×

ทำไมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธนาคารจึงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั้งประเทศ?

03.04.2026
  • LOADING...
ทำไมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธนาคารจึงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั้งประเทศ?

โลกของเราได้เจอการเปลี่ยนผ่านเกือบทุกมิติมาหลายศตวรรษ และในช่วงทศวรรษนี้ เราทุกคนก็ได้เป็นพยานการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลกลายเป็นกลไกหลักที่ขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

 

เมื่อเปลี่ยนเลนส์ไปในมิติเศรษฐกิจและการเงิน เรากำลังเข้าสู่ New Frontier ที่การชำระเงิน ธุรกรรมธุรกิจ และการเคลื่อนย้ายเงินทุนเปลี่ยนโฉมไปมาก แต่ในเวลาเดียวกัน ความวิวัฒน์ก็มาพร้อมความเสี่ยงใหม่ ทั้งภัยไซเบอร์ การฉ้อโกงด้วย AI และการปลอมแปลงตัวตนดิจิทัล

 

ความเสี่ยงเหล่านี้ผูกติดกับเสถียรภาพของเศรษฐกิจประเทศ และสถาบันที่ผูกติดกับเศรษฐกิจของประเทศทุกประเทศที่สำคัญมากก็คือ “ธนาคาร” ที่ต้องแข่งขันกับความเสี่ยงในรูปแบบดิจิทัล ทั้งในรูปแบบของการลงทุนในเทคโนโลยีและการพัฒนาสถาบันการเงินไปพร้อมกัน ถ้าขยับตัวช้าความเสี่ยงก็จะไม่ได้อยู่แค่เรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของตัวธนาคารเอง แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงโดยรวมของระบบเศรษฐกิจในภาพรวมอีกด้วย

 

ภัยทางดิจิทัลเพิ่มสูง ระบบและสถาบันการเงินต้องพัฒนาตาม

 

รายงาน Global Cybersecurity Outlook 2026 จาก World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่า การฉ้อโกงที่ขับเคลื่อนด้วยไซเบอร์ได้กลายเป็นความเสี่ยงหลักที่องค์กรทั่วโลกต้องเผชิญ โดยผู้บริหารระดับสูงกว่า 73% ยอมรับว่าตนเองหรือเครือข่ายธุรกิจเคยประสบเหตุการณ์ฉ้อโกงทางไซเบอร์ในปี 2025 นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการนำเนื้อหา Deepfake มาใช้ในการปลอมแปลงตัวตนและหลอกลวงทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมากทั่วโลก

 

ภาพประกอบแสดงถึงเทคโนโลยีธนาคาร การป้องกันภัยไซเบอร์ และความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ 1

 

นอกจากนั้นก็มีรายงาน Global Risks Report ของ World Economic Forum จัดความเสี่ยงด้าน Cybersecurity, Technological Disruption และ AI-related risks เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า

 

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี Deepfake และตัวตนสังเคราะห์กำลังถูกใช้หลอกลวงระบบการเงินมากขึ้น โดย Deloitte และองค์กรด้านความเสี่ยงทางการเงิน คาดว่าความเสียหายจากการฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับ Generative AI ในสหรัฐอเมริกาอาจสูงถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2027

 

ธนาคารกับการเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเศรษฐกิจประเทศ

 

ทั้ง 2 จุดเสี่ยงนี้ ทำให้ธนาคารในฐานะผู้ดูแลระบบการเงินและเป็น “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ต้องเร่งเสริมแกร่งเทคโนโลยี เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจส่งผลกระทบวงกว้างต่อประชาชน ธุรกิจ และเศรษฐกิจประเทศ และเพื่อค้ำจุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ตัวอย่างเช่น ระบบชำระเงิน UPI ของอินเดีย ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินระดับประเทศ เคยมีรายงานว่า ในเดือนพฤษภาคม 2024 เพียงเดือนเดียว มีเหตุการณ์ downtime ที่เกี่ยวข้องกับระบบธนาคารใน ecosystem ของ UPI มากกว่า 30 ครั้ง รวมเวลาหยุดชะงักกว่า 47 ชั่วโมง สะท้อนความท้าทายในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลที่มีธุรกรรมจำนวนมหาศาล

 

การหยุดชะงักของระบบสถาบันการเงินเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการหลีกเลี่ยง เพราะทำให้ธุรกรรมมหาศาลหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ร้านค้า และธุรกิจในวงกว้าง นอกจากนี้ ความไม่มั่นคงปลอดภัยของระบบการเงิน หรือข้อมูลรั่วไหล จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศด้วย

 

ทำไมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธนาคารจึงกลายเป็นการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบของเศรษฐกิจ?

 

ความผิดพลาดหรือการฉ้อโกงในระบบที่เคยเกิดขึ้นเฉพาะจุดในอดีตก็สามารถขยายผลได้รวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่า ระบบอัตโนมัติและดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพธุรกรรมทางการเงินมหาศาล แต่อีกด้านก็เพิ่มต้นทุนความผิดพลาดที่สูงมากเช่นกัน หากระบบล่มหรือถูกโจมตี ความเสียหายจะขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว

 

แนวโน้มของธนาคารทั่วโลกจึงมีการเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง รายงาน benchmark ของอุตสาหกรรมธนาคารจากองค์กรวิจัยหลายแห่ง เช่น McKinsey, Deloitte และ Celent ระบุว่า ธนาคารขนาดใหญ่ทั่วโลกมักจัดสรรงบลงทุนด้านเทคโนโลยีอยู่ที่ประมาณ 6-12% ของรายได้รวม เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบข้อมูล และความปลอดภัยไซเบอร์

 

ภาพประกอบแสดงถึงเทคโนโลยีธนาคาร การป้องกันภัยไซเบอร์ และความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ 2

 

ขณะเดียวกัน Gartner คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทั่วโลกในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6.08 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

AI คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการเงินที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกับคน

 

AI กำลังมีบทบาทในหลากหลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเรื่องการเงิน ตั้งแต่การตรวจจับการทุจริต การบริหารความเสี่ยง จนถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ซึ่งรายงานของ Gartner คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายด้าน AI ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2.52 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 เติบโตประมาณ 44% จากปีก่อนหน้า สะท้อนว่า AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

 

รายงาน Global Banking Annual Review 2025 ของ McKinsey ฉายภาพที่ชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับธนาคารที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน โดยกำไรรวมของอุตสาหกรรมธนาคารทั่วโลกอาจหดหายไปถึง 170,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือรายงานฉบับนี้ระบุว่ากำไรส่วนที่หายไป อาจไม่ได้ไปตกอยู่กับบริษัท Fintech หรือธนาคารคู่แข่ง แต่หายไปกับลูกค้าที่นำ AI มาใช้บริหารเงินของตัวเองได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น จึงเท่ากับว่าธนาคารในยุคนี้จะต้องมีความเข้าใจในตัวลูกค้าที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ด้วย AI และทรัพยากรข้อมูลที่ช่วยให้สามารถตอบโจทย์ของลูกค้า สร้างผลตอบแทนทางการเงินได้คุ้มค่ายิ่งขึ้นไปด้วย 

 

แต่ถึงแม้ว่าระบบอัตโนมัติและ AI จะเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มนุษย์ก็ยังคงเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนการทำงานที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเงิน ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่า AI มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ แต่ในส่วนของการตีความ บริบท การตัดสินใจที่ต้องอาศัยวิจารณญาณและการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ยังคงต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์

 

3 กรณีศึกษาจากธนาคารระดับโลกกับการลงทุนทั้งคนและ AI

 

คำถามจึงไม่ใช่ว่าธนาคารจะนำ AI มาใช้หรือเปล่า แต่คือจะบริหารสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับคนอย่างไร ธนาคารชั้นนำทั่วโลกได้พิสูจน์แนวทางนี้ผ่านการลงทุนจริง โดยเพิ่มงบประมาณด้านเทคโนโลยีเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบข้อมูล และศักยภาพบุคลากรให้พร้อมรับมือเศรษฐกิจดิจิทัลที่ซับซ้อนขึ้น

 

  • JPMorgan Chase ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเพิ่มงบลงทุนด้านเทคโนโลยีสำหรับปี 2026 เป็นประมาณ 19.8 พันล้านดอลลาร์ โดยส่วนหนึ่งของงบประมาณถูกใช้ในการพัฒนา AI ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง และเครื่องมือสำหรับวิศวกรซอฟต์แวร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร ขณะเดียวกันธนาคารยังลงทุนในการพัฒนาทักษะของบุคลากรด้านเทคโนโลยีและข้อมูลจำนวนมาก เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะและพัฒนาโซลูชันใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
  • HSBC ธนาคารระดับโลกที่เพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำ AI มาใช้ในระบบสำคัญของธนาคาร ตั้งแต่การตรวจจับการทุจริต การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อยกระดับการให้บริการลูกค้า ขณะเดียวกัน ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรควบคู่ไปกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยส่งเสริมทักษะด้านข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และความมั่นคงทางไซเบอร์ให้กับพนักงาน เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • DBS Bank ของสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในธนาคารดิจิทัลชั้นนำของโลก ได้ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและ AI สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับองค์กรกว่า 750 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ภายในปีเดียว พร้อมกับดำเนินโครงการพัฒนาทักษะพนักงานครั้งใหญ่ โดยฝึกอบรมบุคลากรให้มีความสามารถด้านข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และความมั่นคงทางไซเบอร์ เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ประเทศไทยกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจการเงินดิจิทัล

 

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตของธุรกรรมการเงินดิจิทัลสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยมีมูลค่าราว 6% ของจีดีพี และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน

 

การเข้ามาของระบบพร้อมเพย์ในปี 2559 ได้เปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของคนไทยอย่างถาวร จากธุรกรรมเงินสดสู่การโอนเงินและชำระเงินผ่านมือถือที่กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนตอนนี้มีผู้ใช้พร้อมเพย์มากกว่า 92 ล้านหมายเลข และมีการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ต่อวันเฉลี่ยสูงถึงกว่า 75 ล้านรายการ สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลได้กลายเป็นเส้นเลือดหลักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง

 

ทว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้มาพร้อมกับความเสี่ยงของภัยการเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้ภัยการเงินดิจิทัลกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ไม่อาจมองข้าม เพราะผู้ใช้บริการไม่ได้ต้องการเพียงแค่ความสะดวก แต่ยังต้องการ ‘ความมั่นใจในความปลอดภัยและความต่อเนื่อง’ ของเงิน ข้อมูล และธุรกรรม ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของธนาคารในยุคปัจจุบัน

 

“ธนาคารกสิกรไทย” ธนาคารที่ลงทุนในคนไปพร้อมกับเทคโนโลยี

 

ธนาคารกสิกรไทย (KBank) เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจในประเทศไทย โดยปัจจุบันแอปพลิเคชัน K PLUS มีผู้ใช้งานมากกว่า 24.2 ล้านคน เป็นแอปพลิเคชันธนาคารที่ได้รับความนิยมและมีผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศไทย  ซึ่งทำให้โครงสร้างพื้นฐานของธนาคารไม่ได้รองรับแค่ธุรกรรมองค์กรเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นระบบสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในชีวิตประจำวันของคนไทย 

 

ภาพประกอบแสดงถึงเทคโนโลยีธนาคาร การป้องกันภัยไซเบอร์ และความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ 3

 

ธนาคารกสิกรไทยมองว่าการลงทุนในเทคโนโลยีเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ โดยธนาคารมีค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีคิดเป็นประมาณ 8-10% ของรายได้รวม เพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ระบบความปลอดภัย และนวัตกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาในสามมิติสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยี บุคลากร และการกำกับดูแล ตัวอย่างเช่น

 

  • การนำ Predictive AI มาใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสินเชื่อและตรวจจับการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง โดยมีมนุษย์เป็นหัวใจสำคัญของการตีความและตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความเป็นธรรมสูงสุด
  • การพัฒนาเทคโนโลยี e-KYC หรือการยืนยันตัวตน ที่ได้รับมาตรฐานสากล iBeta Level 2 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกที่น้อยรายจะทำได้สำเร็จ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการยืนยันตัวตนของลูกค้า
  • การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ Upskill และ Reskill ด้าน AI และ Data Literacy เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของธนาคารว่า เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มศักยภาพของคนในการสร้างบริการทางการเงินที่ปลอดภัย รวดเร็ว และตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่มากยิ่งขึ้น
  • ยึดมั่นในการกำกับดูแลข้อมูลอย่างรับผิดชอบ โดยถือว่าความเป็นส่วนตัวของลูกค้าคือทรัพย์สินล้ำค่าที่ต้องปกป้อง การนำข้อมูลไปใช้จึงมุ่งเน้นเพียงเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ และยกระดับประสบการณ์ให้กับลูกค้าทุกคน ภายใต้หลักความโปร่งใสและกรอบ PDPA อย่างเคร่งครัด ไม่มีการนำข้อมูลลูกค้าไปใช้ประโยชน์ในทางอื่น

 

การลงทุนของธนาคารวันนี้คือความมั่นคงของเศรษฐกิจวันหน้า

 

เศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ยุคใหม่ (New Frontier) ที่มาพร้อมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ก็มีภัยไซเบอร์ ความเสี่ยงทางเทคโนโลยี และความผันผวนทางการเงินหลายมิติเกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้ความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน กลายเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

บทบาทของธนาคารจึงขยายไปไกลกว่าการให้บริการทางการเงิน แต่กำลังทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ค้ำจุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้คน ภาคธุรกิจ และระบบการเงินในภาพรวม

 

ด้วยเหตุนี้ การลงทุนในเทคโนโลยี ระบบความปลอดภัย และการพัฒนาบุคลากรจึงเป็นการลงทุนที่จำเป็นเพื่อรักษาความต่อเนื่องและความเชื่อมั่นของระบบการเงินในระยะยาว เช่นเดียวกับที่ธนาคารชั้นนำทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อรับมือกับความท้าทายในยุคเศรษฐกิจใหม่ ธนาคารที่ยังไม่ให้ความสำคัญในวันนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากการแข่งขันในอนาคต การลงทุนของธนาคารจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาระบบต่างๆ ขององค์กร แต่คือการรักษาเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนทั้งประเทศ

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories