เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา พลอากาศเอก เสกสรรค์ คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้แถลงวิสัยทัศน์กองทัพอากาศ ประจำปี 2569–2570 โดยเน้นย้ำถึงภัยคุกคามและความท้าทายที่กองทัพอากาศกำลังเผชิญ รวมถึงแนวทางในการรับมือ ทั้งการปรับลดขนาดองค์กร การจัดหายุทโธปกรณ์ที่มีความแม่นยำสูง และการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
การแถลงวิสัยทัศน์ดังกล่าวเป็นกำหนดการที่กำหนดไว้แล้วล่วงหน้า แต่ก็เกิดขึ้นภายหลังจากที่มีข่าวปรากฏว่า จีนได้จัดตั้งฐานทัพอากาศต่างประเทศแห่งแรกในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยใช้ชื่อว่า ‘ศูนย์ฝึกและส่งกำลังบำรุงร่วมจีน-ลาว’ (Joint China-Laos Training and Logistics Center) ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเกิน เขตนครหลวงเวียงจันทน์ ห่างจากชายแดนไทยด้านจังหวัดหนองคายเพียงประมาณ 40 กิโลเมตร
พัฒนาการดังกล่าวสร้างกระแสความวิตกกังวลในหมู่ประชาชนชาวไทยจำนวนหนึ่ง เนื่องจากเกรงว่าการรุกเข้ามาประชิดชายแดนของจีนอาจนำไปสู่แนวโน้มของการเกิดการปะทะทางทหารและการสนับสนุนทางทหารแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ดังเช่นกรณีของกัมพูชา ซึ่งจีนได้ดำเนินกิจการ ‘ศูนย์ฝึกและส่งกำลังบำรุงจีน-กัมพูชา’ ณ ฐานทัพเรือเรียม รวมถึงมีรายงานเรื่องการสนับสนุนทางทหารจากจีนให้แก่กัมพูชาในช่วงการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2569
อย่างไรก็ดี พลอากาศเอก เสกสรรค์ คันธา ได้อธิบายให้ประชาชนคลายความกังวลขึ้น โดยระบุว่าแม้กองทัพอากาศจะเฝ้าติดตามพัฒนาการและกิจกรรมทางทหาร ณ ฐานทัพอากาศบ้านเกินอย่างใกล้ชิด แต่ยังคงมอง สปป. ลาว เป็นประเทศที่รักสงบ และทั้งสองประเทศมีความเป็นหุ้นส่วนอันแน่นแฟ้น พร้อมทั้งย้ำว่า สปป. ลาว เป็นประเทศแรกที่ตนเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการในการเยือนเพื่อแนะนำตัวเมื่อรับตำแหน่งใหม่ในปีงบประมาณที่ผ่านมา อีกทั้งผู้บัญชาการทหารอากาศลาวยังมีความสัมพันธ์อันดีในฐานะเพื่อน
แม้ถ้อยแถลงของผู้บัญชาการทหารอากาศจะมีข้อเท็จจริงอยู่มาก เมื่อพิจารณาว่าไทยและ สปป. ลาว ประสบความสำเร็จในการปักปันเขตแดนไปแล้วกว่าร้อยละ 95 อีกทั้งยังมีความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจร่วมกันตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับผู้นำระดับสูงทางทหารและรัฐบาลลาวไม่เคยนำประเด็นชาตินิยมมาใช้เคลื่อนไหวกับประชาชนเพื่อเรียกร้องดินแดนกับฝ่ายไทย ซึ่งส่งผลให้โอกาสที่ความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกันจะยกระดับไปสู่การใช้กำลังทางทหารนั้นมีน้อยมาก
กระนั้น ความกังวลบางประการก็มีน้ำหนักสมเหตุสมผลของมัน เนื่องจากในเมื่อพิจารณาในบริบทที่เกิดขึ้นในกัมพูชาแล้ว สถานที่ที่เรียกว่า ‘ศูนย์ฝึกและส่งกำลังบำรุง’ แทบจะกลายสภาพเป็นฐานทัพส่วนหน้าของกองทัพเรือแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLAN) อย่างชัดเจน โดยมีการวางกำลังเรือคอร์เวตชั้น Type 056A จำนวน 2 ลำอย่างถาวร พร้อมติดตั้งระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าและค้นหาเป้าหมายระยะไกลความถี่ต่ำ รุ่น LCQ-776 ซึ่งมีระยะทำการถึง 500 กิโลเมตร ส่งผลให้การเคลื่อนไหวเกือบทั้งหมดในอ่าวไทยอยู่ภายใต้การตรวจจับของเรดาร์ขนาดใหญ่ดังกล่าว ตลอดจนการติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะกลางและไกล รุ่น HQ-22 ทั้งหมดนี้เสริมด้วยการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ท่าเรือความยาว 320 เมตร ซึ่งสามารถรองรับเรือรบขนาดใหญ่ เรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศที่ติดตั้งประจำที่ที่ไม่ทราบรุ่น และอาคารจำนวนมากที่มีศักยภาพรองรับภารกิจทางทหาร ฐานทัพแห่งนี้จึงมีลักษณะเป็นฐานทัพเรือส่วนหน้าเพื่อสนับสนุนการวางกำลังทางเรือของกองทัพเรือจีนในทะเลจีนใต้และช่องแคบมะละกา มากกว่าจะเป็นเพียงศูนย์ฝึกและส่งกำลังบำรุงทั่วไป
เมื่อพิจารณาว่าฐานทัพอากาศบ้านเกินใน สปป. ลาว ที่ใช้ชื่อเรียกในลักษณะเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าในอนาคต ทางวิ่ง ความยาว 2,500 ฟุต อาจได้รับการขยายเป็น 4,000 ฟุต เพื่อรองรับอากาศยานลำเลียงยุทธศาสตร์ เช่น Y-20 รวมถึงการวางกำลังส่วนแยกของเครื่องบินขับไล่ เช่น J-10 เนื่องจากฐานทัพดังกล่าวมีการจัดเตรียมพื้นที่ไว้ให้รองรับเครื่องบินขับไล่ได้สูงสุดถึง 20 เครื่อง และอาจมีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจการณ์เพิ่มเติม เช่น ระบบเรดาร์และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ถ้ามีการพัฒนาฐานทัพอย่างต่อเนื่อง
คำถามคือ จีนกำลังเตรียมพร้อมที่จะทำสงครามกับไทยใช่หรือไม่? คำตอบน่าจะ “ไม่ใช่” เนื่องจากช่วงที่ผ่านมายังไม่ปรากฏเจตนาที่เป็นปฏิปักษ์จากจีนต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน และทั้งสองประเทศยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แม้จะต้องยอมรับว่าการสนับสนุนทางทหารของจีนต่อกัมพูชาอาจสร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยหลายคน อย่างไรก็ดี การสั่งสมกำลังทางทหารของจีนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยหรือไม่? คำตอบคือ “กระทบอย่างแน่นอน” อย่างน้อยที่สุดก็ในมิติของดุลยภาพทางทหาร และวางกำลังทหารจากประเทศมหาอำนาจบริเวณชายแดนนั้นเป็นประเด็นที่ไม่สามารถละเลยได้
อย่างไรก็ตาม หากลองตีความการขยายขีดความสามารถทางทหารของจีนในภูมิภาคอาเซียนผ่านมิติทางยุทธศาสตร์ทางทหาร เราอาจพบมุมมองที่แตกต่างออกไป
เรดาร์ รุ่น LCQ-776 ซึ่งติดตั้ง ณ ฐานทัพเรือเรียม เป็นเรดาร์ความถี่ต่ำในตระกูลเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าของจีน คุณลักษณะของเรดาร์ความถี่ต่ำคือมีความยาวคลื่นในระดับเมตร ซึ่งเมื่อคลื่นเรดาร์ตกกระทบพื้นผิวของเครื่องบินขับไล่ จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์การกระจัดแบบสั่นพ้อง (resonance scattering effect) ส่งผลให้โครงสร้างทั้งหมดของอากาศยานสะท้อนสัญญาณเรดาร์กลับไปยังแหล่งกำเนิด แทนที่จะเบี่ยงเบนสัญญาณออกไป
ใช่แล้ว นี่คือระบบเรดาร์สำหรับตรวจจับเครื่องบินขับไล่ที่มีคุณสมบัติตรวจจับได้ยากหรือ Stealth aircraft นั่นเอง
และประเทศใดที่มีเครื่องบินขับไล่ล่องหนที่สามารถสร้างภัยคุกคามร้ายแรงต่อจีน? คำตอบคือ สหรัฐอเมริกา อย่างแน่นอน
นอกจากฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชาและฐานทัพอากาศแห่งใหม่ใน สปป. ลาว ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจีนอาจจะติดตั้งระบบเรดาร์ต่างๆ ในเร็วๆ นี้แล้ว ยังมีรายงานว่าจีนอาจวางกำลังสถานีเรดาร์ภายในแผ่นดินใหญ่ของเมียนมาและบริเวณเกาะโคโคในทะเลอันดามัน โครงข่ายดังกล่าวจึงกลายเป็นข่ายเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าที่โอบล้อมประเทศไทย ซึ่งจะช่วยให้จีนสามารถตรวจจับอากาศยานต้องสงสัยที่บินเข้าใกล้ชายแดนจีนได้ล่วงหน้าหลายร้อยกิโลเมตร นอกจากนี้ ระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าดังกล่าวยังสามารถทำงานร่วมกับระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูง เพื่อทำลายและลดทอนกำลังของผู้รุกรานก่อนที่จะเข้าใกล้ชายแดนจีน
ดังนั้น จึงชัดเจนว่าจีนอาจมองประเทศไทยเป็นทางผ่านสำหรับกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในการเข้าสู่ดินแดนทางตอนใต้ของจีน การมีเครือข่ายเรดาร์แจ้งเตือนล่วงหน้าที่สามารถตรวจจับเครื่องบินล่องหน (Stealth) จะช่วยให้กองทัพอากาศจีนขยายขอบเขตของการรับรู้สถานการณ์ และมีเวลาในการเตรียมกำลังเพื่อป้องปรามการรุกรานได้มากขึ้น
กรณีดังกล่าวจะเกิดขึ้นหากไทยยินยอมให้สหรัฐฯ ใช้ห้วงอากาศในภาวะสงคราม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ชาวจีนคาดการณ์ไว้ในเอกสารบางฉบับหากเกิดสงครามระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ดังนั้น วัตถุประสงค์ของยุทโธปกรณ์อันทันสมัยที่วางกำลังไว้รอบประเทศไทยทั้งหมดนี้จึงมีไว้เพื่อต่อสู้และป้องปรามสหรัฐฯ มากกว่าที่จะมุ่งเป้ามายังประเทศไทยโดยตรง
ประเทศไทยจำเป็นต้องกังวลหรือไม่? คำตอบคือทั้ง “ต้องกังวล” และ “ไม่ต้องกังวล”
ที่ต้องกังวลก็เนื่องจากมีมหาอำนาจอย่างหน้อยหนึ่งประเทศที่เชื่อว่าภูมิภาคอินโดจีนจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญหรือ Hot Spot และกำลังเตรียมความพร้อมในการรับมือ
แต่ถ้าจะไม่ต้องกังวลก็อาจจะเกิดขึ้นได้ หากไทยสามารถดำเนินนโยบายทางการเมืองและการทูตได้อย่างชาญฉลาด เนื่องจากประเด็นนี้ไม่ได้มีเพียงมิติทางการทหารเท่านั้น แต่มิติทางการทูตจำต้องมีบทบาทสำคัญในการสร้างหลักประกันว่า หากเราไม่สามารถขัดขวางไม่ให้เกิดสงครามขึ้นในภูมิภาคได้ เราก็ควรพยายามทำให้ประเทศมหาอำนาจตระหนักว่า การสู้รบกันเหนือหรือรอบบริเวณประเทศไทยไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแต่อย่างใด
อาจด้วยเหตุนี้ก็เป็นได้ ทำให้ในการแถลงวิสัยทัศน์ของกองทัพอากาศ พลอากาศเอก เสกสรรค์ คันธา จึงมุ่งยกระดับบทบาทของผู้ช่วยฝ่ายทหารอากาศประจำต่างประเทศให้มากกว่าเพียงการต้อนรับคณะเดินทางหรือการจัดงานเลี้ยงรับรอง แต่ควรเป็นกลไกที่ช่วยให้กองทัพอากาศมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงแนวคิดทางการทหารและการทูตของแต่ละประเทศ เพื่อให้กองทัพอากาศรู้ว่าประเทศเหล่านั้นคิดและมองประเด็นต่างๆ อย่างไร พร้อมทั้งส่งสัญญาณเพิ่มความร่วมมืออย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับกระทรวงการต่างประเทศในด้านการทูต ซึ่งนับเป็นถ้อยแถลงที่ไม่ธรรมดาสำหรับกองทัพซึ่งโดยปกติแล้วมักจะระบุเพียงว่า การทูตทางการทหารดำเนินการตามแนวทางของกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น
ภาพ: Vantor /Handout via REUTERS


