‘บีไอจี’ ผู้นำธุรกิจไฮโดรเจน มองวิกฤตตะวันออกกลาง เป็น ‘บทพิสูจน์’ พลังงาน เผยสถานการณ์ขณะนี้ ยังไม่ขึ้นราคาก๊าซ พร้อมช่วยลูกค้าบริหารต้นทุนพลังงาน พลิกโอกาสเปลี่ยนผ่านไฮโดรเจน-โซลูชัน Low Carbon รับเทรนด์โลก
ประเด็นสำคัญ
- วิกฤตตะวันออกกลางคือ ‘บทพิสูจน์’ แผนรับมือความมั่นคงพลังงาน
- ชูโมเดลไฮโดรเจนเมกะโปรเจ็กต์พลังงานนีออม (NEOM) ซาอุดีอาระเบีย
- ‘ทรานส์ฟอร์มองค์กร’ จากผู้จำหน่ายก๊าซสู่ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ
- เดินหน้า LNG แห่งที่ 2 เพิ่มกำลังผลิตก๊าซคาร์บอนต่ำ
- ชูแผนบริหารต้นทุนไปพร้อมกับลูกค้าทุกกลุ่มอุตสาหกรรม
ตั้งเป้าโต 10% ใน 3-5 ปี พร้อมปรับลุคสู่ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดประเทศ
วิกฤตตะวันออกกลางคือ ‘บทพิสูจน์’ แผนรับมือความมั่นคงพลังงาน
อรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) เปิดเผยถึงการบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางวิกฤตพลังงานว่า ความผันผวนของราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์
โดยเฉพาะจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ถือเป็นความท้าทายระดับโลก
สำหรับบีไอจีมองว่า นี่คือ ‘บทพิสูจน์’ ของความจำเป็นในการบริหารจัดการต้นทุน วางระบบพลังงาน ที่ควรต้องมีความยืดหยุ่นและยั่งยืนในระยะยาว โดยอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ เทคโนโลยี และการลดคาร์บอน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้จากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวน บริษัทไม่ได้มุ่งเพียงการสื่อสารกับลูกค้าและคู่ค้า หรือการปรับขึ้นราคาสินค้า แต่เลือกเข้าไปมีบทบาทในการช่วยลูกค้าบริหารจัดการด้านพลังงาน เพื่อลดต้นทุนในคราวเดียวกัน
ขณะเดียวกัน บีไอจี มองว่า นี่คือโอกาสของประเทศและบริษัทเองที่ควรมองถึงความมั่นคงระยะยาว โดยเฉพาะเทคโนโลยีไฮโดรเจน ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกสำคัญของโลกในยุค Green Energy
ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าโลกให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด (Clean Energy) และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) มากขึ้น แม้ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอาจยังไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ชูโมเดลไฮโดรเจนเมกะโปรเจ็กต์พลังงานนีออม (NEOM) ซาอุดีอาระเบีย
เนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุนและนโยบายในบางประเทศ ทว่า องค์กรระดับโลกอย่าง Air Products ได้เร่งลงทุนในพลังงานสะอาด โดยเฉพาะ ‘ไฮโดรเจนสีเขียว’ (Green Hydrogen) ซึ่งผลิตจากน้ำผ่านกระบวนการแยกด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
ตัวอย่างสำคัญคือโครงการในนีออม (NEOM) ประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวันและพลังงานลมในช่วงกลางคืนเพื่อผลิตไฮโดรเจนอย่างยั่งยืน
โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2027 อย่างไรก็ตาม แม้ไฮโดรเจนยังไกลตัวและมีราคาต้นทุนผลิตที่สูง แต่อนาคตไฮโดรเจนจะเป็นพลังงานทางเลือกสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และเป็นกลไกหลักของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก
ดังนั้นการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งนโยบายภาครัฐ มาตรการสนับสนุน และการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้งาน
‘ทรานส์ฟอร์มองค์กร’ จากผู้จำหน่ายก๊าซสู่ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ
สำหรับแผนธุรกิจ บีไอจีจะไม่จำกัดบทบาทเพียงผู้จำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรม แต่จะก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนาและขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำของประเทศ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน พร้อมเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security)
ประกอบกับบริษัทตั้งเป้ายกระดับสู่การเป็น Low-Carbon Industrial Gas & Energy Solution Provider โดยมุ่งขยายการลงทุนด้านก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและโซลูชันมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับกระบวนการผลิต
เช่น การใช้ออกซิเจนคาร์บอนต่ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ลดการใช้เชื้อเพลิงหลัก และลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งมีการใช้งานจริงแล้วในอุตสาหกรรมกระดาษและเหล็ก
ในด้านความร่วมมือระดับโลก การเป็นส่วนหนึ่งของ Air Products ซึ่งเป็นผู้นำด้านก๊าซอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีไฮโดรเจน ช่วยเสริมศักยภาพให้บีไอจีสามารถยกระดับจากผู้เล่นในประเทศสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Decarbonization Enabler)
โดยนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากอุตสาหกรรมพลังงานเข้มข้นทั่วโลก เช่น เคมี ปิโตรเคมี เหล็ก ซีเมนต์ และพลังงาน มาประยุกต์ใช้กับบริบทของไทยอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ บริษัทได้นำเทคโนโลยี Air Separation และ Hydrogen Production ที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูง รวมถึงโซลูชันก๊าซคาร์บอนต่ำ มาใช้ช่วยลูกค้าลดการปล่อยคาร์บอนในระดับกระบวนการผลิตจริง ไม่ใช่เพียงการชดเชยภายหลัง พร้อมทำงานร่วมกับลูกค้าในฐานะพาร์ตเนอร์ด้านการลดคาร์บอน เพื่อรองรับมาตรฐาน ESG และมีใบรับรองตามกฎระเบียบด้านคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก
เดินหน้า LNG แห่งที่ 2 เพิ่มกำลังผลิตก๊าซคาร์บอนต่ำ
อีกหนึ่งโครงการยุทธศาสตร์สำคัญคือ โครงการโรงแยกอากาศจากการใช้ประโยชน์ความเย็นจาก LNG แห่งที่ 2 (MAP2) ซึ่งร่วมลงทุนกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยนำความเย็นเหลือใช้จากกระบวนการแปรสภาพ LNG (Cold Energy Utilization) มาใช้ในการแยกอากาศ ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มเสถียรภาพการผลิตก๊าซในประเทศ และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
โรงงานดังกล่าวมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 และจะเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำกว่า 450,000 ตันต่อปี รองรับอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ปิโตรเคมี โลหะ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร
สะท้อนการลดคาร์บอนในระดับโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่โรงแยกอากาศแห่งแรก (MAP1) ที่จังหวัดระยอง ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 100,000 ตันต่อปี และผลิตก๊าซออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอนได้
ขณะที่การพัฒนา Hydrogen Economy บริษัทยังคงเดินหน้าผลักดันการใช้ไฮโดรเจนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคขนส่งและพลังงาน โดยร่วมมือกับ PTT Group และ Toyota ในการก่อตั้งสมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไฮโดรเจนในรูปแบบ Ecosystem ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
พร้อมทั้งทำงานร่วมกับภาครัฐในการสนับสนุนนโยบายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการนำไฮโดรเจนมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อเสริมความมั่นคงพลังงานของประเทศ
ทั้งนี้ การผลักดัน ‘ภาษีคาร์บอน’ (Carbon Tax) ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ภาครัฐควรสนับสนุน เพื่อกระตุ้นอุปสงค์โดยเฉพาะ การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ที่ใช้ไฮโดรเจน
ชูแผนบริหารต้นทุนไปพร้อมกับลูกค้าทุกกลุ่มอุตสาหกรรม
เมื่อถามว่า จากผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่มีต่อกลุ่มลูกค้าปิโตรเคมีช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจเผชิญปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน เป็นอย่างไร? อรลา ระบุว่า ลูกค้ามีการส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับการลดคำสั่งซื้อ แต่ยังไม่กระทบต่อยอดขายของบริษัทในปีนี้ เนื่องจากบริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างสมดุล
“ต้องบอกว่าต้นทุนขนส่ง มีสัดส่วนถึง 50% ของต้นทุนบีไอจี เราพยายามสื่อสาร บาลานซ์ต้นทุนกับลูกค้า ทั้งปิโตร เหล็ก รถยนต์ อิเล็กฯ และเราต้องให้กลุ่ม Health Care โรงพยาบาลจะเป็น Priority แรก เพราะใช้ก๊าซออกซิเจนเยอะ ซึ่งยังเพียงพอ ช่วงที่ผ่านมาเราไม่ขึ้นราคา แต่เดือนมิ.ย.จะมีเรือขนส่ง LNG เพิ่มเติมเท่าไร คงต้องประเมิน แต่สุดท้าย ถ้าลูกค้าอยู่ได้ เราก็อยู่ได้” อรลา กล่าว
ขณะเดียวกัน ยังคงติดตามสถานการณ์พลังงานโลก ใกล้ชิด ซึ่งเราเองก็เป็นหนึ่งในภาคธุรกิจพลังงาน ยังคงต้องติดตาม บริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง
ท้ายที่สุด แม้การพัฒนาไฮโดรเจนจะยังต้องใช้เวลาและปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน แต่ทิศทางของโลกที่ไม่แน่นอน อีกทั้งเผชิญภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน จะเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อรลา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตลอดระยะเวลา 30 ปี ในบีไอจี องค์กรมีความแข็งแกร่งจากทีมงานที่มีทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ เปรียบเสมือนทีมฟุตบอลที่มีทั้งกองหน้า กองกลาง และกองหลัง โดยความท้าทายเศรษฐกิจวันนี้ คือการทำให้บริษัทสามารถเป็นโซลูชันให้กับลูกค้า คู่ค้า และประเทศ ไปพร้อมกันได้”
ดังนั้น ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าเติบโต 10% จากฐานรายได้ปี 2568 ที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถปิดตัวเลขได้ตามเป้า

