วันนี้ (25 สิงหาคม) วิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยผลการติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำโดยศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) พบว่า ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 1-9 วันข้างหน้า
อธิบดีกรมชลประทาน ระบุว่า จากการประเมินสถานการณ์ คาดว่าในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานี C.2 จะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1,000-1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบกับจะมีมวลน้ำจากลำน้ำสาขาเข้ามาสมทบอีกประมาณ 60-100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงสู่เหนือเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 1,100-1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
เพื่อรับมือกับปริมาณน้ำดังกล่าว กรมชลประทานได้เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำ โดยจะใช้วิธีผันน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ควบคู่ไปกับการพิจารณาปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับการระบายน้ำเพิ่มขึ้นในอัตรา 700-1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน โดยคาดว่าระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.60-1.50 เมตร
สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบด้วย 6 อำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่:
- อำเภอเสนา
- อำเภอผักไห่
- อำเภอบางบาล
- อำเภอพระนครศรีอยุธยา
- อำเภอบางปะอิน
- อำเภอบางไทร
กรมชลประทาน ยืนยันว่าจะบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่ไปกับการเฝ้าระวังปริมาณฝนและน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบน เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด
พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่ท้ายเขื่อน ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำ ตลอดจนประกาศแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที


