วันนี้ (16 มิถุนายน) เวลา 16.20 น. ที่พรรคภูมิใจไทย ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมพรรคประจำสัปดาห์ ว่า พรรคภูมิใจไทยมีมติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราใน 2 ประเด็น คือ การยกเลิกหมวดการปฏิรูปประเทศ และการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการออกกฎหมายเกี่ยวกับภาษีท้องถิ่น เพื่อนำเงินจากภาษีของท้องถิ่นที่เก็บได้ไปบริหารและพัฒนาท้องที่ท้องถิ่นนั้นๆ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในเร็วๆ นี้ จะมีการเสนอเรื่องดังกล่าวต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการต่อไป และเมื่อบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมแล้ว แม้สมัยประชุมนี้อาจพิจารณาไม่ทัน แต่สมัยประชุมหน้าสามารถดำเนินการได้ทันที
เมื่อถามว่า จะต้องมีการทำประชามติหรือไม่ ศุภชัย กล่าวว่า ไม่ต้องทำประชามติ ซึ่งเป็นการเสนอเข้าสู่สภาตามปกติ เป็นการเสนอรายมาตรา ซึ่ง สส. ทำได้อยู่แล้ว เพราะไม่ได้เป็นการแก้ทั้งฉบับ ซึ่งเหตุที่จะยกเลิกหมวดการปฏิรูปประเทศ เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ การปฏิรูปประเทศที่อยู่ในรัฐธรรมนูญจะทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศได้อย่างทันท่วงที เพราะการแข่งขันของประเทศมีความจำเป็นต้องฉับไว อีกทั้งเครื่องมือต่างๆ ไม่ควรติดอยู่กับรัฐธรรมนูญที่เคยร่างมา ซึ่งวันนี้ไม่เหมาะสมแล้ว
ศุภชัย กล่าวด้วยว่า ขณะที่เรื่องภาษีท้องถิ่นมีกฎหมายลูกหลายฉบับ ซึ่งที่ผ่านมา ท้องถิ่นมีอำนาจในการดำเนินการหลายเรื่อง การเขียนมาตรา 3 เพิ่มเติมจะเป็นโอกาสที่ทำให้ท้องถิ่นเกิดการพัฒนาได้ดีขึ้น ความจริงวันนี้ต้องยอมรับว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น อุปสรรคอย่างหนึ่งคือเรื่องของงบประมาณแผ่นดินที่มีไม่มากพอ
ศุภชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ดินเขากระโดง ว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น ที่วันนี้ยังไม่ยอมหยุด ซึ่งวันนี้ผู้ที่อธิบายเรื่องเขากระโดงได้ชัดเจนที่สุด คือ ชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความ ที่อธิบายทุกอย่างตามขั้นตอนทางเฟซบุ๊กทุกวัน ทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานต่างๆ
รวมถึงแถลงของกรมที่ดินที่ชัดเจนว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เสนอแผนที่หนึ่งฉบับ เริ่มตั้งแต่กิโลเมตรแรกถึงกิโลเมตรที่ 2 ระบุว่า เขตของการรถไฟฯ จากราง 15 เมตร ส่วนหลักกิโลเมตรที่ 2 ถึงหลักกิโลเมตรที่ 4 จากราง 20 เมตร จากกิโลเมตรที่ 4 ไปถึงกิโลเมตรที่ 8 ระบุว่า 100 เมตร หากคิดกลับมาเป็นพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ไม่ใช่ 5,000 ไร่
นอกจากนี้ กรมที่ดินยังแถลงชัดเจนว่า ในเขตพื้นที่ที่อ้าง 15, 20 และ 100 เมตร กรมที่ดินไม่เคยออกเอกสารสิทธิ์ เพราะการรถไฟฯ อ้างว่าเป็นของตัวเอง แต่ถัดจากพื้นที่ที่การรถไฟฯ อ้าง และมีคนขอออกเอกสารสิทธิ์หรือโฉนดที่ดิน การรถไฟฯ ได้ไปชี้แนวเขตรับรองให้ประชาชนอยู่ในแนวเขตบริเวณจุดที่พ้นจากรัศมีที่ระบุไว้แล้วหลายร้อยแปลง หมายความว่า การรถไฟฯ ยอมรับว่านอกเขตดังกล่าวเป็นที่ของประชาชน
ศุภชัย กล่าวว่า วันนี้เป็นเรื่องที่ทั้งทนายอั๋นและพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ต้องเข้าไปรับรู้ว่าสิ่งที่ชนินทร์ชี้แจงมาไม่ถูกต้องตรงไหนก็โต้แย้ง แต่ทุกวันนี้ทั้งสองท่านไม่สนใจที่จะโต้แย้ง แต่ยังเดินหน้าเรื่องคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องเดิม และมีผู้ติดตามทั้งสองท่านหลงเชื่ออยู่ โดยที่ทั้งสองท่านทำแต่เรื่องการเมืองโดยไม่มีข้อเท็จจริง ตนจึงอยากให้ทั้งทนายอั๋นและพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ไปชี้แจงตอบโต้กับชนินทร์ว่า ข้อมูลที่มีอยู่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และพูดให้ประชาชนรับรู้ด้วยว่าเป็นอย่างไร
ศุภชัย กล่าวอีกว่า วันนี้พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ไม่ยอมพูดถึงเรื่องที่เคยไปถมดินถมหินไปยังที่ดินของตัวเองที่ริมแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่ประมาณ 1,500 ตารางเมตร แปลความได้อย่างหนึ่งว่า ศาลไม่เชื่อว่าที่ดังกล่าวเป็นที่งอกริมตลิ่งแบบที่พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ระบุ แต่เป็นพื้นที่ที่รุกล้ำเข้าไปในลำน้ำ ผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเดินเรือในน่านน้ำไทย ซึ่งศาลสั่งให้รื้อ
“วันนี้มีประชาชนหลงเชื่อมากมายว่าการดำเนินการของที่ดินเขากระโดงเป็นการบุกรุกที่หลวง ซึ่งเราเรียกร้องว่าให้รอกระบวนการยุติธรรม แต่ท่านก็ยังไม่หยุด และยังอ้างว่านายกรัฐมนตรีมีบ้านอยู่ตรงนั้นผิดกฎหมาย ซึ่งไม่มีหลักกฎหมายที่ไหนในโลกว่ามีทะเบียนบ้านอยู่ตรงนั้นจะผิดกฎหมาย จึงอยากฝากบอกพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ว่า กรณีที่จังหวัดกาญจนบุรี ริมแม่น้ำแควน้อย วันนี้เหมือนท่านทรงศีลเคร่งครัดในศีลธรรมบริสุทธิ์
แต่ขอถามกลับว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ทำจนศาลตัดสินแล้วสั่งให้รื้อแบบนั้นโกงหรือไม่โกง ดังนั้น ที่บอกว่า ‘โกงเจอกู’ เหมือนเป็นวาทกรรมที่หลอกให้คนเชื่อแล้วลงคะแนนให้เท่านั้น จริงๆ ไม่ควรมาเชิดหน้าชูตา แต่ขอให้ออกมาชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ อย่าทำตัวเป็นผู้บริสุทธิ์ อย่าทำตัวเป็นพระที่ขึ้นธรรมาสน์สอนคนอื่น มีผู้หลักผู้ใหญ่ฝากมาบอกว่า ถ้าจะขึ้นธรรมาสน์สอนธรรมะต้องล้างตีนก่อน” ศุภชัย กล่าว.


