รอบ 32 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2026 มีอยู่คู่หนึ่งที่ทำเอาแฟนบอลรุ่นเก๋าหลายคนอดนึกถึง ‘กัปตันซึบาสะ’ ไม่ได้
เมื่อทีมชาติญี่ปุ่น โคจรมาพบกับ บราซิล
สำหรับแฟนบอลญี่ปุ่น บราซิลคือชาติที่ถูกยกให้เป็นมหาอำนาจลูกหนังของโลก และตลอดกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ภาพของ ‘แซมบ้า’ ก็ถูกวางให้เป็นดั่งกำแพงลูกใหญ่ ทั้งในโลกฟุตบอลจริงและบนหน้ากระดาษของ อ.โยอิจิ ทาคาฮาชิ
ในมังงะ ญี่ปุ่นเติบโตขึ้นจากการวิ่งไล่ตามบราซิล
ทุกอย่างเริ่มต้นจาก โรแบร์โต ฮอนโก อดีตกองหน้าทีมชาติบราซิล ผู้มองเห็นพรสวรรค์ของ โอโซระ ซึบาสะ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และเป็นคนจุดประกายความฝันให้เขาออกเดินทาง
โรแบร์โตบอกกับซึบาสะว่า หากอยากเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลก ปลายทางต้องไปพิสูจน์ตัวเองที่บราซิล
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ซึบาสะเลือกบินไปค้าแข้งกับเซาเปาโล ก่อนจะก้าวขึ้นสู่เวทียุโรปในเวลาต่อมา
อีกฉากที่แฟนการ์ตูนจดจำได้ดีที่สุด คือรอบชิงชนะเลิศศึก World Youth เมื่อญี่ปุ่นต้องเผชิญหน้ากับบราซิล และซึบาสะต้องดวลกับ เนทูเรซา อัจฉริยะลูกหนังผู้ถูกวาดให้เป็นตัวแทนของ ‘ราชาฟุตบอล’
เกมนั้น ญี่ปุ่นต้องเล่นจนถึงขีดสุด หลังบราซิลส่ง เนทูเรซา ลงมาเป็นไพ่ตายในช่วงท้าย และเขาก็ยิงประตูตีเสมอได้ทันที
ก่อนที่บทสรุปจะไปจบในช่วงต่อเวลาพิเศษ เมื่อซึบาสะระเบิดแฮตทริก พร้อมยิงโกลเดนโกล พาญี่ปุ่นเอาชนะบราซิล 3-2 และคว้าแชมป์ World Youth ได้สำเร็จ
ในโลกของกัปตันซึบาสะ ทีมอย่าง ‘บราซิล’ จึงมีสถานะเป็นเหมือนปลายทางที่ญี่ปุ่นเฝ้ามอง และมุ่งหวังที่จะก้ามข้ามมาตลอด และเป็นทีมที่ต้องเอาชนะให้ได้ หากอยากพิสูจน์ว่าพวกเขาไปไกลพอจะยืนบนเวทีเดียวกับยอดทีมของโลกแล้ว
ตัดภาพกลับมาที่ฟุตบอลโลก 2026…
ครั้งนี้ ญี่ปุ่นไม่ได้เจอบราซิลในหน้ามังงะ แต่ต้องเจอกับของจริง
ขุนพลซามูไรบลูชุดนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในทีมชาติญี่ปุ่นที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ พวกเขายิงได้ 7 ประตูในรอบแบ่งกลุ่ม จบอันดับ 2 ของกลุ่ม F โดยมีแกนหลักอย่าง ไดจิ คามาดะ, ไดเซ็น มาเอดะ, อายาเซะ อูเอดะ, ฮิโรกิ อิโตะ และผู้รักษาประตู ไซออน ซูซูกิ ที่กำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม
ก่อนเริ่มฟุตบอลโลก ญี่ปุ่นเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเอาชนะบราซิลได้เป็นครั้งแรก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเอาชนะได้เลยจาก 14 นัดที่เจอกัน
แต่ชัยชนะครั้งนั้นเกิดขึ้นในเกมอุ่นเครื่อง
เพราะฟุตบอลโลกรอบน็อกเอาต์..มันคืออีกเรื่องหนึ่ง
ฝั่งบราซิลของ คาร์โล อันเชล็อตติ เริ่มกลับมาเข้าที่เข้าทาง (เมื่อเทียบกับวันที่บุกอุ่นแข้งพ่ายญี่ปุ่น) หลังเสมอโมร็อกโกในเกมแรก พวกเขาสามารถเก็บชัยชนะเหนือเฮติและสกอตแลนด์ คว้าแชมป์กลุ่ม C พร้อมแนวรุกที่กำลังร้อนแรง ทั้ง วินิซิอุส จูเนียร์, มาเตอุส คุนญา รวมถึงการกลับมาของ เนย์มาร์ ที่เติมมิติให้เกมรุกของทีมอีกครั้ง หลังพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ
ยิ่งไปกว่านั้น ประวัติศาสตร์บนเวทีฟุตบอลโลกก็ยังเข้าข้างบราซิลอยุ่ไม่น้อย
ทั้งสองทีมเคยพบกันมาแล้วในฟุตบอลโลก 2006 และวันนั้นบราซิลเป็นฝ่ายชนะ 4-1
สำหรับซามูไรบลู นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญ
ถ้าพวกเขาอยากสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และไปไกลกว่ารอบ 16 ทีมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เส้นทางก็หนีไม่พ้นการล้มทีมระดับบราซิลให้ได้
ในเรื่องราวจากมังงะ ญี่ปุ่นเคยก้าวข้ามกำแพงลูกนี้มาแล้ว
แต่ในโลกความจริง ‘ฟุตบอลโลก 2026’ ยังไม่มีใครเขียนฉากจบไว้ล่วงหน้า
แถมคำตอบก็ไม่ได้อยู่บนหน้ากระดาษของ อ.โยอิจิ ทาคาฮาชิ อีกต่อไป
แต่มันอยู่ที่ฝีเท้าของ 11 นักเตะชุดสีน้ำเงิน กับแท็กติกของ ฮาจิเมะ โมริยาสุ ที่จะลงไปเผชิญหน้ากับกำแพงลูกใหญ่ ในวันที่ 30 มิถุนายนนี้
ญี่ปุ่นจะก้าวข้ามบราซิล และเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ได้หรือไม่
คำตอบทุกอย่างจะอยู่ในสนามคืนนั้น


