×

แผน 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน: ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย?

27.03.2026
  • LOADING...
ภาพสะท้อนแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน ที่ประกาศใช้เมื่อมีนาคม ปี 2026 ไม่ได้เป็นแค่ “แผนพัฒนา” แต่ยังได้สะท้อนทิศทางการขยับเชิงยุทธศาสตร์ของจีนในอีก 5 ปีจากนี้ (ปี 2026–2030) แล้วแผนฉบับนี้ของจีนจะเป็น ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย และจะมี ‘คำเตือน’ ผู้วางนโยบายของไทยหรือมีข้อพึงตระหนักจากแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ของจีนอย่างไร บทความนี้เป็นการรวบรวมคำตอบที่ผู้เขียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในแต่ละประเด็น

 

รวมทั้งการวิเคราะห์แนวทาง stability-first development ของจีน ที่เน้นรักษาเสถียรภาพ สร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อรับมือกับปัจจัยภายนอกที่ไม่แน่นอน จากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลางและเกิดวิกฤตพลังงานกระทบไปทั่วโลก แต่จีนกลับพิสูจน์ให้เห็นว่า กลยุทธ์เน้น Energy Security ทำให้จีนสามารถรับมือกับวิกฤตพลังงานรอบนี้ได้อย่างไร แล้วประเทศไทยควรเรียนรู้อะไร

 

คำถามแรก ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ แผนฯ 5 ปีของจีนฉบับนี้ คือ ‘แผนพัฒนา’ หรือ ‘ยุทธศาสตร์มหาอำนาจ’?

 

คำตอบ: แผนฯ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีนถูกประกาศใช้ในช่วงรอยต่อเข้าสู่ยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความไม่แน่นอน แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ จึงเป็นมากกว่า ‘แผนเศรษฐกิจ’ ในแนวทางแบบเดิมของจีน เนื่องจากแผนฉบับ 15 นี้ สะท้อนทั้งมิติการพัฒนาในประเทศ และการเดินเกมยุทธศาสตร์ในระดับโลก

 

หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์ แผนฯ ฉบับที่ 15 คือ ‘แผนพัฒนา’ ที่ยังคงยึดโยงกับการเติบโตเชิงคุณภาพและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (economic security) เน้นสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ลดการพึ่งพาภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการเน้นสร้างเทคโนโลยีของตนเอง เดินหน้าพลังงานสีเขียว กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้จีนแข็งแกร่งขึ้น สามารถกำหนดกติกาของตนเอง และมีบทบาทนำในระดับโลก ดังนั้น หากมองจากมุมภูมิรัฐศาสตร์ แผนฯ ฉบับนี้ ยังได้สะท้อนความเป็น ‘แผนการใหญ่ระดับโลก’ เพื่อให้จีนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจเบอร์ต้นของโลกอย่างเต็มตัวและพร้อมที่จะเป็นผู้วางกติกาโลกใหม่

 

ประการแรก ในแง่การเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แผนฯ ฉบับนี้ยังคงเป็นกรอบหลักหรือ ‘เข็มทิศ’ ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจจีน เช่น การปรับโครงสร้างสู่การบริโภคภายในประเทศมากขึ้น, การลงทุนในนวัตกรรมและสร้างเทคโนโลยีของจีน (technology self-reliance), การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว (green transition) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การสร้างความมั่นคงทางอาหาร (food security) และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพและความต่อเนื่องของการเติบโต แม้ว่าจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน แผนฯ ฉบับนี้จึงถูกออกแบบเพื่อการพัฒนาแบบ stability-first development

 

ประการถัดมา ในแง่การเป็น แผนยุทธศาสตร์ระดับโลกของจีน แผนฯ ฉบับนี้เป็นการขยับเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของจีน ภายใต้โลกที่จีนมองว่า มีความเสี่ยงไม่แน่นอนและแข่งขันสูง (มีข้อความระบุในแผนฯ เช่น “ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น”) แผนฯ ฉบับนี้ จึงถูกออกแบบภายใต้บริบทโลกแบบ great power competition และเนื้อหาในแผนฯ สะท้อนชัดเจนว่า เทคโนโลยีแห่งอนาคต คือ สนามแข่งขันของมหาอำนาจ

 

นอกจากนี้ จีนต้องการสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมครอบคลุมทั่วโลก และการขยายอิทธิพลทางเทคโนโลยีของจีน/ระบบแบบจีนไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยการผลักดัน ‘การสร้างความทันสมัยแบบจีน’ (Chinese Modernization) ให้เป็นตัวเลือกเส้นทางพัฒนาของประเทศโลกขั้วใต้ (Global South) (ไม่ได้มีแค่แนวทางการพัฒนาแบบเดิมๆ ที่ชาติตะวันตกเป็นผู้กำหนด) จีนจึงเล่นบท ‘ผู้นำ’ ในระดับโลก พร้อมให้ความช่วยเหลือประเทศอื่น ทั้งในด้านการทูตเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ

 

คำถามที่สอง ในโลกที่เศรษฐกิจกำลังแบ่งขั้ว แผนฯ ฉบับ 15 คือความพยายามของจีนที่จะ “อยู่รอดในโลกที่ไม่เป็นมิตร” หรือคือการ “ออกแบบกติกาโลกใหม่” เอง?

 

คำตอบ: แนวทางแบบจีนเน้น stability-first development เพื่อรักษาเสถียรภาพ พร้อมรับมือกับปัจจัยภายนอก ควบคู่ไปกับคิดการใหญ่/วางแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ในระดับโลก ดังนั้น แนวทางการวางแผนฉบับนี้ในเชิงยุทธศาสตร์ จึงมีทั้งการวางแผนเชิงรับ ป้องกันความเสี่ยงและการอยู่รอดในโลกที่ไม่เป็นมิตร และวางแผนเชิงรุก เพื่อใช้โอกาสจากโลกที่ไม่เหมือนเดิมและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เพื่อออกแบบกติกา/ตั้งมาตรฐาน/สร้างระบบใหม่ที่จีนมีบทบาทนำ

 

ในการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 จีนได้ตระหนักถึงบริบทเศรษฐกิจโลกมีการแยกขั้ว (decoupling) และสถานการณ์โลกที่ไม่เป็นมิตรกับจีน สหรัฐฯ และพันธมิตรใช้มาตรการกีดกันจีนในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ดังนั้น แก่นของแผนฯ ฉบับที่ 15 จึงเน้นสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’ ให้กับจีน สะท้อนจากเป้าหมายในการลดการพึ่งพาต่างประเทศ และการสร้างเทคโนโลยีของจีนเองเพื่อ Self-Reliance และเพื่อ ‘ความอยู่รอด’ ของจีนในสภาพแวดล้อมที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

ในขณะเดียวกัน จีนก็ไม่ได้มีเพียงแค่แผนการตั้งรับ แต่นัยของแผนฯ ฉบับนี้ สะท้อนบทบาทจีนในอนาคตโดยเฉพาะจีนคิดใหญ่ที่ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของโลก สะท้อนแนวโน้มที่จะเกิด Tech Decoupling หรือการแยกขั้วทางเทคโนโลยีระหว่างจีน-สหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น

 

นอกจากนี้ จีนตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้ออกแบบสร้างกติกาใหม่ๆ ในระดับโลก และเป็น ‘ผู้กำหนดมาตรฐาน’ ไม่เป็นผู้เดินตามมาตรฐานของคนอื่นเหมือนในอดีต รวมทั้งการขยายบทบาทนำของจีนในสถาบันระหว่างประเทศ/องค์กรในระดับพหุภาคีต่างๆ

 

ดังนั้น เป้าหมายของแผนฯ ฉบับที่ 15 ของจีนจึงไม่ใช่แค่เชิงตั้งรับ เพื่อการอยู่รอด แต่เพื่อเชิงรุก คือ การก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดกติกาใหม่แทนที่ระเบียบโลกเดิมๆ หรือระบบแบบเดิมที่ชาติตะวันตกครอบงำมานาน

 

คำถามที่สาม แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีนคือ ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่ากัน?

 

คำตอบ: ในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ไทย แผนฯ ฉบับนี้ของจีนสะท้อนทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย รวมทั้งทิศทางนโยบายรัฐบาลไทยที่จะเตรียมพร้อมเพื่อแสวงหาประโยชน์จากจีนได้อย่างไร

 

ในประเด็น ‘โอกาส’ สะท้อนจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่มุ่งเพื่อ high-quality development ถ้าหากแผนฯ ฉบับนี้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในระยะ 5 ปี จีนก็จะเติบโตเชิงคุณภาพ และมีกลุ่มชนชั้นกลางขยายใหญ่ขึ้น ราว 800 ล้านคน ผู้บริโภคจีนมีรายได้สูงขึ้น มีกำลังซื้อมากขึ้น ย่อมจะมีอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนโอกาสสำหรับภาคธุรกิจไทยที่ผลิตสินค้าคุณภาพมีมาตรฐาน/มีมูลค่าสูง เพื่อเข้าสู่ตลาดจีนที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น (มากกว่าเพียงแค่การส่งออกสินค้าเกษตร/ผักผลไม้ของไทยที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ดังเช่นทุกวันนี้)

 

อย่างไรก็ดี ในแง่ ‘แรงกดดัน’ และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังคงผลิตสินค้าคุณภาพต่ำ หรือผู้ส่งออกไทยที่พึ่งพาสินค้าเกษตร/สินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ก็จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากคู่แข่งจากจีน เนื่องจากแผนฯ ฉบับที่ 15 นี้ มุ่งเน้นการผลิต New Quality Productive Force เช่น สินค้าเทคโนโลยีที่มีมาตรฐานสูง

 

ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยจะต้องเร่งปรับตัวอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นอาจเสียโอกาสทั้งด้านการค้าและการลงทุนกับจีน เช่น การเร่งปรับตัวในกลุ่มสินค้าเกษตรดั้งเดิม และสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น ควรปรับจากการแข่งด้านราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม เป็นต้น

 

ในขณะเดียวกัน ถ้าหากภาคธุรกิจไทยสามารถปรับตัวได้เร็วและยกระดับสินค้าและบริการเข้าสู่มาตรฐานเชิงคุณภาพของจีน และปรับตัวให้เข้ากับนวัตกรรม/เทคโนโลยีจีนที่ทันสมัยขึ้น ก็จะมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น เพื่อให้สามารถแสวงหาประโยชน์จากตลาดจีนขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อมากขึ้น

 

คำถามที่สี่ การมาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีน จะต้องส่ง ‘คำเตือน’ ไปยังผู้กำกับนโยบายเศรษฐกิจไทยในเรื่องใดบ้าง?

 

คำตอบ: ในแง่ ‘คำเตือน’ หรือข้อพึงตระหนักของผู้วางนโยบายเศรษฐกิจของไทยที่เรียนรู้จากแผนฯ ฉบับที่ 15 ของจีน และทิศทางโลกในอีก 5 ปี มีดังนี้

 

  • ประเด็นการผูกโยงกับเศรษฐกิจจีนมากเกินไป ไทยจึงควรที่จะกระจายความเสี่ยง เร่งแสวงหาตลาดใหม่ๆ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และกระจายห่วงโซ่อุปทานไปยังประเทศในภูมิภาคต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

 

  • ประเด็นการแข่งขันเชิงเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ ภายใต้แผนฯ ฉบับใหม่นี้ จีนกำลังยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ไทยจึงต้องเร่งปรับตัว/ลงทุนในการวิจัย R&D และยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ทันกับความต้องการใหม่ของตลาดจีน ไม่เช่นนั้นสินค้าดั้งเดิมของไทย (เช่น ข้าว, ยางพารา, มันสำปะหลัง) จะถูกกดดันและสูญเสียตลาดให้กับคู่แข่งในจีนและคู่แข่งจากประเทศอาเซียนอื่น

 

  • ประเด็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก หากการแข่งขันของมหาอำนาจรุนแรงและสร้างความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ ไทยอาจถูกกระทบทั้งด้านการค้า การลงทุน และค่าเงิน ดังนั้น รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในให้มากขึ้น และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่อย่างจริงจัง เพื่อให้ไทยไม่เปราะบางกับปัจจัยภายนอกมากเกินไป สร้างภูมิคุ้มกันและมีความมั่นคง ยืนได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งการ ‘สร้างจุดแข็ง’ ที่สามารถใช้เป็นอำนาจต่อรองในโลกที่แข่งขันสูงและไม่แน่นอน

 

คำถามสุดท้าย ในมุมมองภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนระหว่างจีน–สหรัฐฯ และในโลกที่แข่งขันสูงและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง หากไทยถูกกดดันให้เลือกข้าง ควรตัดสินใจอยู่บนหลักการอะไร

 

คำตอบ: สิ่งที่ไทยควรทำ ไม่ใช่การเลือกข้าง แต่ต้องเดินเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่เน้นรักษาสมดุลโดยยึดโยงกับผลประโยชน์แห่งชาติของไทยเป็นแกนหลัก แล้วเราจะรักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับสองมหาอำนาจโลกนี้อย่างไร เพื่อรักษา/เพิ่มพูนผลประโยชน์แห่งชาติของไทย และเพื่อไม่ให้เสียประโยชน์จากทั้งสองฝ่าย นี่คือ โจทย์ยากของรัฐบาลไทย

 

แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ ‘ฝั่งจีน’ หรือ ‘ฝั่งสหรัฐฯ’ อย่างชัดเจน แต่เศรษฐกิจไทยก็มีจุดอ่อนที่ยังต้องพึ่งพาทั้งจีนและสหรัฐฯ มากจนเกินไป (over-dependence) เช่น การพึ่งพาจีนในด้านการท่องเที่ยว/การลงทุน และพึ่งพาสหรัฐฯ ในการเป็นตลาดส่งออกหลัก ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอนและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ประเทศไทยจำเป็นต้อง ‘ลดการพึ่งพา’ มหาอำนาจเหล่านี้ลงบ้าง เพื่อกระจายความเสี่ยง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และด้านความมั่นคง เพื่อไม่ให้ไทยตกอยู่ในสถานะที่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป และใช้ประโยชน์จากกลไกพหุภาคีต่างๆ และกลไกอาเซียน เพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกภูมิภาค

 

สำหรับหลักการที่ผู้วางนโยบายไทยควรยึดถือในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศ เช่น หลักการสมดุลผลประโยชน์ (Balance of Interests) และหลักการกระจายความเสี่ยง (Diversification) เพื่อสร้างทางเลือกหลายทาง ‘สร้างภูมิคุ้มกัน’ ไม่ให้เศรษฐกิจไทยถูกผูกติดกับประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อไม่ให้ไทยถูกบีบจากการควบคุมทางเทคโนโลยีของมหาอำนาจทั้งหลาย

 

ในกรณีที่ต้องบริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจแต่ละฝ่าย รัฐบาลไทยต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถ มีประสบการณ์และมีศิลปะในการเจรจาต่อรอง เพื่อรับมือและแสวงหาประโยชน์จากมหาอำนาจเหล่านี้ โดยไม่ถูกบีบให้เลือกข้าง และที่สำคัญ ไทยต้องเจรจาด้วยจุดยืนที่อยู่บนผลประโยชน์แห่งชาติ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ และต้องสร้างจุดแข็งของไทย เพื่อสร้าง credibility ของไทยในสายตาต่างประเทศ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนามและมาเลเซีย

 

จากทิศทางเศรษฐกิจโลกที่สะท้อนผ่านแผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ของจีน หัวใจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยยืนได้ด้วยตัวของตัวเอง คือ การเร่งสร้างเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างจริงจัง (ไม่ใช่พึ่งพาแค่แรงงานราคาถูกหรือทรัพยากรธรรมชาติ)

 

นอกจากนี้ กรณีวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง ประเทศไทยสามารถเรียนรู้แนวทางการวางแผนพัฒนาของจีนที่เน้น Stability-First Development ด้วยการเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่มากเกินไป กระจายความเสี่ยงของแหล่งพลังงานที่หลากหลาย และเร่งสร้างการผลิตพลังงานหมุนเวียนในประเทศให้มากขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

 


 

ภาพสะท้อนแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 1

 

ภาพ: REUTERS / Go Nakamura

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising