บลจ.บัวหลวง (BBLAM) ประเมินว่าการลงทุนทั่วโลกนับจากนี้จะผันผวนมากขึ้น ปัจจัยหลักมีทั้งสัญญาณดอกเบี้ยที่ยังไม่นิ่ง ความกังวลต่อการระดมทุนของกลุ่ม AI สงครามในตะวันออกกลาง และการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ขณะที่ภาระหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นเร็วกำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ของตลาด โดยเฉพาะในยุโรปที่เริ่มเห็นเงินทุนไหลออก
ประเด็นสำคัญ
อิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน BBLAM ระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กำลังส่งสัญญาณที่ขัดกันเอง ฝั่งหนึ่งมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเติบโตดี แต่อีกฝั่งเงินเฟ้อยังสูง และยังเปิดทางขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง สิ่งนี้เป็นความเสี่ยงในตัวเอง เพราะดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงมากแล้ว หากขึ้นต่อจะกระทบทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทุกวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นเป็นสำคัญ
ล่าสุด Fed คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75–4.00% เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ด้วยมติ 10 ต่อ 2 เสียง โดยกรรมการ 2 รายที่โหวตค้านต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% BBLAM มองว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียงครั้งเดียวในเดือนธันวาคม ทำให้กรอบบนของดอกเบี้ยแตะจุดสูงสุดที่ 4.25% ขณะที่ตลาดคาดว่า Fed จะขึ้นอีก 2 ครั้งไปถึง 4.50%
ส่วนในไทย กนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย แต่เริ่มส่งสัญญาณว่าปีหน้าอาจต้องขึ้น BBLAM คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายไทยจะอยู่ที่ 1.00% ไปจนถึงสิ้นปีนี้ และจะขยับขึ้นเร็วที่สุดราวกลางปี 2570 อิสระมองว่า “ลำพังนโยบายดอกเบี้ยอย่างเดียวก็ทำให้ตลาดผันผวนขึ้นแน่นอนแล้ว”
AI ยังกำหนดทิศตลาด แต่โจทย์เปลี่ยนเป็น ‘เงินทุน’
ธีมหลักที่กำหนดผลตอบแทนของตลาดยังคงเป็น AI แต่หุ้นกลุ่มนี้ต้องพิสูจน์ต่อเนื่องว่าจะแบกรับเงินลงทุนมหาศาลไหวหรือไม่ ความกังวลต่อการระดมทุนของกลุ่ม Hyperscaler ที่หันไปกู้เงินจากตลาดมากขึ้นจึงเริ่มก่อตัว
ข้อมูลของ BBLAM ชี้ว่าความต้องการเงินทุนของผู้ให้บริการ GPU Cloud และ Neocloud เริ่มแซงหน้าแหล่งเงินที่มีอยู่ ข้อจำกัดในการเติบโตของ AI จึงเปลี่ยนจากเรื่องอุปกรณ์มาเป็นเรื่องการหาเงิน สะท้อนจากดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (SOX) ที่ร่วงลง 6.7% ภายในวันเดียวเมื่อ 22 ตุลาคม อิสระยอมรับว่าคำถามนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่ตลาดจะผันผวนมากขึ้นแน่นอน นักลงทุนจึงต้องมีแนวทางรับมือกับความผันผวนรูปแบบใหม่
หนี้ภาครัฐกดดันยุโรป ไทยได้เปรียบด้านวินัยการคลัง
อีกความเสี่ยงที่ BBLAM จับตาคือหนี้ภาครัฐ อิสระระบุว่ายุโรปกลายเป็นตลาดที่มีเงินทุนไหลออก (Outflow) สัปดาห์ที่ผ่านมาบอนด์ยีลด์ 10 ปีของฝรั่งเศสพุ่งขึ้น 21bps ไปที่ 5.02% ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2002 เนื่องจากงบประมาณยังหาข้อสรุปไม่ได้ ส่วนต่างระหว่างบอนด์ยีลด์ 10 ปีของฝรั่งเศสกับเยอรมนีจึงกว้างขึ้นไปราว 170bps BBLAM ยังคงมุมมองเชิงลบต่อค่าเงินยูโรในระยะกลาง และให้น้ำหนักหุ้นยุโรป (Euro Stoxx 50) เพียง ‘เป็นกลาง’ ส่วนหนึ่งเพราะความเสี่ยงหนี้สาธารณะ
ไทยอยู่ในทิศทางตรงกันข้าม บอนด์ยีลด์ไทยค่อนข้างนิ่งและไม่พุ่งขึ้นตามบอนด์ยีลด์โลก ยีลด์ 10 ปีอยู่ที่ 2.30% แม้ต่างชาติจะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยราว 9.8 พันล้านบาทในช่วง 19–22 ตุลาคม
“หนี้เราไม่ได้บอกว่าต่ำ คิดเป็นกว่า 60% ของ GDP แต่ถ้าเทียบยุโรป 100 กว่าๆ แล้ว อัตราการเพิ่มของหนี้ ที่อื่นเพิ่มกว่าเราเยอะ สุดท้ายเราจะเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงในเชิง Sovereign ไม่เยอะ” อิสระกล่าว
อิสระกล่าวต่อว่า นักลงทุนระยะยาวและนักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มาก หากการคลังไม่แข็งแรงจนถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ค่าเงินอาจได้รับผลกระทบหนัก และจะลากต้นทุนการทำธุรกิจทั้งระบบให้สูงขึ้นตามไปด้วย
เลือกตั้งกลางเทอมและ War Premium ตัวแปรที่ต้องจับตา
แบบจำลองของ BBLAM ซึ่งอิงคะแนนนิยมประธานาธิบดีที่ราว 36.9% ชี้ว่าพรรครีพับลิกันอาจเสียที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรราว 42 ที่นั่ง และมีแนวโน้มเสียเสียงข้างมากในสภาล่าง สถิติในอดีตพบว่าหลังเลือกตั้งกลางเทอม ตลาดหุ้นมักปรับตัวดี บอนด์ยีลด์ลดลง และดอลลาร์อ่อนค่า โดย BBLAM มองว่ารัฐบาลแบบแบ่งขั้ว (Divided Government) อาจช่วยให้บอนด์ยีลด์มีเสถียรภาพมากขึ้น
ความเสี่ยงอีกด้านคือ War Premium ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ยังยืนอยู่ที่ 110–115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเกิดการโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซและโรงงานในซาอุดีอาระเบีย หากเงินเฟ้อยังเร่งตัวตามราคาน้ำมัน ตลาดอาจผันผวนเพิ่มขึ้นอีก
หุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุด ปีหน้าอาจไม่ชนะโลก แต่มีโอกาสวิ่งขึ้นต่อ
อิสระประเมินว่าหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรแล้ว และเศรษฐกิจไทยก็ควรผ่านจุดต่ำสุดของการเติบโตแล้วเช่นกัน แบบจำลอง GDPNow ของ BBLAM ชี้ว่า GDP ไตรมาส 3/69 จะโตราว 2.5% (กรอบ 2.2–2.9%) เร่งขึ้นจาก 1.9% ในไตรมาสก่อน แรงหนุนมาจากการส่งออก การลงทุน และการบริโภค นี่ยังเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ตลาดเห็นการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียน ล่าสุดคาดการณ์ EPS ปี 2569 อยู่ที่ 112.7 บาท เพิ่มขึ้น 17.9% นับตั้งแต่ต้นปี
BBLAM คงเป้าหมาย SET Index สิ้นปี 2570 ที่ 1,680 จุด และมองว่าหากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรกระจายไปยังกลุ่มอื่นๆ ดัชนีมีโอกาสทะลุ 1,700 จุดขึ้นไป กลุ่มที่ต้องตามมาให้ได้คือกลุ่มพาณิชย์ เพราะสะท้อนการบริโภคซึ่งคิดเป็นราว 55% ของ GDP ทั้งนี้ BBLAM คาด GDP ไทยปีนี้โต 2.3–2.5% และชะลอลงเหลือ 2.1–2.2% ในปีหน้า
ส่วนคำถามว่าหุ้นไทยจะ Outperform หุ้นโลกได้ต่อในปีหน้าหรือไม่ อิสระมองว่า “ลำบากอยู่” เพราะปีนี้ดัชนีกับกำไรโตขึ้นมาพอๆ กัน ขณะที่ตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดโลกยังหนีไม่พ้นหุ้นเทค ซึ่งไทยมีอยู่ไม่มาก
“ไม่สำคัญว่าต้องชนะโลก แค่เราโตต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แล้วมีเสถียรภาพ เป็นสิ่งสำคัญกว่า นักลงทุนไม่ชอบอยู่อย่างเดียว คือความผันผวนที่คาดเดาไม่ได้” อิสระกล่าว พร้อมยกตัวอย่างตลาดเกาหลีที่ติด Circuit Breaker ทั้งขาขึ้นและขาลงสลับกัน จนกลายเป็นตลาดที่ “ลงทุนแล้วเหนื่อย”
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยน่าสนใจเพราะฟื้นตัวมาจากจุดที่ไม่มีใครคาดหวัง และมีหุ้นปันผลดีกระจายอยู่หลายกลุ่ม คล้ายตลาดสิงคโปร์ ซึ่งตรงกับความต้องการเสถียรภาพของนักลงทุนในตอนนี้
แนะสร้างกระแสเงินสด ลดพึ่งพาทิศทางตลาด
ร พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) เปิดเผยว่า BBLAM เตรียมเสนอขาย 2 กองทุนรวมใหม่ในรูปแบบ Fund of funds ที่ลงทุนแบบ Multi Asset เพื่อช่วยนักลงทุนที่ต้องเผชิญวิกฤตความผันผวนและความไม่แน่นอนจากการลงทุนที่สูงขึ้นมากในปัจจุบัน
กองทุนแรกคือ กองทุนเปิดบัวหลวง Global Diversified Income (B-GDI) มี Franklin Templeton เป็นผู้ออกแบบโครงสร้างและให้คำแนะนำการลงทุน กองทุนกระจายลงทุนทั้งตราสารหนี้และหุ้น เพื่อสร้างกระแสเงินสดจากดอกเบี้ย เงินปันผล และกลยุทธ์สร้างรายได้เพิ่มเติม และรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติไม่เกินปีละ 12 ครั้ง
รวมทั้งกองทุน เปิดบัวหลวง Global Absolute Return (B-GAR) มุ่งสร้างผลตอบแทนเป็นบวกในทุกสภาวะตลาด โดยคัดเลือกกองทุน Absolute Return จากผู้เชี่ยวชาญแต่ละกลยุทธ์ ทั้งแบบ Quantitative และ Discretionary ซึ่งหลายกองใช้กลยุทธ์ Long/Short ควบคู่กัน เสนอขายครั้งแรกระหว่าง 1–8 ธันวาคม 2569 ลงทุนขั้นต่ำ 500 บาท และไม่จ่ายเงินปันผล
ภาพ: Motion_Vision /

