จีนกำลังเจรจากับอิหร่าน ขอเรือบรรทุกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวจากกาตาร์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความขัดแย้งที่กำลังรุนแรงในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลเปิดฉากโจมตีเตหะรานในสัปดาห์ที่ผ่านมา
วันนี้ (6 มีนาคม) แหล่งข่าวทางการทูต 3 รายเปิดเผยกับ Reuters ว่า จีนกำลังอยู่ในการเจรจากับอิหร่าน เพื่อขอให้เรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากกาตาร์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย หลังวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้ปฏิบัติการลอบสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด โดยขู่ว่า จะโจมตีและเผาเรือทุกลำที่พยายามแล่นผ่าน
รายงานระบุว่า แม้จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทางการอิหร่าน แต่จีนแสดงความไม่พอใจที่มีความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยพยายามกดดันเตหะรานให้เปิดทางให้เรือขนส่งเดินทางไปอย่างปลอดภัย
ไมค์ แมคดูกัลล์ ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมน้ำตาล ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า ปัจจุบัน ยังมีเรือบางลำสามารถผ่านช่องแคบได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรือที่เป็นของจีนหรืออิหร่าน ขณะที่ จามาล อัล-กูราอีร์ กรรมการผู้จัดการของบริษัท Al Khaleej Sugar เปิดเผยในทำนองเดียวกันว่า เรือบรรทุกน้ำตาลบางลำได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
อย่างไรก็ดี ล่าสุดมีรายงานว่า Iron Maiden เรือที่มีเจ้าของสัญชาติจีน สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อคืนนี้ได้อย่างปลอดภัย ขณะที่ Vortexa บริษัทข้อมูลติดตามเรือระบุว่า จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบดังกล่าวเหลือเพียง 4 ลำ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นมา จากเดิมที่มีเรือแล่นผ่านเฉลี่ยวันละ 24 ลำตั้งแต่เดือนมกราคม
ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นมากกว่า 15% นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้น ขณะที่อิหร่านยังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียและเรือที่แล่นผ่านช่องแคบ โดยมีการยิงขีปนาวุธไปไกลถึงไซปรัส อาเซอร์ไบจาน และตุรกี ทำให้ตลาดเกิดความผันผวน และมีความเสี่ยงที่โลกอาจเผชิญเงินเฟ้อครั้งใหญ่
จีนมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก นำเข้าน้ำมันประมาณ 45% ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นเส้นเลือดด้านพลังงานที่ใหญ่ของปักกิ้ง โดยในช่วงที่ผ่านมา เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติปฏิบัติการทางทหาร หลีกเลี่ยงความตึงเครียด และปกป้องความปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซ
แฟ้มภาพ: Nicolas Economou / Reuters
อ้างอิง:


