×

ชัชชาติร่วมประชุมหาแนวทางแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ชี้รถฉีดพ่นน้ำเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ขอประชาชนเน้น Work from Home

โดย THE STANDARD TEAM
04.02.2023

วานนี้ (3 กุมภาพันธ์) ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯ กทม., ขจิต ชัชวานิชย์ ปลัด กทม. และคณะผู้บริหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 1/2566

 

ชัชชาติกล่าวว่า การประชุมวันนี้ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ ประชุมติดตามความคืบหน้า โดยดำเนินการตามแผนวาระแห่งชาติซึ่งทุกหน่วยงานดำเนินการอยู่ คาดว่าในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 จะดีขึ้น เนื่องจากได้รับรายงานจากกรมฝนหลวงและการบินเกษตรว่าได้มีการทำฝนหลวงในจังหวัดระยอง อาจจะส่งผลให้มีฝนตกในกรุงเทพฯ พื้นที่เขตลาดกระบัง เขตประเวศ และเขตบางนา

 

ซึ่งอาจจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นให้ดีขึ้น คาดการณ์ว่าฝนตกและความชื้นที่เพิ่มขึ้นจะช่วยบรรเทาความรุนแรงของฝุ่นลงได้ ด้านกองทัพภาคที่ 1 มีการฉีดละอองน้ำตามจุดต่างๆ ส่วนสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ร่างระเบียบการออกรถยนต์ใหม่โดยใช้มาตรฐานยูโร 5 ซึ่งปล่อยไอเสียน้อยกว่าเดิม 10 เท่า และกรมธุรกิจพลังงานได้ปรับเปลี่ยนน้ำมันรองรับเครื่องยนต์ใหม่อีกด้วย

 

นอกจากนี้กรมสรรพสามิต ซึ่งสามารถคิดภาษีในการออกรถ เช่น รถที่ปล่อยมลพิษน้อยคิดภาษีน้อย รถที่ปล่อยมลพิษเยอะคิดภาษีเยอะ ในอนาคตอาจจะออกข้อบัญญัติเก็บภาษีกับรถที่ปล่อยมลพิษเยอะในรายปี

 

ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เน้นการกวดขันวินัยจราจร เพื่อให้การจราจรไม่ติดขัด ก็จะช่วยลดฝุ่นได้ ด้านการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้เน้นย้ำการลดฝุ่นโดยทำความสะอาดในไซต์ก่อสร้าง คืนพื้นผิวการจราจรในเส้นทางการสร้างรถไฟฟ้าที่แล้วเสร็จเพื่อลดปัญหาการจราจร

 

สำหรับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ให้เร่งทบทวนแผนแม่บทการย้ายท่าเรือคลองเตยไปท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ซึ่งจะช่วยลดจำนวนรถบรรทุกกว่า 2 ล้านเที่ยวต่อปีในท่าเรือคลองเตย และจะส่งผลถึงการลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ ได้ นอกจากนี้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่มีรถกว่า 2,000 คัน ซึ่งยังใช้น้ำมันดีเซล ได้ขอความร่วมมือเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด

 

เรื่องการฉีดพ่นน้ำลดฝุ่นละอองนั้นมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เนื่องจากฝุ่นมีปริมาณมาก​ จะได้ผลบ้างก็ต่อเมื่อฉีดพ่นน้ำอยู่กับที่​ เช่น​ อาคาร โรงเรียน​ และต้องใช้น้ำสะอาดเมื่อฉีดพ่นในพื้นที่ที่มีคนสัญจร​หรือชุมชน ซึ่งได้ประสานเรื่องน้ำกับการประปาบ้างแล้ว จึงอยากให้ประชาชนได้ทราบถึงสถานการณ์และกำจัดต้นตอฝุ่นให้ได้มากที่สุด เช่น Work from Home ที่ทำให้ปัญหาการจราจรลดน้อยลง ส่งผลให้ปริมาณฝุ่นก็จะน้อยลงตามไปด้วย

 

ชัชชาติกล่าวต่อไปว่า ในตอนนี้ฝุ่นไม่ได้หนักแค่เพียงในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่หนักตั้งแต่ภาคกลางถึงภาคเหนือ ส่วนหนึ่งคาดว่าสาเหตุเกิดจากการเผาชีวมวล ดังนั้นจึงขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในการแก้ไขระยะยาวจะมีการปรับมาตรฐานรถให้มีคุณภาพดีขึ้น เพิ่มมาตรการดูแลแก้ไขปัญหารถเก่าที่ก่อมลพิษ ส่งเสริมให้ประชาชนมาใช้บริการขนส่งมวลชนเพิ่มมากขึ้น ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ที่ต้องมีการจดบันทึกและได้รับการดูแล เพื่อให้ต้นไม้ได้เติบโตเป็นพื้นที่สีเขียว เป็นแนวป้องกันฝุ่นได้ในอนาคต

 

รวมถึงต้องมีการรับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ อาทิ การเผาชีวมวลในปริมณฑล ก็ต้องขอความร่วมมือจากจังหวัดข้างเคียง ส่วนการเผาชีวมวลในประเทศเพื่อนบ้าน ก็ต้องขอความร่วมมือผ่านเวทีอาเซียน นอกจากนี้จะต้องมีการให้ความรู้เรื่องฝุ่น PM2.5 แก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความตระหนักรู้มากขึ้น

 

ในการนี้กรมอนามัยได้แนะนำว่า เด็กในชุมชนยังขาดความรู้เรื่องฝุ่น ซึ่งส่งผลต่อระบบหัวใจในระยะยาว จึงต้องเพิ่มการทำพื้นที่ปลอดภัยในชุมชนและโรงเรียน เช่น ห้องเรียนปลอดฝุ่น ซึ่งจะต้องทำให้มากขึ้นโดยใช้งบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

 

ในส่วนของตัวเลขผู้ป่วยทางเดินหายใจจากสำนักอนามัย กทม. พบว่าเพิ่มขึ้นวันละ 25 คน มีอาการระคายเคืองตา เกิดโรคผิวหนัง โรคทางเดินหายใจ เป็นต้น ซึ่งหน้ากากอนามัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่สามารถป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ โดยฝุ่นในกรุงเทพฯ จากรถยนต์ทำให้เกิดฝุ่นในสภาวะอากาศเปิด 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ในสภาพอากาศปิดจะเพิ่มเป็น 60 มคก./ลบ.ม. ยิ่งมีการเผาชีวมวลก็จะเพิ่มปริมาณฝุ่นขึ้นอีกเป็น 90 มคก./ลบ.ม.

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมควบคุมมลพิษ ได้มีการพัฒนาศักยภาพการพยากรณ์ฝุ่น PM2.5 ที่มีความแม่นยำมากขึ้น ทำให้ กทม. สามารถเตือนภัยได้อย่างแม่นยำผ่านแอปพลิเคชัน AirBKK หรือผ่าน Line Alert เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมการป้องกัน เช่น การ Work from Home

 

ชัชชาติกล่าวด้วยว่า กทม. ได้เปิดคลินิกมลพิษทางอากาศเพิ่มเป็น 6 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ โรงพยาบาลสิรินธร และล่าสุดคือโรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ฯ

 

ทุกหน่วยงานทำงานเต็มที่ ตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ซึ่งเชื่อว่าเมื่อทุกคนทำเต็มที่แล้ว ในระยะยาวฝุ่นจะลดลงได้


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories