×

Brad Pitt จากนักเรียนเอกโฆษณาสู่ ‘ตำนาน’ ฮอลลีวูดตัวจริงที่ชีวิตไม่เคยหยุดนิ่ง

18.12.2017
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

4 Mins read
  • แบรด พิตต์ (Brad Pitt) เรียนที่มหาวิทยาลัย University of Missouri เอกการโฆษณา แต่เพราะไม่เห็นอนาคตตัวเอง แบรดเลยตัดสินใจทิ้งทุกอย่างก่อนจะเรียนจบอีกแค่ไม่กี่เดือน และย้ายไปลอสแอนเจลิสเพื่อตามฝันในการเป็นนักแสดง
  • ในปี 1991 แบรดเริ่มแจ้งเกิดจากการเล่นหนัง Thelma & Louise โดยฉากเลิฟซีนก็กลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์แห่งป๊อป คัลเจอร์ยุค 90s ที่ทุกวันนี้คนยังนำมาเป็น Gif และ Meme
  • แต่ในปี 2005 หนังเรื่อง Mr. & Mrs. Smith ก็ได้ยกระดับโปรไฟล์ของแบรดในด้านการเป็นดารา ‘เซเลบ’ ถึงขั้นที่ดาราชายในฮอลลีวูดอาจไม่เคยสัมผัสมาก่อน และจนถึงทุกวันนี้หากเสิร์ชชื่อ ‘Brad Pitt’ ก็ต้องมีข่าว ‘ทุกวัน’
  • แบรดยังก้าวกระโดดมาเป็นโปรดิวเซอร์อันดับต้นๆ ของวงการกับบริษัท Plan B Entertainment ที่แบรดก่อตั้งในปี 2001
  • ด้านงานการกุศล แบรดก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญของวงการที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมได้เท่าๆ กับเพื่อนสนิทอย่าง จอร์จ คลูนีย์ (George Clooney)

 

 

ถ้าต้องพูดถึงบุคคลสำคัญของวงการฮอลลีวูดในแง่การแสดง ผลิตภาพยนตร์คุณภาพ และตกเป็นเป้าสายตาอยู่ 24 ชั่วโมง ก็ต้องยกให้ วิลเลียม แบรดลีย์ พิตต์ (William Bradley Pitt) หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม แบรด พิตต์ หนึ่งในดารานำชายที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของประวัติศาสตร์วงการหนังฮอลลีวูด

 

แบรด พิตต์ เกิดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมปี 1963 ที่เมืองชอว์นี ในรัฐโอคลาโฮมา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยคุณพ่อ วิลเลียม อัลวิน พิตต์ (William Alvin Pitt) ประกอบอาชีพเจ้าของบริษัทรถบรรทุก ส่วนคุณแม่ เจน แอตตา พิตต์ (Jane Etta Pitt) ทำงานเป็นที่ปรึกษาโรงเรียน โดยแบรดถูกเลี้ยงดูในครอบครัวที่นับถือนิกาย Southern Baptist Convention ของศาสนาคริสต์

 

พอแบรดเรียนจบจากโรงเรียนมัธยมปลาย Kickapoo High School ในรัฐมิสซูรี ที่เขาเป็นทั้งนักกีฬาและอยู่ชมรมโต้วาที เขาก็ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย University of Missouri ในสาขาสื่อสารมวลชน เอกการโฆษณา แต่เพราะไม่เห็นอนาคตตัวเองมีความสุขด้านนี้ แบรดเลยตัดสินใจทิ้งทุกอย่างก่อนจะเรียนจบอีกแค่ไม่กี่เดือน และย้ายไปลอสแอนเจลิสเพื่อตามฝันในการเป็นนักแสดง ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควรระหว่างปี 1987 ถึง 1991 ที่เขาต้องต่อสู้ ฝึกการแสดง รับบทประกอบในหนังและซีรีส์ต่างๆ และทำงานเป็นทั้งคนขับรถและมาสคอต

 

แต่พอในปี 1991 แบรดก็ได้เล่นหนังสุดคลาสสิกแนว Road Trip ผจญภัยอย่าง Thelma & Louise ของผู้กำกับ ริดลีย์ สกอตต์ (Ridley Scott) ที่แสดงนำโดยสองสาว ซูซาน ซาแรนดอน (Susan Sarandon) และ จีนา เดวิส (Geena Davis) โดยฉากเลิฟซีนที่แบรดถอดเสื้อ ใส่หมวกคาวบอย และถือไดร์เป่าผมก็กลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์แห่งป๊อป คัลเจอร์ยุค 90s ที่ทุกวันนี้คนยังนำมาเป็น Gif และ Meme จากหนังเรื่องนี้ ต่อมาแบรดก็เริ่มเป็นที่จับตามองและกลายเป็นอีกหนึ่ง Sex Symbol ของวงการจนถึงทุกวันนี้

 

Thelma & Louise

 

Seven

 

Fight Club

 

หลังจาก Thelma & Louise แบรดก็เริ่มได้บทแสดงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น Interview with the Vampire ที่เล่นกับ ทอม ครูซ (Tom Cruise) แต่หนังที่ถือได้ว่าทำให้เขาเป็นพระเอกอย่างเต็มตัวก็ต้องยกให้ Seven หนังสืบสวนสยองขวัญของผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ (David Fincher) ที่ทั้งคู่ได้กลายเป็นเพื่อนสนิท และแบรดก็ได้เล่นหนังอีกหลายเรื่องของเดวิด ทั้ง Fight Club ในปี 1999 ที่บทบาทตัวละคร ไทเลอร์ เดอร์เดน (Tyler Durden) ทำให้แบรดเป็นอีกหนึ่งไอคอนของยุค 90s ส่วนเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button (2008) ก็ทำให้เขาได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรก

 

ต่อมา แบรด พิตต์ ก็มีภาพยนตร์ออกมาเกือบทุกปี ซึ่งเขาฉลาดในการเลือกโปรเจกต์ที่แตกต่างกันออกไป และทำให้เห็นถึงชั้นเชิงในการแสดง มากกว่าแค่เป็นหนุ่มรูปหล่อตาฟ้าผมบลอนด์ ทั้งหนังฟอร์มยักษ์ไตรภาคอย่าง Ocean’s Eleven (2001) หนังรักอย่าง Meet Joe Black (1998) และ The Mexican (2001) หนังพีเรียดเรื่อง Troy (2004) หนังตลกเสียดสี Burn After Reading (2008) หนังดราม่า Babel (2006) หนังแอ็กชัน Spy Game (2001) หรือหนังแนวดราม่ากีฬาอย่าง Moneyball (2011)

 

แต่ในปี 2005 หนังแอ็กชันเรื่อง Mr. & Mrs. Smith ของผู้กำกับ ดัค ไลแมน (Doug Liman) ก็ได้ยกระดับโปรไฟล์ของแบรดในด้านการเป็นดารา ‘เซเลบ’ ถึงขั้นที่ดาราชายในฮอลลีวูดอาจไม่เคยสัมผัสมากก่อน และจนถึงทุกวันนี้หากเสิร์ชชื่อ ‘Brad Pitt’ ก็ต้องมีข่าว ‘ทุกวัน’ เพราะเรื่องนี้เขาแสดงกับ แอนเจลินา โจลี (Angelina Jolie) ช่วงเวลาที่กำลังหย่ากับ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน (Jennifer Anniston) ภรรยาที่แต่งงานกันมา 5 ปี และต่อมาแบรดก็ได้เริ่มคบกับแอนเจลินาและมีลูกด้วยกัน 6 คน (สามรับเลี้ยงเป็นลูก และสามของเขาเอง) การที่แบรดกับแอนเจลินามาคบกันก็เปรียบเหมือน ‘มหกรรม’ ที่สื่อเรียกคู่นี้ว่า ‘Brangelina’ โดยทุกฝีก้าวและทุกพรมแดงที่คู่นี้เดินก็กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ความสนใจในคู่นี้ถึงขั้นที่นิตยสาร Hello! และ People ยอมร่วมมือและทุ่มเงินสูงถึง 14 ล้านเหรียญเพื่อได้ลิขสิทธิ์ภาพของลูกคู่แฝด วิเวียน มาร์เชลลีน (Vivienne Marcheline) และ น็อกซ์ เลออน โจลี พิตต์ (Knox Léon Jolie-Pitt) ซึ่งเงินที่ได้มาก็นำไปสมทบทุนมูลนิธิ Jolie-Pitt Foundation ทั้งหมด

 

เทศกาลหนัง Cannes Film Festival

 

Mr. & Mrs. Smith

 

แต่ในช่วงเดือนกันยายนปี 2016 แอนเจลินาก็ได้ฟ้องหย่ากับแบรด ซึ่งก็ได้กลายเป็นข่าว Breaking News ที่ช่อง CNN หรือ BBC ก็ต้องรายงาน และสะท้อนถึงพลังของวัฒนธรรมป๊อปต่อสังคมทุกวันนี้ ที่คนให้ความสนใจทุกเสี้ยววินาที ทางแบรดได้พูดคุยและเปิดใจอย่างหมดเปลือกกับนิตยสาร GQ Style ของเครือ Conde Nast เมื่อกลางปีที่ผ่านมาว่า “เท่าที่ผมจำได้ ตั้งแต่ออกจากมหาวิทยาลัย ไม่เคยมีสักวันที่ผมจะไม่ดื่มเหล้า สูบกัญชา หรือต้องทำอะไรสักอย่าง” แบรดได้เริ่มเข้าการบำบัดรักษาตัวเอง (Therapy) หยุดดื่มเหล้า และพยายามประกอบร่างเพื่อเป็นพ่อที่ดีขึ้น

 

ไม่ใช่แค่การแสดงอย่างเดียวที่แบรดได้พัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ แต่วงการฮอลลีวูดก็นับถือความสามารถในการก้าวกระโดดมาเป็นโปรดิวเซอร์อันดับต้นๆ ของวงการ กับบริษัท Plan B Entertainment ที่แบรดก่อตั้งในปี 2001 (ร่วมกับ แบรด เกรย์ และอดีตภรรยา เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ที่ขายหุ้นคืนพอหย่าขาดกัน) บริษัทนี้ผลิตหนังออกมามากมายและเป็นที่ถูกใจของนักวิจารณ์ กวาดรางวัลมาหลายเวที อาทิ The Departed, 12 Years A Slave และ Moonlight ที่ทั้งสามเรื่องนี้ชนะภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ โดยในสองปีที่ผ่านมาทาง Plan B Entertainment ก็เริ่มทำหนังให้แพลตฟอร์มสตรีมมิงต่างๆ เช่น Amazon Studios กับหนังเรื่อง Brad’s Status ส่วน Netfix ก็มีซีรีส์เรื่อง Okja

 

งานแถลงข่าวองค์กร Make It Right Foundation

 

บ้านที่ถูกสร้างภายใต้องค์กร Make It Right Foundation

 

หันมาด้านงานการกุศล แบรดก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญของวงการที่ขับเคลื่อนสังคมได้เท่าๆ กับเพื่อนสนิทอย่าง จอร์จ คลูนีย์ (George Clooney) ก็ว่าได้ แบรดเลือกที่จะเป็นกระบอกเสียง สนับสนุนและบริจาคเงินให้กับหลากหลายองค์กรที่น่ายกย่อง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางวิทยาศาสตร์กับการค้นคว้าเรื่อง Stem Cell, การสนับสนุนเรื่องการแต่งงานของกลุ่ม LGTBQ, สนับสนุน บารัก โอบามา (Barack Obama) ช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดี และในปี 2007 ก็ก่อตั้ง Make It Right Foundation ที่ช่วยสร้างบ้านให้กับผู้ประสบภัยเหตุการณ์เฮอร์ริเคนแคทรีนา ในรัฐนิวออร์ลีนส์ ซึ่งทุกวันนี้องค์กรนี้ก็ยังคงดำเนินงานต่อไป ส่วนกองทุน Jolie-Pitt ที่เริ่มต้นในปี 2006 ด้วยเงิน 8.5 ล้านเหรียญก็ได้มีการบริจาคเงินมหาศาล ทั้งปัญหาผู้ลี้ภัยของ The United Nations (UN) หรือแผ่นดินไหวในประเทศเฮติ

 

อีก 70 ปีข้างหน้า ชื่อ ‘Brad Pitt’ จะถูกจารึกในหนังสือว่าอย่างไรให้ผู้คนรุ่นต่อไปได้เรียนรู้? เราเชื่อว่ามากไปกว่าแค่กล้ามหน้าท้อง การอยู่ในโปสเตอร์ที่หลายคนติดบนฝาผนังห้อง หรือตั้งเป็นโปรไฟล์ โฮมสกรีนในมือถือ แบรดได้เป็นมนุษย์หนึ่งคนที่สะท้อนพลัง อำนาจ บทบาท และพิษภัยของวงการบันเทิงฮอลลีวูดได้อย่างถี่ถ้วน ผ่านทุกกระบวนการแบบ 360 องศา เขาได้ทำให้เห็นว่าชีวิตในแสงแฟลช ถึงแม้จะมาพร้อมเงินทองและการได้บินเจ็ตส่วนตัว ขณะเดียวกันมันก็ทำให้คนเราเสียหลักได้เหมือนกัน เพราะดาราฮอลลีวูดไม่ใช่หุ่นยนต์ แต่เป็นมนุษย์ที่ต้องแบกภาระอันยิ่งใหญ่ ทำอะไรดีคนก็รักสุดหัวใจ ทำอะไรผิดนิดหนึ่งก็เหยียบย่ำจมดิน

 

แต่อย่างไรเราก็เชื่อว่า แบรด พิตต์ ยังจะก้าวหน้าต่อไปและท้าทายตัวเองอยู่เสมอ เหมือนที่เขาเคยพูดว่า “ตามธรรมชาติแล้ว ผมก็เลือกที่จะเดินหน้าต่อไป เพราะหลักการของผมคือคนเราต้องเป็นเหมือนฉลาม ต้องว่ายต่อไป อย่าได้หยุด”

 

งานเปิดตัวหนังเรื่อง War Machine ที่โตเกียวปี 2017

 

Photo: AFP

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories