อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพมหานครที่กำลังค่อยๆ ก้าวเข้าสู่นิยามว่า ‘เมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน’ อย่างแท้จริง คือการเปิดพื้นที่พักพิงชั่วคราวให้กับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้มหานครแห่งนี้เป็นเมืองโตๆ ที่พร้อมโอบล้อมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ฐานิส สุดโต หนึ่งในช่างภาพที่คลุกคลีกับการบันทึกบริบทของเมือง ได้เลือกลงพื้นที่ไปสำรวจและเก็บภาพบรรยากาศ ที่ บ้านอิ่มใจ อดีตที่ทำการการประปาแม้นศรี เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตที่กำลังได้รับการฟื้นฟูหลังกำแพงแห่งนี้
ปัญหาคนไร้บ้านไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นภาพชินตาที่อยู่คู่กับพื้นที่อย่างสนามหลวงและราชดำเนินมายาวนาน ช่างภาพเล่าว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้ภาพเหล่านี้ชัดเจนขึ้นจากการแจกจ่ายสิ่งของริมถนน ก่อนที่เมืองจะค่อยๆ จัดระเบียบและพัฒนามาสู่การสร้างพื้นที่รองรับอย่างเป็นระบบในปัจจุบัน
ช่วงเวลา 11.00 น. และ 17.00 น. ของทุกวัน จะมีผู้คนทั้งที่อาศัยในบ้านอิ่มใจและคนเร่ร่อนจากภายนอกหมุนเวียนเข้ามารับอาหารบริจาค บางคนมาเป็นกลุ่ม บางคนปั่นจักรยานมารับของเพื่อนำไปประทังชีวิต เมื่อถึงเวลาปิดรับคนนอก กลุ่มคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนก็จะทยอยเดินออกไป ทิ้งไว้เพียงผู้ที่เข้าพักด้านใน
ระบบระเบียบคือสิ่งที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้ที่นี่ เมื่อถึงเวลา 18.00 น. ผู้เข้าพักจะต้องสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน มีการทำกิจกรรมโฮมรูม เพื่อพูดคุย อบรมกติกาการอยู่ร่วมกัน และตักเตือนเรื่องยาเสพติดหรือปัญหาชู้สาวก่อนรับประทานอาหารเย็น
นอกจากนี้ยังมีเกร็ดเล็กๆ ที่น่าสนใจ เมื่อช่างภาพพบเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพาผู้สูงอายุวัย 62 ปี และหญิงสาววัย 22 ปี มาส่งที่บ้านอิ่มใจ เนื่องจากมองเห็นแนวโน้มที่อาจเกิดปัญหาหากปล่อยให้อยู่ริมถนน แม้ตำรวจจะไม่มีหน้าที่จัดหาที่พักโดยตรง แต่การประสานงานพามาไว้ในพื้นที่ปลอดภัยแห่งนี้ ก็ทำให้พวกเขาได้สแกนหน้า ทำประวัติ และรับชุดของใช้แรกเข้าเพื่อเริ่มต้นการพักอาศัยได้อย่างทันท่วงที
บ้านอิ่มใจเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ดำเนินการโดย กทม. และภาคีเครือข่าย โดยไม่ได้เป็นเพียงที่นอน แต่มีเป้าหมายเพื่อเป็นพื้นที่ฟื้นฟูศักดิ์ศรีและฝึกอาชีพ ภายใต้แนวคิดการดูแลแบบ 6 อ ได้แก่ อาศัย อาหาร อนามัย อาภรณ์ อาชีพ และ ออมเงิน
สำหรับเงื่อนไขและกลุ่มเป้าหมาย ผู้เข้าพักจะต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยมีการแบ่งรูปแบบการรับบริการออกเป็น 3 กลุ่มหลักอย่างชัดเจน เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างตรงจุด
เริ่มจาก กลุ่มที่ต้องการฝึกอาชีพและทำงาน ซึ่งสามารถเลือกเรียนวิชาชีพตามความถนัด เช่น ทำอาหาร ช่างตัดผม ช่างจัดสวน โดยเข้าพักได้สูงสุด 2 เดือนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถัดมาคือ กลุ่มที่ต้องการพักพิงชั่วคราว (ไม่ประสงค์ฝึกอาชีพ) กลุ่มนี้จะเข้าพักได้สูงสุดไม่เกิน 7 คืนต่อเดือน โดยมีเงื่อนไขสำคัญเพื่อส่งเสริมวินัยคือ ต้องออมเงินเข้าบัญชีตนเองผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) วันละ 50 บาท และสุดท้ายคือ กลุ่มกรณีฉุกเฉินหรือเร่งด่วน ที่จะได้รับการดูแลเบื้องต้น ให้คำปรึกษา และประสานส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เหมาะสม
อีกหนึ่งภาพที่ถูกบันทึกไว้คือป้ายประกาศ ที่แบ่งเป็นมุมสำหรับคนที่กำลังรองานพร้อมระบุทักษะความถนัด และบอร์ด Hall of Fame ที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไร้บ้าน 26 ชีวิตที่สามารถกลับเข้าสู่ระบบการทำงานกับบริษัทพาร์ทเนอร์ได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นช่างแอร์ พนักงานบริการ หรือผู้ช่วยเชฟ
ในมุมมองของผู้ที่ตามติดประเด็นนี้มานาน ช่างภาพทิ้งท้ายอย่างตรงไปตรงมาว่า บ้านอิ่มใจอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาคนไร้บ้านได้หมดจดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะหลายคนยังคงคุ้นชินกับอิสระบนท้องถนน หรือวนเวียนอยู่กับการรับของบริจาคมานานนับสิบปี แต่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ให้กลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ มีที่กิน ที่นอน และให้โอกาสในการตั้งตัว ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการทำให้เมืองใหญ่แห่งนี้ น่าอยู่และมีความเห็นอกเห็นใจมากยิ่งขึ้น






















