหุ้น 

 

ทั้งโจทก์ได้ส่งหนังสือคัดค้านและชี้แจงให้จำเลยที่ 1 และ 2 ฉบับลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2566 จำเลยทั้ง 7 ได้มีหนังสือด่วนที่สุดไปถึงชาญชัยและผู้เกี่ยวข้อง แจ้งคำสั่งศาลฎีกาคืนสิทธิให้แก่ชาญชัยดังกล่าว ทั้งพิธาเคยเป็น ส.ส. มาแล้ว 4 ปี หรือ 1 สมัยจนครบวาระ ครั้งนี้เป็นการสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2 ของพิธา การกระทำของจำเลยทั้ง 7 ดังกล่าวข้างต้นที่ไม่รีบดำเนินการสืบสวน ไต่สวน วินิจฉัย หรือส่งศาลฎีกามีคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไปตามกฎหมาย กรณีที่พิธาถูกร้องเรียนดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ทำให้บุคคลอื่นคือโจทก์หรือพิธาได้รับความเสียหาย 

 

จำเลยทั้ง 7 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ กระทำการในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐ โดยทุจริต เจตนาร่วมกันก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. จำเลยทั้ง 7 มีพฤติการณ์ที่น่าเคลือบแคลงสงสัยหลายประการ เช่น ประกาศผลการเลือกตั้งได้ช้ากว่าที่ควร จำเลยทั้ง 7 ปฏิเสธไม่รับความช่วยเหลือจากหน่วยหรือองค์กรเอกชน และไม่เลือกใช้การสื่อสารที่ทันยุคทันสมัยแต่อย่างใด โดยผลการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ปรากฏว่าประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมากกว่า 14 ล้านคนรวมทั้งโจทก์เลือกพรรคก้าวไกล จนพรรคก้าวไกลได้ ส.ส. มากเป็นอันดับ 1 คือได้จำนวน 151 คน 

 

โดยโจทก์และผู้ลงคะแนนเสียงเลือกพิธาและพรรคก้าวไกล เหตุเพราะเห็นว่าพิธาเป็นคนมีความรู้ ความสามารถสูง เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมุ่งหวังจะให้พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แต่จำเลยทั้ง 7 โดยทุจริต เจตนาร่วมกันกลั่นแกล้งพิธา ด้วยการประชุมวินิจฉัยลงมติหรือมีความเห็นร่วมกันส่งเรื่องที่พิธาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ถูกร้องเรียนว่าถือหุ้นสื่อไอทีวีต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลการเมืองอย่างเร่งรีบ เพื่อให้วินิจฉัยว่าพิธาไม่มีคุณสมบัติ และ/หรือขาดคุณสมบัติที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เพราะถือหุ้นสื่อ 

 

และขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยจำเลยทั้ง 7 มิได้ดำเนินการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยให้ละเอียดรอบคอบเสียก่อน ตามอำนาจหน้าที่ หรือตามขั้นตอนของกฎหมายแต่อย่างใด อันเป็นการดำเนินการก่อนหรือขณะวันโหวตเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 เพื่อลดความน่าเชื่อถือของพิธาและพรรคก้าวไกลต่อสมาชิกรัฐสภา ทั้งที่พิธาเป็น ส.ส. มาจนครบหนึ่งสมัยหรือ 4 ปีแล้ว ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีผู้ใดร้องคัดค้านแต่อย่างใด จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต 

 

ทำให้บุคคลอื่นคือโจทก์และ/หรือพิธาได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 

 

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำสั่งให้รับคดีไว้เพื่อตรวจฟ้อง ให้นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา ในวันที่ 8 สิงหาคม เวลา 09.30 น.

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising