×

ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ คาด AstraZeneca เดือนนี้ได้ไม่ถึง 10 ล้านโดส ส่วน Pfizer ถูกเลื่อนเพราะข้อจำกัด

โดย THE STANDARD TEAM
02.07.2021
สถาบันวัคซีนแห่งชาติ

วันนี้ (2 กรกฎาคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โสภณ เมฆธน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา, นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ และ นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ร่วมเสวนา ‘วัคซีนโควิด ไทยจะเดินต่อไปอย่างไร’

 

นพ.โสภณกล่าวว่า การเสวนาวันนี้เพื่อพูดถึงอนาคตของโรคโควิด โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนจากนี้ คือกรกฎาคม-กันยายน 2564 จะเดินหน้าอย่างไร เนื่องจากประชาชนมีความสับสน โดยคณะผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่าประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลที่โปร่งใส เน้นหลักวิชาการแพทย์และสาธารณสุข และนำข้อมูลจริงมาพูด 

 

ถ้าสายพันธุ์เดลตาเพิ่มจำนวนมากวัคซีนตัวไหนจะได้ผล ทั้งนี้วัคซีนทุกตัวไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อ 100% แต่ช่วยลดการเสียชีวิตและนอน ICU ซึ่งวัคซีนทุกตัวยังมีประสิทธิภาพลดการป่วยและเสียชีวิต จึงเห็นตรงกันว่าควรใช้วัคซีนให้ตรงกับประสิทธิภาพ คือฉีดในผู้สูงอายุและ 7 กลุ่มโรคเรื้อรังก่อน เพื่อลดป่วยรุนแรงและเสียชีวิต ลดการใช้ ICU ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้มีประมาณ 16 ล้านคน ฉีดแล้วประมาณ 2 ล้านกว่าคน โดยภายในเดือนกรกฎาคมนี้ต้องฉีดให้ได้ 50% คือ 8 ล้านคน และแม้จะฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มก็ต้องดูแลป้องกันตัวเอง อย่ารวมกลุ่มเดินทางจำนวนมาก เว้นระยะห่าง ล้างมือ ใส่หน้ากาก เข้มมาตรการองค์กร ทั้งแคมป์ก่อสร้าง โรงงาน และตลาดสด

 

นพ.ทวีกล่าวว่า ประสิทธิผลของ Sinovac มีการศึกษาข้อมูลจากการใช้จริงในไทยมีประสิทธิผลป้องกันโรค 71-91% ในเมืองเซรานา บราซิล ที่มีสายพันธุ์ P1 ระบาด มีการฉีดวัคซีน Sinovac ครอบคลุม 80-90% ของประชากร 7-8 หมื่นคน พบอัตราตายลดลง 95% ส่วนผลต่อสายพันธุ์เดลตามีรายงานของจีนว่า ที่เมืองกวางโจวมีผู้ติดเชื้อ 166 คน ช่วยลดการติดเชื้อในผู้สัมผัสลง 69% ลดปอดอักเสบ 73% ลดเป็นโรครุนแรงหรือเสียชีวิตถึง 95% รายงานเมื่อปลายมิถุนายน 2564 แต่ยังไม่มีข้อมูลต่อสายพันธุ์เบตา 

 

สำหรับ AstraZeneca มีผลต่อสายพันธุ์อัลฟา 70-90% มีผลต่อสายพันธุ์เดลตา 80-90% แต่สายพันธุ์เบตามีข้อมูลจากแอฟริกาใต้ได้ผลแค่ 10.4% สำหรับชนิด mRNA ใหม่ที่เพิ่งวิจัยและรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ชื่อ ‘CureVac’’ ของเยอรมนี ศึกษาในอาสาสมัครในยุโรปและลาตินอเมริกา 4 หมื่นคน ประสิทธิผลการป้องกันลดลงเหลือ 48% แต่ลดป่วยหนักและตายยัง 100% สาเหตุน่าจะเกิดจากเชื้อกลายพันธุ์ หลายชนิด

 

“วัคซีนเป็นเครื่องมือสำคัญต่อสู้กับโรคระบาด วัคซีนที่เรามีอยู่ยังใช้ได้ ส่วนการฉีดสลับเข็มหรือต้องฉีดเข็มสาม จะได้ผลดีขึ้นหรือไม่ต้องรอผลการศึกษา สำหรับวัคซีนในเด็กนั้น เด็กมีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่าผู้ใหญ่ และไม่ค่อยมีอาการ การเสียชีวิตต่ำ ต้องพิจารณาเรื่องความปลอดภัย ที่มีการใช้ในเด็กคือจีนและอินโดนีเซียมีการขึนทะเบียนฉุกเฉินใช้ในเด็กอายุ 3-17 ปี ส่วน Pfizer มีการขึ้นทะเบียนฉุกเฉินในเด็ก 12-15 ปี ได้เพิ่มคำเตือนในเอกสารกำกับยาว่า กลุ่มวัยรุ่นอาจก่อผลข้างเคียงของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และมักเกิดกับเด็กผู้ชายในเข็มสอง อัตราเกิด 2 ต่อแสนโดส” นพ.ทวีกล่าว 

 

ด้าน นพ.คำนวณกล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการเปิดประเทศได้หรือวิกฤตเพิ่มขึ้น อยากเสนอข้อเท็จจริงคือ ระลอก 3 ส่วนใหญ่มาจากสายพันธุ์อัลฟา ติดต่อรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นตรงกันว่าเดือนต่อไปสถานการณ์จะแย่กว่าเดิมจากสายพันธุ์เดลตา เพราะติดต่อเร็วกว่าสายพันธุ์เดิม 1.4 เท่า ซึ่งกรุงเทพมหานครเป็นเดลตาแล้ว 40% อีก 1-2 เดือนอาจเป็นเดลตาทั้งหมด ทั้งนี้เดือนมิถุนายนมีผู้เสียชีวิต 992 คน เดือนกรกฎาคมอาจเสียชีวิตเพิ่มเป็น 1,400 คน สิงหาคมเป็น 2,000 คน และกันยายนเป็น 2,800 คน 

 

ทั้งนี้การใช้วัคซีนมี 2 วัตถุประสงค์ คือลดป่วยรุนแรงและเสียชีวิต ซึ่งวัคซีนทุกตัวที่องค์การอนามัยโลกขึ้นทะเบียน ลดเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้ 90% และการฉีดแบบปูพรมสร้างภูมิคุ้มกัน นักวิชาการมองว่าอาจจะต้องฉีดให้ได้ร้อยละ 90 ของประชากร และจะทำได้ต้องมีวัคซีนมากพอ ซึ่งทั่วโลกยอมรับว่าไม่มีประเทศไหนที่มีวัคซีนมากเพียงพอจะฉีดแบบปูพรม จึงต้องเริ่มด้วยการฉีดเพื่อลดความรุนแรงและเสียชีวิต

 

“ถ้าประเทศไทยฉีดแบบปูพรมเดือนละ 10 ล้านโดส คนสูงอายุได้วัคซีนแค่ 10% อาจต้องใช้เวลา 7-8 เดือนกว่าจะป้องกันคนสูงอายุได้ จะไม่ทันวิกฤตเตียง ผู้ป่วยจะเกินและรับไม่ไหว เราต้องยอมรับว่าวัคซีนมีจำกัด จึงต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์เอาวัคซีนทั้งหมดในมือทำความตกลงกันทั้งสังคม โดยฉีดในผู้สูงอายุและ 7 กลุ่มโรคก่อน เพราะร้อยละ 80 ของผู้เสียชีวิตเป็น 2 กลุ่มนี้ เราต้องปกป้องคนกลุ่มนี้ จะลดการเสียชีวิตลงได้มาก ซึ่งในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาก็ทำเช่นนี้ คาดว่าจะลดการเสียชีวิตเดือนสิงหาคมเหลือ 800 คน กันยายนเหลือ 600-700 คน หรือประมาณ 20 คนต่อวัน อยู่ในวิสัยที่ระบบเดินหน้าได้ ก็ไม่ต้องปิดกิจการมาก ไม่ต้องใช้เงินเพิ่ม เยียวยาเพิ่ม อาจผ่อนคลายได้ แต่ต้องทำมาตรการเรื่องเตียง ค้นหาคนป่วยให้เร็ว ดูแลกลุ่มเสี่ยงและสูงอายุด้วย” นพ.คำนวณกล่าว

 

นพ.นครกล่าวว่า การจัดหาวัคซีนมี 2 ส่วน คือการวางแผนจัดหาควบคู่ขยายกำลังฉีดรองรับ โดยมีศักยภาพฉีดได้ 10 ล้านโดสต่อเดือน และการได้มาซึ่งจำนวนวัคซีน ซึ่งช่วงที่มีวัคซีนจำกัดเราพยายามจัดหาทุกแหล่งมาใช้ในระยะเร่งด่วน ตัวแรกคือ Sinovac ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน รวม 9.5 ล้านโดส 

 

ส่วน AstraZeneca ทำสัญญาส่งมอบ 61 ล้านโดสในปี 2564 แต่ไม่ได้ระบุในสัญญาว่าต้องส่งมอบเดือนละเท่าไร ซึ่งกรมควบคุมโรคเคยทำแผนความต้องการวัคซีนเสนอไป เช่น เดือนมิถุนายน 6 ล้านโดส เดือนถัดไป 10 ล้านโดส แต่เมื่อดูกำลังการผลิตของสยามไบโอไซเอนซ์อยู่ที่ 180 ล้านโดสต่อปี เฉลี่ยเดือนละ 15 ล้านโดส และต้องแบ่งส่วนหนึ่งให้กับต่างประเทศ รองประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ทำจดหมายแจ้งว่าจะส่งมอบให้ไทยได้ 5-6 ล้านโดสต่อเดือน ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามแผนและความสามารถในการฉีดวัคซีนของไทยเดือนละ 10 ล้านโดส จึงต้องหาวัคซีนจากแหล่งอื่นมาเสริม โดยอาจเจรจาขอให้สยามไบโอไซเอนซ์เพิ่มกำลังการผลิต

 

“ส่วนการใช้กฎหมายห้ามส่งออกเพื่อเอาวัคซีนมาใช้ในประเทศ มองว่าจะมีผลกระทบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่รับวัคซีนจากแหล่งผลิตของประเทศไทย ซึ่งถ้าประเทศที่เป็นแหล่งผลิตให้ไทยห้ามส่งออก เราที่รอวัคซีนก็คงรู้สึกโกรธ และกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” นพ.นครกล่าว 

 

นพ.นครกล่าวว่า สำหรับวัคซีน mRNA พยายามจัดหาโดยเจรจากับ Pfizer ที่ระบุว่าไม่ได้มีการเซ็นสัญญาสั่งซื้อกับ Pfizer เราสั่งจองตามขั้นตอนตั้งแต่มิถุนายน 20 ล้านโดส อยู่ระหว่างทำสัญญาสั่งซื้อ แต่ถูกเลื่อนส่งไปไตรมาส 4 เป็นข้อจำกัดของวัคซีน ไม่ได้มีการประวิงเวลา และเจรจาให้เราเสียเปรียบน้อยที่สุด ขณะนี้กำลังต่อรอง หากเป็นไปได้ขอให้ส่งให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศเจรจาจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมผ่านช่องทางการทูตหรือการจัดหาแบบรัฐต่อรัฐ เช่น วัคซีนของประเทศคิวบา ซึ่งเป็นซับยูนิตโปรตีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค 92% และค่อนข้างปลอดภัย หรือวัคซีน mRNA CureVac ของเยอรมนีก็น่าสนใจ โดยในปีหน้าจะจัดหาวัคซีนตอบสนองต่อไวรัสกลายพันธุ์ให้มากขึ้น

 

“อังกฤษมีการฉีดวัคซีน AstraZeneca และ Pfizer ครอบคลุมประชากร 50% อัตราการป่วยลดเหลือ 5-6 พันราย แต่สายพันธุ์เดลตาทำให้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 2 หมื่นราย แต่อัตราการเสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้น แสดงว่าวัคซีนยังมีประสิทธิภาพดีในการป้องกันการเสียชีวิต และลดภาระระบบบริการทางการแพทย์ จึงต้องฉีดให้ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวเพื่อลดผู้ป่วยหนักและเสียชีวิต” นพ.นครกล่าว



พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories