ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง หรือแม้ต้นทุนที่ผันผวน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก บทบาทของภาคธุรกิจเอกชนไทยจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการสร้างรายได้และผลกำไรอีกต่อไป หากต้องขยายกรอบความรับผิดชอบไปสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้าง ทั้งชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถอยู่รอดและเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการดำเนินงานของ ‘เซ็นทรัล ทำ’ ภายใต้ กลุ่มเซ็นทรัล ที่เดินหน้าพัฒนาชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มรวบรวมสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการท้องถิ่น วิสาหกิจชุมชน และเอสเอ็มอีทั่วประเทศ เพื่อนำมาจำหน่ายผ่านเครือข่ายค้าปลีกทั้งออฟไลน์และออนไลน์ของกลุ่มฯ โดยมีเป้าหมายสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับมาตรฐานสินค้า และเปิดตลาดให้ผู้ผลิตรายย่อยเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง
พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า ปัจจุบันการเติบโตของธุรกิจต้องเดินควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ที่ผ่านมานโยบายของ ‘เซ็นทรัล ทำ’ ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือการสร้าง คุณค่าร่วม (Shared Value) ผ่านการยกระดับศักยภาพชุมชนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยมองการพัฒนาแบบองค์รวม เชื่อมโยงทุกมิติให้ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน
ส่วนในปี 2569 โครงการก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 พร้อมยกระดับการพัฒนาเชิงระบบในระดับพื้นที่ ผ่านโมเดล ‘Holistic Shared Value Ecosystem’ โดยปักหมุดจังหวัด ชัยภูมิ เป็นพื้นที่ต้นแบบเศรษฐกิจชุมชนคาร์บอนต่ำครบวงจร
ที่สำคัญการพัฒนาชุมชนในวันนี้จึงไม่ใช่โครงการเฉพาะกิจ แต่เป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ใหม่ ที่ผสานรายได้ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตไว้ในกรอบเดียวกัน ซึ่งโมเดล Holistic Shared Value Ecosystem จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมการเติบโตของธุรกิจเข้ากับความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน และยังสามารถขยายผลได้ทั้งระดับจังหวัด ภูมิภาค และประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของชุมชนไทยในระยะยาว
ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นชัดจากผลการดำเนินงานปี 2568 จะเห็นภาพการเติบโตที่เชื่อมโยงหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มตั้งแต่ ด้าน Inclusion มีการสนับสนุนโรงเรียน 203 แห่ง พัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง สร้างงานและส่งเสริมอาชีพให้คนพิการกว่า 1,395 คน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนกว่า 150,000 ราย ช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา
รวมถึงด้าน Community & Social Contribution สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนกว่า 2,240 ล้านบาท เสริมสภาพคล่องและความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากในหลายจังหวัด ตามด้วย ด้าน Circular Economy & Waste Management และ Food Waste Reduction ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารกว่า 27,300 ตัน ลดขยะฝังกลบ 93,490 ตัน และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวกว่า 15,000 ไร่ สร้างมูลค่าทางสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการลดต้นทุนทรัพยากร
และด้าน Climate Action ติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1,487 แห่ง แผงโซลาร์เซลล์ 233 แห่ง ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวม 252,716 เมกะวัตต์ชั่วโมง สะท้อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดในระดับเครือข่ายธุรกิจ
สำหรับแผนงานปี 2569 โครงการจะยกระดับการพัฒนาเชิงระบบ 8 มิติ ครอบคลุมตั้งแต่การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มมูลค่าสินค้า การสร้างแบรนด์ชุมชน การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ไปจนถึงการบริหารจัดการขยะสู่เป้าหมาย Zero Waste โดยมุ่งสร้างระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
พื้นที่นำร่องคือ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัด ชัยภูมิ หนึ่งใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์แม็กซิโกในไทยที่ได้รับการยอมรับ
ด้านคุณภาพผลผลิต ชุมชนได้ปรับกระบวนการผลิตสู่เกษตรอินทรีย์ ติดตั้งโซลาร์เซลล์ จัดทำธนาคารน้ำใต้ดิน และใช้ไบโอชาร์ฟื้นฟูดิน เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและการเผาชีวมวล แก้ปัญหา PM2.5 เชิงโครงสร้าง พร้อมต่อยอดห่วงโซ่คุณค่าแบบไม่เผา เปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรเป็นปุ๋ยและคาร์บอนเครดิตในอนาคต
ปัจจุบันสวนเทพพนาได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand จาก กรมวิชาการเกษตร สะท้อนความโปร่งใสและมาตรฐานการผลิตที่ตอบโจทย์ตลาดพรีเมียม โดยในปี 2568 วิสาหกิจชุมชนฯ สร้างรายได้กว่า 60 ล้านบาท และขยายเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโด 1,500 ราย แสดงศักยภาพการยกระดับสินค้าเกษตรสู่ตลาดมูลค่าสูง
นอกจากนี้ โครงการยังพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์และศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร รองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวกว่า 330,000 คนในปี 2568 พร้อมผลักดันพื้นที่เข้าสู่การขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด (Dark Sky Park) ในปี 2569 โดยความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เพื่อเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิทยาศาสตร์
ขณะเดียวกัน ยังขยายผลสู่ภาคการศึกษา ด้วยการพัฒนาโรงเรียนบ้านไร่ให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้น พัฒนานักเรียน 1,326 คน ครู 113 คน และเชื่อมโยงเครือข่ายอีก 10 โรงเรียน สร้างการบูรณาการระหว่างการศึกษาและเศรษฐกิจจริงของพื้นที่อย่างเป็นระบบ
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า โมเดลการพัฒนาเชิงระบบไม่ได้เพียงสร้างรายได้ให้ชุมชน หากยังวางรากฐานเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรง ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างยั่งยืน
ภาพปก: Torjrtrx/Shutterstock

