×

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติหนุนรัฐบาลใช้พ.ร.ก.กู้เงินเน้น ‘การลงทุน’

05.05.2026
  • LOADING...
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (วิทัย รัตนากร) แถลงข่าวหนุนรัฐใช้ พ.ร.ก.กู้เงินเน้นการลงทุน

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมพิจารณาออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน โดยระบุว่า อยากให้มาตรการของรัฐมีสัดส่วนของ ‘การลงทุน’ มากพอสมควร เพราะจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

 

 
 

“รัฐบาลคงต้องชั่งน้ำหนัก ส่วนแบงก์ชาติเองก็อยากให้ส่วนที่เป็นเรื่อง ‘การลงทุน’ มีสัดส่วนพอสมควร แต่ก็เข้าใจว่า ปัจจุบันมีคนได้รับผลกระทบ เช่น คนฐานราก SME รายย่อย หรือภาคส่วนที่บริโภคน้ำมันสูงก็น่าจะเป็นกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลอย่างตรงเป้า” วิทัยกล่าว

 

ผู้ว่าการธปท.ยังระบุว่า ในการประชุมกนง.ครั้งที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ ได้ตัดสินใจเปิดเผยตัวเลขประมาณการ ‘มาตรการทางการคลังเพิ่มเติม’ ซึ่งกนง.ได้ตั้งสมมติฐานเม็ดเงินไว้ที่ 300,000 ล้านบาท เนื่องจากมองว่า ตัวเลขของธปท.ถือเป็นอ้างอิง (Reference) ที่สำคัญ จึงมีการหารือกันว่า ควรจะเผยแพร่ประมาณการด้าน ‘มาตรการทางการคลังเพิ่มเติม’ ด้วย หากต้องรอให้ถึงรอบการประเมินครั้งหน้าอาจจะ ‘ช้าเกินไป’

 

โดยวิทัยยังย้ำว่า ผลต่อเศรษฐกิจจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสัดส่วนเม็ดเงินที่จะลงที่การบริโภคหรือการลงทุน โดยหากเน้นการบริโภคก็จะเห็นผลระยะสั้นได้มาก แต่ในทางกลับกัน หากเน้นไปที่การลงทุนจะดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว แม้ระยะสั้นอาจเห็นผลน้อยกว่า

 

ทั้งนี้ ตามการประเมินของกนง. กรณีที่มีมาตรการทางการคลังเพิ่มเติม 300,000 ล้านบาท (ซึ่งครอบคลุมการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน รวมถึง โครงการคนละครึ่ง และการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ) เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.5% – 0.7% ในปี 2569 แต่จะปรับลดลงประมาณ 0.5% ในปี 2570 เนื่องจากผลของมาตรการหมดไป

 

ย้ำ ‘นโยบายการคลังแบบเฉพาะเจาะจง’ เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด

 

ผู้ว่าการธปท.ยังกล่าวอีกว่า เพื่อรับมือกับสงครามในตะวันออกกลางรอบนี้ ‘นโยบายการคลังแบบเฉพาะเจาะจง’ เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด เนื่องจากสงครามรอบนี้ได้สร้างผลกระทบด้านอุปทาน (Supply Shock) และมีลักษณะไม่เท่าเทียม (Uneven) โดยกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และ SME เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากกว่า เช่นเดียวอุตสาหกรรมก็ได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน เช่น ภาคการขนส่ง การท่องเที่ยว และปิโตรเคมี จะได้รับผลกระทบหนักกว่าภาคส่วนอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม ‘นโยบายการเงิน’ กลับมีลักษณะเป็น Blunt Tool ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่สามารถเจาะจงแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้

 

ธปท.เกาะติดหนี้ครัวเรือนใกล้ชิด-เตรียมมาตรการดูแลลูกหนี้ไว้แล้ว

 

วิทัยยังกล่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์หนี้ครัวเรือนใกล้ชิด และเตรียมมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางไว้แล้ว แต่จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นต้องออกมาตรการต่างๆ ในระดับเดียวกับช่วงโควิด

 

“วันนี้ ธปท.เกาะติดและเตรียมพร้อมอย่างใกล้ชิด ถ้าธปท.พบสัญญาณใดๆ ก็พร้อมจะงัดมาตรการต่างๆ ออกมา เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ฟ้า-ส้ม และ โครงการโอนทรัพย์ ชำระหนี้ (Asset Warehousing) เป็นต้น”

 

ผู้ว่าการธปท.กล่าวต่อว่า โดยหลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธปท. ก็พยายามเข้าไปประคองไม่ให้หนี้ดีไหลเป็นหนี้เสีย (NPL) มากขึ้น ผ่านการขอความร่วมมือให้ธนาคารให้รีบเข้าไปดำเนินการปรับปรุงหนี้ เช่น การลดการชำระต้นหรือดอกเบี้ยไปแล้ว รวมไปถึงใช้โครงการ SME Credit Boost หรือโครงการมีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง (SMEs Secure+)

 

แย้มลดเงินนำส่ง FIDF ได้ ‘หากจำเป็น’

 

ผู้ว่าการธปท.เปิดเผยอีกว่า ธปท.ยังมีอีกมาตรการที่สามารถใช้ในยามจำเป็นได้ คือ การให้สถาบันการเงินลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (Financial Institutions Development Fund หรือ FIDF) เนื่องจาก กลไกการลดเงินนำส่ง FIDF ก็สามารถลดดอกเบี้ยเงินกู้ได้เช่นกัน

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ได้รับทราบการปรับลดอัตราเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) สำหรับรอบการนำส่งปี 2569 ลงจาก 0.46% ลงไปเหลือ 0.32% ของฐานเงินฝากต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี เป็นเงิน 2.34 หมื่นล้าน

 

โดยเงินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เป็นกลไกใหม่ในการเติมสภาพคล่องผ่าน 2 โครงการหลัก แบ่งเป็นโครงการ ‘SME Credit Boost’ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ส่วนวงเงินที่เหลืออีก 3,000 ล้านบาท จะถูกใช้ในมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในพื้นที่สาธารณภัยร้ายแรงระดับ 4 ผ่านการพักชำระเงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อลดภาระหนี้และประคองสภาพคล่องให้กับลูกหนี้ในพื้นที่ประสบภัย

 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories