วันนี้ (6 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ได้ลงพื้นที่สำรวจในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ พบว่ามีกลุ่มฝุ่นควันหนาทึบปกคลุมจนส่งผลให้เกิดสภาวะท้องฟ้าหลัว ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการเกิดจุดความร้อนและไฟป่าที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน
จากข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศล่าสุดเมื่อเวลา 13.00 น. ผ่านแอปพลิเคชัน IQAir รายงานว่า พื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (US AQI) พุ่งสูงถึงระดับ 158 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (Unhealthy) ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้เชียงใหม่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 8 ของเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก ท่ามกลางเมืองใหญ่หลายแห่งที่กำลังเผชิญวิกฤตมลพิษทางอากาศเช่นเดียวกัน อาทิ เมืองลาฮอร์ ประเทศปากีสถาน เมืองธากา ประเทศบังกลาเทศ และอีกหลายเมืองในประเทศอินเดีย โดยในขณะนี้เชียงใหม่ถือเป็นเมืองที่เผชิญปัญหามลพิษทางอากาศหนักที่สุดในประเทศไทย
นอกจากพื้นที่เขตเมืองแล้ว การตรวจวัดในระดับอำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ยังพบว่ามีค่าฝุ่น PM2.5 สะสมในระดับที่สูงมากเช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหางดงและอำเภอแม่ออน ซึ่งมีค่าดัชนีคุณภาพอากาศเข้าใกล้ระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง
ระดับความเข้มข้นของฝุ่นละอองที่หนาแน่นนี้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวด้านระบบทางเดินหายใจ จึงมีข้อแนะนำให้ประชาชนงดหรือลดการทำกิจกรรมกลางแจ้งลง และสวมใส่หน้ากากอนามัยที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพทุกครั้งเมื่อมีความจำเป็นต้องออกนอกตัวอาคาร
ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ฝุ่นควันดังกล่าวถือเป็นปัญหาเชิงฤดูกาลที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาพอากาศปิดและปัญหาไฟป่า ส่งผลให้หลายจังหวัดรวมถึงเชียงใหม่ มักปรากฏชื่อติดอันดับเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลกในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่เสมอ








