ในวันที่ ‘สุขภาพ’ ไม่ใช่แค่การรักษาโรค แต่คือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน GDP โลก ภาคธุรกิจยักษ์ใหญ่ด้านสุขภาพและความงามระดับสากลเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ ล่าสุด บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือ BDMS ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ ลังโคม (Lancôme) แบรนด์เรือธงภายใต้ ลอรีอัล (ประเทศไทย) เพื่อรุกตลาดความงามและเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเข้าสู่ยุค Scientific Wellness อย่างเต็มรูปแบบ

‘Wellness Economy’ เครื่องยนต์ใหม่มูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์
การขยับตัวของสองยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่ขยับจาก ‘Reactive Healthcare’ หรือการรอให้ป่วยแล้วจึงรักษา ไปสู่ ‘Proactive & Preventive Health’ หรือการดูแลล่วงหน้าเพื่อยืดช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan)
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute ระบุว่า Wellness Economy มีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เซกเมนต์ที่มาแรงที่สุดอย่าง Personal Care & Beauty มีมูลค่าพุ่งทะลุ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 สะท้อนให้เห็นว่าความงามไม่ใช่เพียงเรื่องของรูปลักษณ์ แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ระบบนิเวศด้านสุขภาพ’ (Wellness Ecosystem) ที่ผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพื่อผลลัพธ์เชิงวิทยาศาสตร์ที่ลึกถึงระดับเซลล์

ตลาดไทยโตแรง 11% แซงค่าเฉลี่ยโลก
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจ Wellness ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะแตะ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดคือ Personal Care & Beauty ตามมาด้วยอาหารสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Wellness Tourism)
“ในทุกวิกฤตมีโอกาส เมื่อเกิดสงครามหรือโรคระบาด คนจะเริ่มตระหนักว่าเงินทองสำคัญน้อยกว่าสุขภาพ Wellness จึงเติบโตสวนทาง GDP โลก 2-3 เท่า ภารกิจของเราคือการทำให้ประเทศไทยเป็น ‘ดินแดนแห่งชีวิต’ เริ่มจากคนไทยต้องแข็งแรงก่อน แล้วจึงเชิญชวนคนทั่วโลกมามีสุขภาพดีที่บ้านเรา” นพ.ตนุพล กล่าว
แพททริค จีโร่ กรรมการผู้จัดการ ลอรีอัล ประเทศไทย พม่า ลาว และกัมพูชา เปิดเผยข้อมูลสำคัญด้านธุรกิจว่า ในปี 2026 ตลาดความงามและสกินแคร์ในประเทศไทยมีศักยภาพการเติบโตสูงถึง 11% ซึ่งนับว่าโดดเด่นอย่างมากเมื่อเทียบกับอัตราเติบโตเฉลี่ยของตลาดโลกที่อยู่เพียง 3.5% เท่านั้น
“ประเทศไทยมีรากฐานวัฒนธรรมด้านสุขภาวะที่เข้มแข็ง ผสมผสานกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความรู้เชิงลึก (Sophisticated Consumers) ซึ่งให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่พิสูจน์ได้จริงด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ทำให้ไทยยังคงเป็นศูนย์กลางธุรกิจความงามที่พร้อมรับนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ” แพททริคกล่าว
จาก ‘Timeless Beauty’ สู่ ‘Skin Longevity’
ยุทธศาสตร์ภายใต้แนวคิด ‘Timeless Beauty, Timeless Longevity’ คือการนำศาสตร์ L’Oréal Longevity Integrative Science™ ของลอรีอัล กรุ๊ป ที่วิจัยมานานหลายทศวรรษมาใช้ปลดล็อกความลับของผิวพรรณ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Biomarker-driven insights) เพื่อออกแบบการดูแลแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care)
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท มองว่านี่คือโอกาสสำคัญในการสร้าง Wellness Ecosystem ของไทยให้แข็งแกร่งขึ้น โดยมองว่าความงามเป็นผลลัพธ์ของสุขภาพที่ดีในระดับเซลล์ การรวมองค์ความรู้ด้านการแพทย์สมัยใหม่เข้ากับนวัตกรรมความงาม จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น Wellness Hub ของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง
ศัลยกรรมตกแต่งในฐานะตัวขับเคลื่อนคุณภาพชีวิต
นอกจากการดูแลระดับเซลล์แล้ว ข้อมูลจากงานแถลงข่าวยังชี้ให้เห็นเทรนด์การลงทุนใน ‘รูปลักษณ์’ ที่เปลี่ยนไป โดยศัลยกรรมตกแต่งยุคใหม่ได้ก้าวข้ามการเสริมความงาม ไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต (Function & Aesthetics) เช่น การแก้ไขภาวะหนังตาตกที่ส่งผลต่อการมองเห็น ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตประจำวันและสร้างความมั่นใจไปพร้อมกัน สะท้อนถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมศัลยกรรมที่อิงกับสุขภาพองค์รวมมากขึ้น
ความร่วมมือระหว่าง BDMS Wellness Clinic และ Lancôme ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวแคมเปญการตลาด แต่เป็นการปักหมุดหมายใหม่ของธุรกิจความงามในไทยที่ต้องขับเคลื่อนด้วย ‘ข้อมูล’ และ ‘วิทยาศาสตร์’ เพื่อคว้าโอกาสในเศรษฐกิจสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก

