เด็กจบใหม่ในจีนต้องเผชิญกับวิกฤตตลาดงานซบเซาขึ้นเรื่อยๆ หลัง AI เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานทั่วประเทศ โดยในปี 2026 มีบัณฑิตจบใหม่มากถึง 12.7 ล้านคน กำลังหางานทำ แต่ทุกอย่างไม่ง่าย
ประเด็นสำคัญ
ฟังเสียงสะท้อนจาก จิน ซางอวี่ นักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบ รู้สึกกังวลอย่างมาก เนื่องจากตัวเขาเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนก่อนจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการวางผังเมือง แต่ต้องเฝ้ามอง AI เข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมที่ตัวเขากำลังพยายามจะก้าวเข้าไปทำงาน ที่สำคัญในประกาศรับสมัครงานเต็มไปด้วยตำแหน่งที่ต้องการผู้มีความเชี่ยวชาญด้าน AI และเปิดรับคนน้อยลงถ้าเทียบกับอดีต
เช่นเดียวกับ จิน หญิงสาววัย 26 ปี หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ได้ส่งใบสมัครงานและสมัครฝึกงานระดับเริ่มต้นในฮ่องกงและจีนไปแล้วประมาณ 150 ตำแหน่ง แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับเลยแม้แต่แห่งเดียว ยิ่งกว่านั้น เธอยอมจ่ายเงินถึง 400 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าเรียนหลักสูตรด้าน AI ด้วยความหวังว่าจะช่วยให้ตัวเองมีความโดดเด่นมากกว่าผู้สมัครคนอื่นในตลาดแรงงาน ทว่าหลักสูตรดังกล่าวกลับไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งานเลยแม้แต่น้อย
อันที่จริง จิน มองว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย เพราะหากแม้กระทั่งคนทำงานที่มีประสบการณ์มานานยังถูก AI เข้ามาแย่งงานและแทนที่ แล้วคนรุ่นใหม่ที่กำลังพยายามก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นครั้งแรกจะมีโอกาสรอดได้อย่างไร พร้อมกล่าวว่า “พวกเราซึ่งเป็นเด็กจบใหม่ ก็คือคนกลุ่มเดียวกับที่ AI จะเข้ามาแทนที่โดยตรง” และเมื่อต้องคิดถึงการวางแผนอนาคต ก็ได้แต่ตัดพ้อว่าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เพราะมองไม่เห็นความหวังเลยในตอนนี้
คาดปี 2026 เด็กจบใหม่พุ่ง 12.7 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของจินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่เท่านั้น เนื่องจากในปีนี้คาดว่าจะมีบัณฑิตจบใหม่ประมาณ 12.7 ล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงานของจีน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยตัวเลขของประชากรคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้แรงงานจบใหม่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายสองมิติที่เชื่อมโยงกัน
เมื่อมองในมิติแรก เด็กจบใหม่รุ่นนี้ก็ไม่ต่างจากเด็กจบใหม่รุ่นก่อนๆ ที่ต้องเข้าสู่ตลาดงานที่มีภาวะผู้สมัครล้นเกิน และต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นที่มีจำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังคงซบเซา
แต่ในอีกมิติหนึ่ง พวกเขายังต้องเผชิญกับอุปสรรคระลอกใหม่ นั่นคือความไม่แน่นอนที่เกิดจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมต่างๆ พร้อมทั้งเปลี่ยนเกณฑ์และสิ่งที่นายจ้างรวมถึงฝ่ายสรรหาบุคลากรให้ความสำคัญในการเลือกคนเข้าทำงาน
เด็กจบใหม่ในหลายประเทศเจอปัญหาไม่ต่างกัน
กล่าวได้ว่า นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งบัณฑิตจบใหม่ในหลายประเทศต่างกำลังเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ที่ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นอาจจะสูญหายไปโดยสิ้นเชิง ทว่าในจีน ความวิตกกังวลในเรื่องนี้กลับรุนแรงขึ้น เนื่องจากจีนได้นำ AI มาใช้อย่างรวดเร็วในระดับที่ไม่มีประเทศใดเทียบเท่า โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการสนับสนุนของรัฐบาลจีน
ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานในกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ของจีน ก็ยังคงค้างอยู่ในระดับสูงอย่างน่ากังวล โดยในเดือนกรกฎาคม อัตราการว่างงานของประชากรในเขตเมืองที่มีอายุระหว่าง 16-24 ปี พุ่งสูงถึง 17.9% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำนวนตำแหน่งงานที่เหมาะสมและให้ค่าตอบแทนดีสำหรับเด็กจบใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้นทันกับจำนวนบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีปริมาณเติบโตอย่างรวดเร็ว
รัฐบาลจีนกดดันบริษัทชะลอเลิกจ้าง รับมือแรงงานยุค AI
คริสเตียน เหยา อาจารย์อาวุโสจากมหาวิทยาลัยวิกตอเรียแห่งเวลลิงตันในนิวซีแลนด์ ซึ่งทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแนวทางการปรับตัวของคนวัยหนุ่มสาวชาวจีนในตลาดแรงงาน มองว่า อัตราการเข้ามาของ AI เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยากลำบากแม้ว่า AI จะไม่ได้เป็นต้นเหตุอันเดียวของปัญหาพื้นฐานเหล่านี้ก็ตาม
ประเด็นว่างงานนี้ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมากสำหรับผู้นำจีนซึ่งอำนาจทางการเมืองส่วนหนึ่งมีรากฐานมาจากคำมั่นสัญญาว่าจะสร้างความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประชาชน แต่เมื่อปัญหาการว่างงานในกลุ่มเด็กจบใหม่ที่ค้างอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ ย่อมอาจกลายเป็นชนวนต้นเหตุของความไม่สงบทางการเมืองได้ในอนาคต
สอดคล้องกับ สก็อตต์ ซิงเกอร์ นักวิจัยและผู้ร่วมอำนวยการโครงการ China AI Initiative ของสถาบัน Carnegie Endowment for International Peace ได้วิเคราะห์ไว้ว่า แม้ผลกระทบด้านลบของ AI ต่อการว่างงานในกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ในปัจจุบันอาจจะมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย แต่ประเด็นนี้กลับเป็นเรื่องที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนให้ความสำคัญและเฝ้าระวังอย่างยิ่ง โดยเขาระบุว่า จีนมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานอย่างมาก
ด้านรัฐบาลปักกิ่งจึงเริ่มใช้วิธีส่งแรงกดดันไปยังบริษัทต่างๆ เพื่อไม่ให้มีการเลิกจ้างพนักงาน ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังส่งสัญญาณเตือนผ่านคำวินิจฉัยของศาลในหลายคดีว่า รัฐบาลจะไม่ยอมรับการอ้างเหตุผลเรื่องการประหยัดต้นทุนจากการใช้ AI มาเป็นเหตุผลอันชอบธรรมในการเลิกจ้างพนักงานโดยเด็ดขาด
ต่อมาในเดือนมกราคม รัฐบาลจีนได้ประกาศมาตรการสนับสนุนการจ้างงานแบบมุ่งเป้าในอุตสาหกรรมสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่พรรคบางส่วนก็เสนอให้เพิ่มมาตรการที่ครอบคลุมขึ้น เช่น การสนับสนุนให้นายจ้างจัดฝึกอบรมด้านวิชาชีพ เพื่อช่วยให้แรงงานสามารถปรับตัวและยกระดับทักษะให้เข้ากับตลาดงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ดีขึ้น
จนถึงขณะนี้ผลกระทบจากการเข้ามาของ AI และระบบอัตโนมัติได้ปรากฏชัดเจนในภาคการผลิตและธุรกิจบริการส่งอาหาร ซึ่งเป็นสองภาคส่วนที่มีการจ้างงานประชากรจำนวนมากที่สุดของจีน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มอาชีพพนักงานออฟฟิศนั้น เพิ่งจะเริ่มต้นแสดงผลออกมาให้เห็นเพียงแค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์บัณฑิตจบใหม่หลายคนต่างบอกเล่าถึงความพยายามอย่างหนักในการหาทางตั้งหลักให้ได้ และในบางรายถึงขั้นรู้สึกสิ้นหวังในการหางาน โดยสิ่งเดียวที่พอจะช่วยปลอบใจได้ในเวลานี้ก็คือการรับรู้ว่าเพื่อนร่วมรุ่นทุกคนต่างก็กำลังเผชิญกับวิกฤตและความยากลำบากในรูปแบบเดียวกัน
ภาพ: chinahbzyg / Shutterstock
อ้างอิง:

