×

ผอ.กกต.กทม. เผยหากชัชชาติลาออก ต้องเลือกผู้ว่าฯคนใหม่ภายใน 60 วัน ยืนยันไทม์ไลน์เดิม 28 มิ.ย. 69 ย้ำบัตรเลือกตั้งไม่มี QR Code

โดย THE STANDARD TEAM
16.05.2026
ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ว่าที่ร.ต. สัมพันธ์ แสงคำเลิศ

วันนี้ (16 พฤษภาคม) ว่าที่ร.ต. สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เตรียมยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อลาออกจากตำแหน่ง ว่า ตามระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อมีการลาออกต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้วจะมีผลนับถัดจากวันที่ลาออก และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 60 วัน ในระหว่างนี้ปลัด กทม. จะรักษาการผู้ว่าฯ ไปด้วย

 

ว่าที่ร.ต. สัมพันธ์ ระบุว่า ในห้วงระยะเวลาอยู่ใกล้เคียงในช่วงครบวาระ 20 พ.ค. เพราะฉะนั้นเมื่อเสนอมาให้ความเห็นชอบผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครก็ให้ความเห็นชอบในการเลือกตั้ง ส.ก. คราวเดียวกัน ในส่วนของงบประมาณการจัดการเลือกตั้งของกรุงเทพมหานครครั้งนี้ ได้ตั้งงบประมาณไว้จำนวน 294 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากครั้งที่ผ่านมา ซึ่งใช้ประมาณ 280 ล้านบาท โดยงบประมาณดังกล่าวจะใช้ในการบริหารจัดการหน่วยเลือกตั้ง อุปกรณ์ บุคลากร และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ซึ่งน่าจะรับสมัครวันที่ 28 พฤษภาคม 69 พร้อมกัน และเลือกตั้ง 28 มิถุนายน 69 เพื่อประหยัดงบประมาณ

 

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ยืนยันว่ามีผู้ตรวจการเลือกตั้งแน่นอน และในส่วนของโครงสร้างการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. จะมีตนในฐานะผู้กำกับการเลือกตั้ง และจะมีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานครอีก 5 คน โดยมี ปลัด กทม. เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร รวมถึงมีองคาพยพอนุกรรมการในแต่ละเขต 50 เขตเลือกตั้ง

 

ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานครตอนนี้อยู่ระหว่างการประชุม เนื่องจากมีคำสั่งแต่งตั้งเมื่อวาน จึงอยู่ระหว่างการคัดเลือกสรรหาใครเป็นประธานและจะมีการส่งให้ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครออกคำสั่งแต่งตั้งต่อไป โดยจำนวนประชากรที่มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ที่ 4,507,523 คน ซึ่งใกล้เคียงกับการเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมา จำนวนหน่วยเลือกตั้งอยู่ที่ 6,629 หน่วย (เพิ่มจากหน่วย สส. 99 หน่วย) สำหรับสถานที่รายงานผลคะแนน คือ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

 

ส่วนการรับสมัครก็คือวันที่ 28 พฤษภาคม-1 มิถุนายน 69 สถานที่ คือ อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร และจะมีการซักซ้อมการรับสมัครในวันที่ 27 พฤษภาคม 69 การจับฉลากรอบนี้จะจับฉลากพร้อมกันทั้ง 51 จุด การจัดส่งบัตรจะมีการส่งวันที่ 18 มิถุนายน โดยไปรษณีย์ไทยและมีรถตำรวจนำ

 

ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ ยืนยันว่ารูปแบบบัตรเลือกตั้งรอบนี้ ไม่มี QR Code แน่นอน เพราะระเบียบเลือกตั้งท้องถิ่นใช้การประทับตราแบบตีตรายาง ตามระเบียบ ซึ่งเป็นคนละฉบับ

 

ส่วนกรณีของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หรือ First Vote โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ และผู้ที่มีการย้ายทะเบียนบ้านข้ามเขตแต่ยังอยู่ไม่ถึง 1 ปีนั้น ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ ระบุว่า กกต.จะประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า 25 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบรายชื่อของตนเอง โดยผู้ที่ย้ายข้ามเขตและอยู่ในทะเบียนบ้านไม่ครบ 1 ปี จะยังไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากยังไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่กำหนดระยะเวลาไว้เพียง 90 วัน และประชาชนสามารถยื่นคำร้องเพิ่มชื่อหรือถอนชื่อได้ก่อนวันเลือกตั้งตามขั้นตอนที่กำหนด

 

ส่วนการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูฝน ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ ระบุว่า ขณะนี้ได้พยายามลดการใช้เต็นท์เป็นหน่วยเลือกตั้งให้น้อยที่สุด โดยอยู่ระหว่างประสานงานเพื่อย้ายหน่วยเลือกตั้งเข้าสู่พื้นที่ภายในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน วัด หรือห้างสรรพสินค้า เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางมาใช้สิทธิได้สะดวกและไม่ต้องเผชิญปัญหาฝนตก ซึ่งในบางพื้นที่โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า ยังต้องหารือเพิ่มเติมเรื่องการเปิดสถานที่ตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อรองรับการลงคะแนน

 

สำหรับกรณีการจัดทำโพลเลือกตั้ง ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ ย้ำว่า การสำรวจความคิดเห็นจะต้องเป็นโพลทางวิชาการ มีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ชัดเจน ไม่ใช่การจัดทำขึ้นมาโดยไม่มีที่มาหรือไม่มีหลักวิชาการรองรับ และตามกฎหมายเลือกตั้ง ห้ามเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันเลือกตั้ง คือวันที่ 28 มิถุนายน หากมีการเผยแพร่ข้อมูลที่เข้าข่ายจูงใจ หลอกลวง หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับคะแนนนิยมของผู้สมัคร อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 65 ซึ่ง กกต. จะพิจารณาจากพฤติการณ์และเจตนาเป็นสำคัญ

 

สำหรับเรื่องผู้ช่วยหาเสียง หากเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะกำหนดจำนวนผู้ช่วยหาเสียงได้ไม่เกิน 20 คน แต่สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น เช่น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ไม่ได้มีการกำหนดจำนวนผู้ช่วยหาเสียงไว้ แต่ผู้สมัครจะต้องระมัดระวังไม่ให้การช่วยเหลือนั้นเข้าข่ายการซื้อเสียงหรือให้ประโยชน์ตอบแทนในลักษณะต้องห้าม

 

ส่วนกรณีของอินฟลูเอนเซอร์หรือยูทูบเบอร์ที่ออกมาช่วยเชียร์ผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ ระบุว่า ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการช่วยหาเสียง หากมีการว่าจ้างหรือมีค่าใช้จ่าย ผู้สมัครจะต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง และแม้จะไม่มีการจ่ายเงินจริง แต่หากเป็นการช่วยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ก็ยังถือเป็นการรับให้ที่ต้องประเมินมูลค่าและแจ้งต่อ กกต. เช่นเดียวกับการใช้รถโฆษณาหาเสียงหรือรถแห่ แม้เจ้าของรถจะช่วยฟรี แต่หากตามปกติมีมูลค่าการให้บริการวันละ 1,500 ถึง 3,000 บาท ก็ต้องนำตัวเลขดังกล่าวมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัครเช่นกัน

 

นอกจากนี้ การหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านบัญชีต่าง ๆ เช่น Facebook, LINE, Instagram และ TikTok ผู้สมัครจะต้องแจ้งบัญชีที่จะใช้หาเสียงต่อ กกต. ก่อนดำเนินการ รวมถึงการจัดเวทีปราศรัยหรือการโฆษณาทุกประเภทก็ต้องแจ้งล่วงหน้าตามขั้นตอนเช่นกัน โดยในทางกฎหมายจะมีการแยกชัดเจนระหว่าง ผู้ช่วยหาเสียง และ ผู้สนับสนุน ซึ่งหากมีการช่วยเหลือในลักษณะสนับสนุน ก็อาจต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด

 

ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ ยังเตือนว่า หากมีบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป อินฟลูเอนเซอร์ หรือยูทูบเบอร์ ออกมาช่วยเชียร์ผู้สมัครอย่างต่อเนื่องผ่านการไลฟ์สดหรือการประชาสัมพันธ์ โดยผู้สมัครรับรู้หรือยินยอม ผู้สมัครจะต้องนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมารวมในบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างผู้สมัครทุกคน ไม่ว่าผู้สมัครจะมีฐานะทางการเงินมากหรือน้อย หากไม่ดำเนินการ อาจถูกมองว่าได้รับประโยชน์โดยไม่แจ้ง และเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งได้

 

พร้อมกันนี้ ยังขอให้ผู้สมัครระมัดระวังข้อห้ามสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ ห้ามจัดทำ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อจูงใจให้ประชาชนลงคะแนนให้ตนเองหรือผู้สมัครรายอื่น หรือที่เรียกว่า การซื้อเสียง ห้ามจัดยานพาหนะนำหรือรับส่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนน ยกเว้นเป็นการดำเนินการของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ห้ามหลอกลวง บังคับ ข่มขู่ ใช้อิทธิพล หรือใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับคะแนนนิยมของผู้สมัครห้ามให้เงินหรือทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิ หรือไปลงคะแนนแบบไม่เลือกผู้สมัครคนใด (Vote No) ห้ามผู้ที่รู้อยู่แล้วว่าตนเองขาดคุณสมบัติ เช่น เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เคยถูกถอดถอน หรือพ้นโทษจำคุกมาไม่ถึง 5 ปี ลงสมัครรับเลือกตั้ง

 

ส่วนประเด็นการหาเสียงด้วยนโยบายต่างๆ เช่น การเสนอแนวคิด ทำฟาร์มไดโนเสาร์ นั้น ผอ.กกต.กทม. ระบุว่า นโยบายหาเสียงจะต้องเป็นนโยบายที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตำแหน่งนั้น และต้องสามารถปฏิบัติได้จริง หากเป็นนโยบายที่เกินจริงหรือไม่สามารถดำเนินการได้ อาจเข้าข่ายการหลอกลวงประชาชนตามมาตรา 65 (5) โดยหลักสำคัญคือสิ่งที่ผู้สมัครเสนอ ต้องเป็นสิ่งที่มีอำนาจทำ สิ่งที่ควรทำ และเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ

 

นอกจากนี้ ยังย้ำว่า แม้ผู้ช่วยหาเสียงจะเป็นสามี ภรรยา หรือบุตรของผู้สมัคร ก็ต้องแจ้งรายชื่อเป็นผู้ช่วยหาเสียงต่อ กกต.ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะถือเป็นผู้ช่วยหาเสียงตามกฎหมายเช่นเดียวกัน

 

พร้อมฝากถึงผู้สมัครทุกคนว่า หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อกฎหมายหรือแนวทางปฏิบัติ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน กกต. 1444


READ MORE






Latest Stories