วานนี้ (2 กันยายน) มูลนิธิกระจกเงา ในนามโครงการจ้างวานข้า ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก สะท้อนมุมมองนโยบายการจัดการปัญหาคนไร้บ้านของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายหลังหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวง พม., เทศกิจ, ทหาร, ตำรวจ และอาสารักษาดินแดน สนธิกำลังจัดระเบียบคนไร้บ้านบริเวณถนนราชดำเนินและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเข้มข้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 7
มูลนิธิกระจกเงาระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการนำกำลังเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบจำนวนมากเข้าไปชักชวนคนไร้บ้านเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือ ซึ่งในมุมของคนไร้บ้าน นี่คือคำเชื้อเชิญที่ปฏิเสธไม่ได้ โดยปลายทางของปฏิบัติการนี้คือการนำคนไร้บ้านไปพักพิงที่ ‘บ้านอิ่มใจ’ ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักตามนโยบายของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในการดูแลที่พักอาศัย สุขภาพ และการจัดหางาน
อย่างไรก็ตาม ทางมูลนิธิฯ ได้ตั้งคำถามตัวโตว่า ปัจจุบัน ‘บ้านอิ่มใจ’ มีสถานะพร้อมเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านได้จริงหรือไม่ โดยได้ชำแหละปัญหาเชิงโครงสร้างออกเป็น 3 มิติหลัก
มิติพื้นที่พักอาศัย: วิกฤตแออัด-คนต้องนอนพื้นปูน แม้บ้านอิ่มใจจะถูกออกแบบให้รองรับผู้ชาย 100 คน และผู้หญิง 100 คน แต่ข้อมูลล่าสุด (1 กันยายน) พบว่ามีคนไร้บ้านทะลักเข้ามาถึง 205 คน ส่งผลให้มีผู้ที่ได้ขึ้นนอนบนอาคารเพียง 94 คน ขณะที่อีก 111 คน ต้องนอนบนพื้นปูนไร้หลังคานอกตัวบ้าน เนื่องจากบางรายเป็นผู้สูงอายุ พิการ ป่วย หรือทนความแออัดและการทะเลาะเบาะแว้งในเรือนนอนไม่ไหว สภาพปัจจุบันของบ้านอิ่มใจจึงเข้าสู่สภาวะระบบรวน ไม่สามารถจัดการรายกรณี (Case Management) ได้ทันท่วงที เพราะระบบถูกออกแบบมาเน้นผลเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ
มิติสุขภาพ: ตรวจเบื้องต้นแต่ไร้การส่งต่อ แม้จะมีการตรวจสุขภาพเบื้องต้น แต่ขาดกระบวนการส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการส่งต่อเคสไปยังโรงพยาบาลสังกัด กทม. ยังคงติดขัด ประกอบกับบ้านอิ่มใจไม่มีผู้จัดการรายกรณี (Case Manager) ที่จะคอยดูแลและพาคนป่วยไปรักษา การเพิ่มจำนวนคนไร้บ้านเข้ามาอีกเท่าตัวจากการจัดระเบียบ จึงยิ่งทำให้ระบบดูแลสุขภาพของบ้านอิ่มใจแทบจะเป็นไปไม่ได้
มิติการจัดหางาน: อัตราสำเร็จเพียง 5% จากข้อมูลยอดสะสมผู้ใช้บริการบ้านอิ่มใจ 605 คน มีเพียง 34 คนเท่านั้นที่ยังคงทำงานอยู่ในระบบ (คิดเป็นความสำเร็จเพียง 5.62%) สาเหตุหลักมาจากการฝึกอาชีพที่เน้นทักษะการเป็นผู้ประกอบการ เช่น ชงน้ำหวาน ทำขนม ตัดผม ซึ่งเป็นไปได้ยากสำหรับคนไร้บ้านที่ไร้เงินทุนเริ่มต้น นอกจากนี้ ปัจจัยด้านอายุและสุขภาพยังทำให้พวกเขาไม่เป็นที่ต้องการของนายจ้างเอกชน จนทำให้คนไร้บ้านจากบ้านอิ่มใจหลายสิบชีวิตต้องหันมาสมัครงานกับโครงการ ‘จ้างวานข้า’ ของมูลนิธิกระจกเงาแทน
ในช่วงท้าย มูลนิธิกระจกเงาได้เสนอทางออกว่า วิธีการสร้างงานให้กับคนไร้บ้านที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ กรุงเทพมหานครต้องเป็นผู้จ้างงานนั้นเสียเอง
พร้อมสรุปบทเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่า ในสภาวะปกติ ระบบของบ้านอิ่มใจก็ทำงานอย่างติดขัดอยู่แล้ว การที่ กทม. และหน่วยงานอื่นผนึกกำลังต้อนคนไร้บ้านประหนึ่งเชลยศึกเข้าสู่ระบบภายในเวลาเพียง 7 วัน จนจำนวนผู้คนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว ย่อมนำไปสู่จุดจบเดียวคือ ระบบล่มและพังทลายลงในไม่ช้า หากไม่มีการทบทวนนโยบายอย่างเร่งด่วน


