เปิดผลกระทบสงครามอิหร่านต่อตลาดเงินตลาดทุนไทย โดยไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบผ่านช่องทางตลาดเงินตลาดทุนหนักที่สุด เห็นได้จากเงินบาทที่อ่อนค่าลงหนักสุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชีย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาว 10 ปีของไทยก็ปรับตัวขึ้นมากที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศตลาดเกิดใหม่เอเชีย (EM Asia) สอดคล้องกับกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) ที่ไหลออกสุทธิทั้งในตลาดบอนด์และตลาดหุ้น
ประเด็นสำคัญ
เงินบาทอ่อนค่าสุดในกลุ่มเอเชีย
โดยตามรวบรวมข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH พบว่า นับตั้งแต่เกิดสงคราม (เทียบจากวันที่ 27 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 30 มีนาคม) เงินบาทอ่อนค่ามากที่สุดในกลุ่มสกุลเงินเอเชีย โดยอ่อนค่าไปมากกว่า 5%
🇹🇭 บาทไทย อ่อนค่า 5.83%
🇵🇭 เปโซฟิลิปปินส์ อ่อนค่า 5.36%
🇰🇷 วอนเกาหลีใต้ อ่อนค่า 4.94%
🇮🇳 รูปีอินเดีย อ่อนค่า 4.17%
🇲🇾 ริงกิตมาเลเซีย อ่อนค่า 3.60%
🇯🇵 เยนญี่ปุ่น อ่อนค่า 2.76%
🇸🇬ดอลลาร์สิงคโปร์ อ่อนค่า 1.82%
🇮🇩 รูเปียห์อินโดนีเซีย อ่อนค่า 1.25%
🇻🇳 ดองเวียดนาม อ่อนค่า 1.12%
🇨🇳 หยวนจีน อ่อนค่า 0.88%

เงินไหลออกตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์ไทยสุทธิทะลุ 7 หมื่นล้านบาท
หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมมือกันเปิดปฏิบัติ EPIC FURY เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สัปดาห์แรกหลังสงครามเงินทุนได้เคลื่อนย้ายออกจากประเทศไทยอย่างหนัก
โดยตามข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นจนถึงวันที่ 31 มีนาคม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3.96 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และขายสะสมสุทธิ (Net Sell) ตราสารหนี้ไทยจำนวน 3.64 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่า ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดบอนด์รวมกันกว่า 7.6 หมื่นล้านบาทแล้ว
เปิดตัวเลขฟันด์โฟลว์ต่างชาติ 4 สัปดาห์ หลัง EPIC FURY
สัปดาห์ที่ 1: 2-6 มี.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 13,470 ล้านบาทและมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ตลาดพันธบัตรไทย 18,780 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 18,446 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 334 ล้านบาท)
สัปดาห์ที่ 2: 9-13 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,011 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ตลาดพันธบัตรไทย 15,261 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 14,359 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 902 ล้านบาท)
สัปดาห์ที่ 3: 16-20 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3,216 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 8,943 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 8,038 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 905 ล้านบาท)
สัปดาห์ที่ 4: 23-27 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,011 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 13,265 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 13,275 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 10 ล้านบาท)

Bond Yield ไทยดีดมากที่สุดในกลุ่ม EM เอเชีย
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาว 10 ปี ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น ทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว (DM) และประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) รวมถึงประเทศไทย
โดยสาเหตุที่ทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นในไทยได้แก่ อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติพากันเทขายพันธบัตร เนื่องจากนักลงทุนต้องการส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ (Inflation Risk Premium) ที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดโลกยังอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off Sentiment) เมื่อเกิดความไม่แน่นอนจากสงคราม ทำให้นักลงทุนดึงเงินออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM) โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง
โดยตามรวบรวมข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH พบว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาว 10 ปีของไทยปรับตัวมากที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่สำคัญ ดังนี้
- บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย อยู่ที่ 2.33% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 62 Bps
- บอนด์ยีลด์ 10 ปี เกาหลีใต้ อยู่ที่ 3.93% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 48 Bps
- บอนด์ยีลด์ 10 ปี อินโดนีเซีย อยู่ที่ 6.86% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 43 Bps
- บอนด์ยีลด์ 10 ปี อินเดีย อยู่ที่ 6.94% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 28 Bps
- บอนด์ยีลด์ 10 ปี ญี่ปุ่น อยู่ที่ 2.39% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 27 Bps
- บอนด์ยีลด์ 10 ปี จีน อยู่ที่ 1.82% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 1 Bps

SCB EIC เปิดสาเหตุ 3 จุดอ่อนสำคัญเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ ‘ภาวะเงินไหลออก’
ดร.ยรรยง กล่าวถึงสาเหตุที่เงินไหลออกจากประเทศในทุกทิศทาง ซึ่งมีส่วนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมาก รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นนั้น มาจากจุดอ่อน 3 ด้านของไทย ได้แก่
จุดอ่อนที่ 1: ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง
โดยไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนที่สูงถึง 8% ของ GDP ทำให้เมื่อพลังงานแพงขึ้น ไทยจะต้องจ่ายเงินออกนอกประเทศมหาศาล ซึ่งอาจจะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบและกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าอีกทอดได้
โดยตามข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิของไทยสูงกว่าภูมิภาค โดยสูงกว่าเกาหลีใต้ ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ที่คิดเป็นไม่ถึง 6%, 5% และ 4% ตามลำดับ ขณะที่นิวซีแลนด์และจีนนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 2.5% ส่วนอินโดนีเซียนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกว่า 1.5%
“เราเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมากนะครับ Net Oil and Gas Import Bill ที่เราซื้อเข้ามาเนี่ย คิดเป็นประมาณ 8% ของ GDP เป็นหนึ่งในสาเหตุที่อาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบได้” ดร.ยรรยงกล่าว
จุดอ่อนที่ 2: สัดส่วนพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูง
สินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อ (CPI) มีน้ำหนักถึง 12% ในการคำนวณเงินเฟ้อของไทย เมื่อราคาพลังงานโลกขึ้น จึงมีแนวโน้มที่จะดึงอัตราเงินเฟ้อในประเทศให้พุ่งสูงขึ้นตามได้ง่าย
“เรื่องตะกร้าสินค้า CPI ราคาพลังงานโดยตรง ทั้งไฟฟ้าน้ำมันต่างๆ เนี่ยอยู่ประมาณ 12% ยังไม่รวมสินค้าอื่นๆ อ่อนไหวกับราคาพลังงาน” ดร.ยรรยงกล่าว
จุดอ่อนที่ 3: ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานไทยยังเป็นรองคู่แข่ง
ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy intensity) ซึ่งหมายความว่า การผลิต GDP ต่อหน่วยของไทย ต้องใช้ปริมาณพลังงานในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน เศรษฐกิจไทยจึงเจ็บหนักกว่า
“เรื่อง Energy Intensity หรือถ้าพูดกลับกันก็คือประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของไทยสูงจริงๆ ความหมายคือเวลาเกิดปัญหาเนี่ย เราก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างเยอะ” ดร.ยรรยงกล่าว
ทั้งนี้ ถ้า Energy intensity ลดลงหมายความว่า การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

บอนด์ยีลด์ผันผวนหนัก แนะพักเงินในตราสารหนี้ระยะสั้น
มทินา วัชรวราทร Head of Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย (KAsset) กล่าวว่า ปัจจุบัน KAsset มีมุมมองต่อตราสารหนี้ที่เป็น Neutral (คงน้ำหนักการลงทุน) ไม่แนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อตราสารหนี้ระยะยาวในช่วงนี้ เนื่องจากผลตอบแทนตราสารหนี้ มีโอกาสปรับสูงขึ้นและผันผวนหนัก จากปัจจัยราคาน้ำมัน และความยืดเยื้อของสงครามอิหร่าน ซึ่งประเมินไม่ได้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อไร แต่ศูนย์วิจัยต่างๆ มองว่ากรณีฐาน (Base case) สงครามอิหร่านจะยืดเยื้อไม่เกิน 3 เดือน
ทั้งนี้โอกาสสร้างผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาตราสารหนี้ (Price Return) จบไปแล้ว เนื่องจาก กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ดังนั้น KAsset จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยถอนการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว และย้ายมาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อพักเงินรักษามูลค่า จากความผันผวนของตลาดในช่วงนี้
สำหรับมุมมองแนวโน้มดอกเบี้ย ตลาดให้น้ำหนักไปแล้วว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ด้าน กนง.มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1.5 ครั้งเช่นกัน ซึ่งในกรณีฐาน KAsset มองสวนทาง โดยคาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ส่วน กนง.คาดว่าจะคงดอกเบี้ย ที่ 1.00% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาความเสี่ยงความยืดเยื้อของสงครามอิหร่าน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ โดยเฉพาะประเทศฝั่งเอเชีย ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางจะปรับขึ้นดอกเบี้ย
หุ้นไทยแกร่งกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ระวังแรงกระแทกใน Q2
แม้ฟันด์โฟลว์จะไหลออกจากหุ้นไทยกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา และทำให้ดัชนี SET ปรับตัวลง 5.15% แต่เมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดหุ้นหลักๆ ทั่วโลก จะเห็นว่าหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ Outperform ตลาดหุ้นอื่นๆ ซึ่งติดลบตั้งแต่ 7% ไล่ไปจนถึง 20%
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่งกว่าอีกหลายๆ ตลาดทั่วโลกนั้น ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า แม้ไทยจะพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูงเช่นกัน แต่หุ้นไทยราว 1 ใน 3 เป็นกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น เช่น อุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ
“หุ้นกลุ่มนี้ของไทยได้อานิสงส์ด้านราคา หุ้นบางตัวถูกปรับเพิ่มกำไรขึ้น ช่วยค้ำยันตลาดหุ้นไทยช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา” ณัฐชาตกล่าว
เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ที่ปรับตัวลงแรง เช่น หุ้นเกาหลีใต้ นอกจากจะถูกกดดันจากการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูง ยังถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวลดลง เพราะความกังวลว่านโยบายการเงินจะเข้มงวดขึ้นในระยะถัดไป เพราะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
แต่ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องระมัดระวังคือ เมื่อราคาพลังงานถึงจุดพีกและเริ่มย่อตัว ผลกระทบด้านบวก (ต่อหุ้นบางกลุ่ม) จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น จะเริ่มลดลง หลังจากนั้นจะเริ่มเห็นผลกระทบด้านลบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลง ฟันด์โฟลว์ไหลออกในไตรมาส 2 นี้ และดุลการชำระเงินที่อาจจะแย่ลง ทั้งจากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว
“เราจึงแนะนำชะลอการลงทุน เพราะแม้จะมองแง่ดีมากๆ คือ กำไรหุ้นไทยไม่ถูกปรับลง บนดัชนี 1,450 จุด ความเสี่ยงก็ยังสูงกว่า หากคิดว่าหุ้นไทยจะขึ้นต่อ ต้องเชื่อว่าแนวโน้มกำไรของหุ้นไทยจะดีขึ้นกว่าเดิม หลังจากเกิดสงคราม”

