×

‘กรุงเทพฯ แซนด์บ็อกซ์’ 15 ตุลาคม ความเป็นไปได้บนเงื่อนไขที่แทบเป็นไปไม่ได้

17.09.2021
กรุงเทพฯ แซนด์บ็อกซ์

หากนับจากวันที่ 16 มิถุนายน 2564 ที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศว่าจะเปิดประเทศภายใน 120 วัน กำหนดการที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หารือร่วมกับ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะเปิด ‘กรุงเทพฯ แซนด์บ็อกซ์’ รับนักท่องเที่ยวในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ถือว่าช้ากว่าเป้าหมายไปเพียง 1 วัน

 

ฝ่ายเศรษฐกิจเดินหน้าเต็มที่ แต่ ศบค. ยังไม่ตัดสินใจ ในขณะที่ฝ่ายสาธารณสุขในกระทรวงน่าจะกำลังเตรียมแผนเพื่อรองรับนโยบายเปิดประเทศอยู่ แต่ฝ่ายสาธารณสุขนอกกระทรวงเริ่มออกมาแสดงความกังวลถึงความพร้อมในการเปิดประเทศ ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ยังทรงตัว และความครอบคลุมของวัคซีนครบ 2 เข็มที่ยังต่ำอยู่ (37.9% ข้อมูล ณ วันที่ 14 กันยายน 2564)

 

กรุงเทพฯ แซนด์บ็อกซ์ คืออะไร

 

ชื่อโครงการนี้ทำให้เข้าใจได้ว่ามี ‘ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์’ เป็นต้นแบบ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการอนุญาตให้นักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบแล้วเดินทางเข้าประเทศโดยไม่ต้องกักตัว แต่จะต้องพักอยู่ในภายในจังหวัดก่อน 14 วัน (ต่อมามีการขยายโครงการเป็น 7+7) และประชาชนภายในจังหวัดจะต้องได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มมากกว่า 70%

 

คำว่า ‘แซนด์บ็อกซ์’ (Sandbox) หมายถึง ‘พื้นที่ทดลอง’ หรือพื้นที่นำร่องในการเปิดประเทศ ถึงแม้ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์จะเปิดเกาะมา 2 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการสรุปผลการทดลองหรือถอดบทเรียนให้จังหวัดอื่นนำไปต่อยอด ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุข เพราะในระยะหลังภูเก็ตเริ่มมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จนเหลือเตียงว่างสำหรับผู้ป่วยสีเขียวและสีแดงเพียง 10% และ 30% 

 

ผู้ที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวในแซนด์บ็อกซ์ต้องได้รับวัคซีนครบแล้ว ร่วมกับตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR จากประเทศต้นทาง และจะถูกตรวจในประเทศอีก 3 ครั้ง โรงแรมที่พักต้องผ่านมาตรฐาน SHA+ (มาตรฐานด้านสุขอนามัย + พนักงานได้รับวัคซีนอย่างน้อย 70%) และแบ่งการท่องเที่ยวออกเป็น 2 รูปแบบคือ ค้างในกรุงเทพฯ 14 วัน หรือในกรุงเทพฯ 7 วัน และในพื้นที่นำร่องอื่นอีก 7 วัน (7+7)

 

เดิมมีกำหนดเปิดในวันที่ 1 ตุลาคม แต่เนื่องจากทางกรุงเทพฯ ต้องการให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับวัคซีนครบเกิน 70% ก่อน โดยขณะนี้ถึงแม้จะฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 เกิน 70% ของจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร์แล้ว (ไม่นับประชากรแฝง) แต่วัคซีนเข็มที่ 2 คาดว่าน่าจะฉีดให้ถึงเป้าหมายดังกล่าวไม่ทัน ความเป็นไปได้คือ ต้องเป็นวันที่ 15 ตุลาคม และเปิดกรุงเทพฯ พร้อมกันทุกเขต

 

สถานการณ์ในกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร

 

การประเมินสถานการณ์การระบาดต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งด้านไวรัส คน และมาตรการควบคุมโรค กล่าวคือ 

 

  1. สายพันธุ์ของไวรัส 

ข้อมูลจากการเฝ้าระวังของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กันยายน พบว่าสายพันธุ์เดลตาเป็นสายพันธุ์หลัก (97.6%) ซึ่งมีความสามารถในการแพร่กระจายสูง หากเกิดการระบาด จำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

  1. จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 

ในสัปดาห์นี้เฉลี่ย 3,050 รายต่อวัน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนซึ่งประมาณ 3,700 รายต่อวัน ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตรายใหม่เฉลี่ย 40 รายต่อวัน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนซึ่งอยู่ที่ประมาณ 53 รายต่อวัน ถือว่ามีแนวโน้มลดลงทั้งคู่ แต่ข้อมูลที่ยังไม่มีการเผยแพร่เป็นประจำคือ จำนวนผู้ป่วยอาการรุนแรง และอัตราการครองเตียง ICU ซึ่งจะสะท้อนภาระงานของโรงพยาบาลได้มากกว่า

 

  1. ร้อยละการตรวจพบเชื้อ (%Positive) 

ในสัปดาห์ที่แล้วเท่ากับ 28.8% (ข้อมูล ณ วันที่ 11 กันยายน) เทียบกับ 31.3% ในสัปดาห์ก่อนหน้า และจุดสูงสุดเมื่อต้นเดือนสิงหาคมเท่ากับ 36.9% ถือว่ามีแนวโน้มลดลง แสดงว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงจริง แต่เนื่องจาก %Positive เกิน 5-10% แสดงว่าการตรวจหาเชื้อยังไม่เพียงพอ และมีโอกาสกลับมาเกิดการระบาดซ้ำได้อีกครั้ง

 

  1. ความครอบคลุมของวัคซีน 

ปัจจุบันในกรุงเทพฯ มีผู้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม มากถึง 95.7% ตามจำนวนประชากรในทะเบียนราษฎร์และประชากรแฝง แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วยังมีเพียง 37.9% ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากความล่าช้าในการส่งมอบวัคซีน และวัคซีน AstraZeneca ต้องเว้นระยะห่าง 10-12 สัปดาห์ ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนในช่วงแรกเพิ่งจะได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 กันในเดือนนี้ 

 

เป้าหมายของวัคซีนต้องเป็นเท่าไร

 

เนื่องจากสายพันธุ์เดลตาแพร่ระบาดเร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม ระดับภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ที่คาดหวังว่าจะหยุดการระบาดได้ต้องมากกว่า 80-90% ประกอบกับภูมิคุ้มกันจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้ภูมิคุ้มกันหมู่จึงอาจเกิดขึ้นได้ยาก แต่วัคซีนยังคงเป็นเครื่องมือที่สำคัญ เพราะแนวทางการอยู่ร่วมกับโควิด (Living with COVID) มีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตและอัตราป่วยตายเป็นหลัก

 

ทว่าการติดตามความครอบคลุมของวัคซีนจะต้องเปลี่ยนจาก ‘ประชาชนทั่วไป’ เป็น ‘กลุ่มเสี่ยงต่ออาการรุนแรง’ ด้วย คือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป, ผู้มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค และหญิงตั้งครรภ์ (กระทรวงสาธารณสุขเรียกว่ากลุ่ม 608) และเป้าหมายควรเป็นวัคซีนครบ 2 เข็มให้มากที่สุด ขณะนี้มีผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ ที่ได้รับวัคซีนครบแล้ว 276,763 คน หรือคิดเป็น 26.6% 

 

ส่วนผู้มีโรคประจำตัวได้รับวัคซีนครบแล้ว 229,305 คน หรือคิดเป็น 17.0% (ข้อมูล ณ วันที่ 14 กันยายน 2564) ซึ่งความครอบคลุมในทั้งสองกลุ่มถือว่าต่ำกว่าในประชาชนทั่วไป หากต้องการเปิดเมืองอย่างมั่นใจว่าผู้ป่วยอาการหนักจะไม่กลับไปล้นโรงพยาบาลอีก จำเป็นต้องเร่งรัดการฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยงนี้ก่อน และอาจพิจารณาฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น หากได้รับวัคซีนครบเกิน 6 เดือนไปแล้ว

 

สถานการณ์ในกรุงเทพฯ สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อนับตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมเป็นต้นมาถือว่าดีขึ้น แต่ยังสูงกว่าช่วงก่อนการระบาดระลอกเมษายน 2564 ส่วนความครอบคลุมของวัคซีนเข็มที่ 2 ขณะนี้ยังถือว่าต่ำอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงต่ออาการรุนแรง ส่วนจะครบตามเป้าหมายเมื่อใด หน่วยงานที่มีข้อมูลยี่ห้อและจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกไปแล้วควรคาดการณ์และเผยแพร่ต่อสาธารณะ

 

ข้อพิจารณาอื่นๆ ในการเปิดเมือง

 

ข้อสังเกตหนึ่งจากภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์คือ การระบาดในระยะหลังน่าจะไม่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างประเทศ เพราะนักท่องเที่ยวได้รับการตรวจหาเชื้อตั้งแต่วันแรกที่มาถึง และตรวจซ้ำอีก 2 ครั้ง โดยตั้งแต่เริ่มดำเนินการมา มีนักท่องเที่ยวทั้งหมด 27,216 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 2 กันยายน) พบผู้ติดเชื้อเพียง 85 ราย คิดเป็น 0.31% และส่วนใหญ่ตรวจพบเชื้อภายใน 7 วันแรก

 

ซึ่งน่าจะสามารถควบคุมโรคได้ทันเวลา ในขณะที่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นคนไทย และผู้เสียชีวิตมักเป็นผู้สูงอายุ แสดงว่ามีการระบาดเข้าไปในระดับครอบครัว ดังนั้น การระบาดในแซนด์บ็อกซ์น่าจะเริ่มต้นจากผู้ติดเชื้อที่ตกค้างในชุมชน และเกี่ยวข้องกับการเปิดกิจกรรม/กิจการที่ผ่อนคลายมากขึ้นในพื้นที่ (ถ้ามีการถอดบทเรียนจะดีมากว่าสถานที่เสี่ยงที่จังหวัดอื่นต้องเฝ้าระวังคือสถานที่ใดบ้าง) 

 

แต่บทเรียนที่ผ่านมาของกรุงเทพฯ มี 5 สถานที่เสี่ยงหลักคือ สถานบันเทิง ตลาด โรงงาน แคมป์ก่อสร้าง และชุมชนแออัด ถ้าจะเปิดกรุงเทพฯ มาตรการควบคุมและป้องกันโรคในสถานที่เหล่านี้ต้องมีความชัดเจน ทั้งการตรวจหาเชื้อ การสอบสวนโรค และการแยกกักโรค (Test, Trace and Isolation: TTI) และการฉีดวัคซีน ที่สำคัญจะต้องคำนึงถึงการเดินทางข้ามพื้นที่จากเขตปริมณฑลด้วย

 

ถึงแม้แนวคิดการอยู่ร่วมกับโควิดจะเลิกให้ความสำคัญกับจำนวนผู้ติดเชื้อ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะลดจำนวนการตรวจหาเชื้อลง ในทางกลับกันควรจะเพิ่มการตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจ ATK โดยเฉพาะอาชีพที่สัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวหรือคนจำนวนมาก เพื่อให้ตรวจจับการระบาดได้เร็ว และต้องเตรียมความพร้อมสถานที่แยกกักและระบบดูแลผู้ติดเชื้อ เช่น HI/CI หลังจากนั้นด้วย

 

ล่าสุดวันที่ 17 กันยายน พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกำหนดการเปิดกรุงเทพฯ แซนด์บ็อกซ์ ในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ว่า ต้องให้ ‘ปลอดภัย’ ก่อน ซึ่งขยายความว่า ประชาชนจะต้องได้รับวัคซีนครบเกิน 70% ทั้งนี้ ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ภาครัฐกำหนดไม่ได้ หากกรุงเทพฯ ได้รับการจัดสรรวัคซีนอย่างเพียงพอ มีระบบกระจายวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ และเน้นที่กลุ่มเสี่ยงต่ออาการรุนแรงเป็นลำดับแรก

 

อ้างอิง:


READ MORE






Latest Stories