×

กทม. เตือนประชาชนรับมือ PM2.5 วันที่ 27 ม.ค. และ 1 ก.พ. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วน Work from Home

โดย THE STANDARD TEAM
26.01.2023

วานนี้ (25 มกราคม) ที่ห้องประชุมสำนักสิ่งแวดล้อม อาคารสำนักการโยธา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดีกรมอนามัย และพันศักดิ์ ถิรมงคล ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ ร่วมแถลงข่าวมาตรการรับมือฝุ่น PM2.5 ที่เพิ่มสูงในกรุงเทพมหานคร ช่วงวันที่ 26-27 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์นี้

 

พรพรหมกล่าวว่า กรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกับกรมอนามัย และกรมควบคุมมลพิษ แก้ไขสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ จะแบ่งเป็น การติดตามและแจ้งเตือนโดยการตั้งวอร์รูมแก้ปัญหา PM2.5 การเปิด Traffy Fondue เพื่อรับแจ้งปัญหาจากประชาชน การพยากรณ์สถานการณ์ฝุ่นล่วงหน้าเพื่อแจ้งเตือนประชาชน

 

โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาจากต้นตอของฝุ่นละออง PM2.5 เช่น ควันดำจากรถยนต์ การเผาชีวมวลจากการเกษตร การเผาในที่โล่ง และโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงการรณรงค์ส่งเสริมความรู้และเน้นย้ำข้อควรปฏิบัติและวิธีป้องกันตนเองจากฝุ่นละออง PM2.5 โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว 

 

ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุขของ กทม. เพื่อรองรับการให้บริการประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งหน่วยงานภาครัฐได้ร่วมมือกันอย่างเข้มข้นเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพฯ ร่วมกัน 

 

ด้านพันศักดิ์กล่าวว่า การเกิดฝุ่น PM2.5 เป็นวัฏจักรที่มักเกิดขึ้นในฤดูหนาว สำหรับในปีนี้กรมควบคุมมลพิษได้ติดตามคาดการณ์ล่วงหน้า 7 วัน พบว่าช่วงที่มีปัญหาเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม โดยในวันที่ 24 มกราคม เกิดพื้นที่สีส้ม (ระดับแจ้งเตือนเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ทั่วกรุงเทพฯ วันที่ 25 มกราคม คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ดีมาก เป็นพื้นที่สีฟ้า แต่ค่า PM2.5 จะเกินมาตรฐานอีกครั้งในวันที่ 27 มกราคม และจะเกิดพื้นที่สีส้มทั่วกรุงเทพฯ อีกครั้งในวันที่ 1 กุมภาพันธ์

 

ซึ่งปัญหานี้จะอยู่ไปจนถึงเดือนเมษายน ทางด้านกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ปีนี้มีความแห้งแล้งมากกว่าปีที่ผ่านมา เป็นปัจจัยส่งเสริมทำให้ PM2.5 อาจจะรุนแรงขึ้น ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาพบว่าเดือนที่มักจะมีความรุนแรงของ PM2.5 มากที่สุดคือเดือนกุมภาพันธ์ 

 

ส่วน ศักดา ตรีเดช ผู้อำนวยการส่วนนวัตกรรมคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ กล่าวถึงปัจจัยหลักของการเกิดฝุ่น ได้แก่ เพดานลอยตัวของอากาศ โดยข้อมูลจากอุตุนิยมวิทยาพบว่า เพดานอากาศต่ำกว่า 500 เมตร ทำให้เกิดสถานการณ์ PM2.5 เนื่องจากเพดานอากาศจะสูงขึ้นในฤดูร้อน และเพดานอากาศจะต่ำลงในฤดูหนาว 

 

ขณะที่ วรนุช สวยค้าข้าว รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงแนวทางของ กทม. กรณีค่าฝุ่น PM2.5 เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามแผนปฏิบัติการฯ 3 ส่วน ได้แก่ เฝ้าระวังและแจ้งเตือน กำจัดต้นตอ และแนะนำการป้องกันดูแลสุขภาพ ซึ่ง กทม. จะนำค่าระดับฝุ่นประกอบกับค่าการพยากรณ์ของกรมควบคุมมลพิษ เพื่อเป็นข้อมูลสถานการณ์ และนำมาใช้ในการวางแผนการทำงาน เป็น 4 ระดับ 

 

ระดับที่ 1 (ฟ้า) ค่าไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) จะใช้ 15 มาตรการ เช่น ตรวจไซต์ก่อสร้าง ตรวจโรงงาน ให้มีการฉีดพ่นน้ำเพื่อไม่ให้มีการฟุ้งกระจายของฝุ่น 

 

ระดับที่ 2 (เหลือง) ค่า 37.6-50 มคก./ลบ.ม. จะมีการเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจมากยิ่งขึ้น 

 

ระดับที่ 3 (ส้ม) ค่า 51-75 มคก./ลบ.ม. จะมีการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประสานงานขอความร่วมมือให้ทำงานแบบ Work from Home 60% รวมถึงลดงานและกิจกรรมที่เกิดฝุ่นละออง 

 

ระดับที่ 4 (แดง) ค่ามากกว่า 75 มคก./ลบ.ม. จะขอความร่วมทำงานแบบ Work from Home 100% เพราะเป็นการช่วยลดมลพิษได้เป็นอย่างมาก รวมถึงการปิดโรงเรียน เป็นต้น

 

วรนุชกล่าวอีกว่า ปีนี้ กทม. ได้ขยายคลินิกอนามัยเพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีอาการป่วยด้วยระบบทางเดินหายใจ จากเดิม 3 แห่งเป็น 5 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถแก้ปัญหาและรองรับสถานการณ์ได้ คือ คลินิกมลพิษทางอากาศโรงพยาบาลกลาง, คลินิกมลพิษทางอากาศโรงพยาบาลตากสิน, คลินิกมลพิษทางอากาศโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, คลินิกมลพิษทางอากาศโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ และคลินิกมลพิษทางอากาศโรงพยาบาลสิรินธร 

 

ประชาชนสามารถเข้าใช้บริการได้ทันที โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต้องระวังเป็นพิเศษ เช่น เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ ผู้มีโรคภูมิแพ้ หอบหืด เยื่อบุตาอักเสบ โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน สามารถเข้ารับคำปรึกษาและการตรวจรักษาได้ทันที 

 

ส่วนพรพรหมกล่าวทิ้งท้ายว่า ในปีนี้ กทม. ได้บูรณาการการทำงานเชิงรุกมากขึ้น มีการตรวจควันดำจากรถบรรทุกในพื้นที่ไซต์งานก่อสร้างอย่างเข้มข้น รวมถึงขอความร่วมมือประชาชนใช้บริการรถสาธารณะให้มากขึ้น โดยเฉพาะในวันที่ 27 มกราคม และวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ ที่ค่าฝุ่นในกรุงเทพฯ จะเป็นสีแดง 

 

ส่วนมาตรการที่จะให้ประชาชน Work from Home ในวันที่ค่าฝุ่นสูงนั้น กทม. ได้ทำหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขอความสมัครใจจากภาคเอกชน ซึ่งตอนนี้มี 11 บริษัทเอกที่สนใจและจะเข้าร่วม Work from Home  กับ กทม. รวมถึงได้แจ้งเตือนขอให้ประชาชนงดออกกำลังกายกลางแจ้ง 

 

ส่วนโรงเรียนขอให้ปิดหน้าต่าง และให้โรงเรียนงดทำกิจกรรมนอกอาคาร ขณะที่การสวมใส่หน้ากากอนามัย หากเป็นหน้ากากอนามัยปกติจะป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้น้อย หากเป็นหน้ากาก N95 จะสามารถกรองและป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้มากกว่า


READ MORE






Latest Stories