×
182543

รู้เขา รู้เรา วิเคราะห์ความเป็นไปได้ก่อนทัพช้างศึกปะทะจีน ศึกเอเชียนคัพ 2019 รอบ 16 ทีมสุดท้าย

18.01.2019
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

8 MINS READ
  • ฟุตบอลทีมชาติไทยจะลงสนามพบกับจีนในศึกฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ในวันที่ 20 มกราคมนี้
  • ไทยขาดแนวรับหลายคนที่มีอาการบาดเจ็บและติดโทษแบน แต่สำหรับ มิก้า ชูนวลศรี กองหลังลูกครึ่งไทย-เวลส์ ยังคงมีลุ้นลงช่วยทีมจากการตัดไหมที่คิ้วออกในวันเสาร์นี้
  • โค้ชโต่ยย้ำชัดว่าไทยต้องไม่ประมาทคู่แข่ง ไม่ว่า อู่เล่ย หัวหอกคนสำคัญจากเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ของจีนจะฟิตทันลงสนามหรือไม่
  • นอกจากอู่เล่ยแล้ว ทีมชาติจีนยังมี หาวจุ้นหมิ่น นักเตะเบอร์ 11 อดีตนักเตะชาลเก้ 04 ที่เกมรับของไทยต้องจับตามอง พร้อมกับการคุมทีมของ มาร์เชลโล ลิปปี อดีตกุนซือทีมชาติอิตาลีที่เคยพาทีมคว้าแชมป์โลกมาแล้วในปี 2006

ฟุตบอลทีมชาติไทยสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ามาเล่นรอบน็อกเอาต์ของฟุตบอลเอเชียนคัพได้เป็นครั้งแรกในรอบ 47 ปี ด้วยการยันเสมอสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี เจ้าภาพการแข่งขันด้วยสกอร์ 1-1 และผ่านเข้ารอบในฐานะรองแชมป์กลุ่ม A โคจรมาพบกับจีนที่พ่ายให้กับเกาหลีใต้ไป 2-0 คว้ารองแชมป์กลุ่มมาเช่นเดียวกัน

 

 

โดยเส้นทางของทีมชาติไทยในรอบแบ่งกลุ่มที่มี 4 คะแนนจาก 3 เกมที่ผ่านมานับว่าเป็นการผจญภัยทางความรู้สึกครั้งหนึ่งสำหรับแฟนบอลเลยก็ว่าได้ จากวาทกรรมต่างๆ ที่ได้รับตั้งแต่ก่อนเริ่มเกมว่าไทยใช้ฟุตบอลรายการชิงแชมป์อาเซียนไว้ทดสอบเกมรับ จนมาถึงการเปิดหัวด้วยการพ่ายให้กับอินเดียไปถึง 4-1 ซึ่งนำมาสู่การปลด มิโลวาน ราเยวัช แบบฟ้าผ่าในช่วงเวลาเช้ามืดของประเทศไทย

 

แต่แม้ว่าทุกฝ่ายยังคงมึนงงกับการตัดสินใจอันรวดเร็วของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ที่ปลดราเยวัช และตั้ง โค้ชโต่ย-ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย เป็นกุนซือรักษาการ หลายฝ่ายยังคงคาดเดาได้เพียงว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเหมือนกับทุกคนที่มีเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘บอลเปลี่ยนโค้ช’

 

สุดท้ายโค้ชโต่ยก็ทำได้ตามเป้าหมาย นำพาไทยจบอันดับที่ 2 ซึ่งเป็นอันดับที่หลายฝ่ายคาดหวัง เพราะนอกจากเจ้าภาพสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว อินเดียและบาห์เรนก็ไม่ใช่คู่แข่งที่ควรจะอยู่เหนือไทย เนื่องจากฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชียรอบ 12 ทีมสุดท้าย ทั้งสองทีมก็ได้สามารถผ่านเข้ามาเล่นรอบเดียวกับไทยได้

 

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่กลับมาพร้อมกับความคาดหวังของแฟนบอลคือความสุขในการฝึกซ้อม โดย ทริสตอง โด นักเตะลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านทาง FOX Sports Asia ว่าราเยวัชไม่เหมาะสมกับทีมชาติไทย และกล่าวชื่นชมการตัดสินใจอย่างรวดเร็วของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ซึ่งการตัดสินใจนั้นทำให้นักเตะทุกคนหันหน้าเข้าหากันเพื่อตั้งเป้าทำผลงานให้ดีที่สุด เพราะต่อจากนี้ผลงานทั้งหมดขึ้นอยู่กับพวกเขาแล้ว

 

มองกองหลังไทย หลังนักเตะเจ็บ-ติดโทษแบนเพียบ

ความพร้อมของไทยก่อนเกมในวันที่ 20 มกราคมนี้ ตำแหน่งที่ดูน่าเป็นห่วงที่สุดคงไม่พ้นในแดนหลัง แม้ว่าไทยจะได้ พรรษา เหมวิบูลย์ กลับมาจากโทษแบน แต่ก็หมดสิทธิ์ใช้งาน อดิศร พรหมรักษ์ และสุพรรณ ทองสงค์ ที่ติดโทษแบนจากการสะสมใบเหลืองครบ 2 ใบ รวมถึงต้องการเช็กอาการบาดเจ็บที่คิ้วของ มิก้า ชูนวลศรี ที่จะตัดไหมออกในวันเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เพื่อลุ้นลงสนามช่วยทีมชาติไทย โดยไม่ต้องดึง ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ลงมาช่วยยืนในตำแหน่งเซ็นเตอร์

 

 

ขณะที่ในแดนกลางทีมชาติไทยต้องขาด สรรวัชญ์ เดชมิตร กองกลางคนสำคัญของทีมชาติไทยที่เกิดอาการบาดเจ็บบริเวณหลังจากการฝึกซ้อมวันสุดท้าย ก่อนพบกับทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสุดท้ายได้ถอนตัวบินกลับประเทศไทย ปิดฉากการแข่งขันเอเชียนคัพของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

ส่วนผู้เล่นในเกมรุกไทยไร้กังวล เนื่องจากผู้เล่นตัวหลักอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ นักเตะที่เป็นหัวใจในเกมรุกที่ยิงประตูสุดสวยในเกมที่ไทยชนะบาห์เรนจนมีลุ้นติดประตูยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ในรอบแบ่งกลุ่มฟิตพร้อมอย่างเต็มที่

 

เช่นเดียวกับ อดิศักดิ์ ไกรษร ที่ขึ้นชื่อว่านักฆ่ามังกรจากสถิติที่เคยยิงประตูใส่จีนมาแล้วทั้งในระดับชาติและสโมสร เริ่มจากยิง 2 ประตูในเกมที่ช้างศึกบุกอุ่นเครื่องชนะทีมชาติจีน 5-1 เมื่อปี 2013 และยิง 2 ประตูเช่นกันในเกมที่ชนะทีมชาติจีน 2-0 ในเอเชียนเกมส์รอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อปี 2014 นอกจากนี้ในปีเดียวกันยังเคยทำประตูช่วยอดีตต้นสังกัดเก่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บุกเสมอซานตง ลู่เหนิง จากจีน 1-1 ในเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม

 

 

“ผมมั่นใจตลอดเวลาที่เจอจีน เพราะด้วยวิธีการเล่นหรือศักยภาพต่างๆ ผมคิดว่าเราสู้ได้ ดังนั้นทุกครั้งที่ลงไปเล่น ผมมั่นใจครับ” นักฆ่ามังกรให้สัมภาษณ์ก่อนเกมที่เขาจะพบกับจีน ทีมที่เขามีความมั่นใจในการสังหารประตู

 

“ใช่ครับ ผมมั่นใจเป็นพิเศษตั้งแต่ตอนที่ไปเยือน ผมดูเขาเล่นแล้วผมรู้สึกว่าศักยภาพไม่ได้ต่างจากเราเลย ต่อด้วยในเอเชียนเกมส์ที่ผมยิงประตูได้ ผมก็เชื่อตั้งแต่ก่อนเกมแล้วว่าเราสู้ได้ รวมถึงในระดับสโมสร เวลาเจอทีมจากจีน ผมก็คิดว่าเราต้องมีแต้ม แต่ก็ไม่ได้ประมาทครับ และทั้งหมดทั้งมวลต้องยกเครดิตให้เพื่อนร่วมทีมทุกคนด้วย

 

“เมื่อวานก็มีโอกาสดูจีนเล่นเหมือนกันครับ จำได้ว่ามีประมาณ 5-6 คนที่เคยเจอกันมาแล้ว ส่วนตัวผมคิดว่าจีนชุดนี้เป็นทีมที่ดีครับ มีเกมรับที่เหนียวแน่น และมีเกมโต้กลับที่อันตราย ดังนั้นเราต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ และตอนนี้ผมก็พยายามดูแลร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุด

 

“ตอนนี้สภาพจิตใจของทุกคนค่อนข้างดี ก็อาจมีผู้เล่นบาดเจ็บหรือติดโทษแบนบ้างครับ แต่ทุกคนที่เหลือก็สามัคคีกัน พร้อมลงไปช่วยกัน ก็อยากฝากแฟนบอลช่วยสนับสนุนเราอีกแรงด้วยครับ ที่สำคัญแมตซ์นี้เตะไม่ดึกเท่าไร (ยิ้ม) หวังว่าทุกคนจะเป็นกำลังใจให้เรา รวมถึงคนที่มาสนามก็อยากขอบคุณจริงๆ แล้วเดี๋ยวเจอกันครับ”

 

 

นอกจากนี้ไทยยังมี ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ผู้ยิงประตูตีเสมอให้กับไทยในเกมสุดท้ายกับยูเออี พาไทยผ่านเข้ารอบในฐานะรองแชมป์กลุ่ม ซึ่งนับเป็นกำลังสำคัญโดยเห็นได้จากประตูดังกล่าว โดยฐิติพันธ์แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในแบบฉบับของกองกลาง Box-to-Box ที่วิ่งไล่จนถึงที่สุดทั้งเกมรุกและเกมรับ จนสุดท้ายช่วยให้ทีมได้ประตูสำคัญได้ ซึ่งในเกมนี้เขาก็จะเป็นกำลังสำคัญในการต่อกรกับนักเตะจีนในแดนกลางอีกเช่นเดียวกัน

 

โค้ชโต่ยผู้รวมใจนักเตะไทย กับการดวลกุนซือจากอิตาลีเป็นเกมที่สอง

โค้ชโต่ย-ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย รักษาการหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ได้ให้นักเตะทีมชาติไทยพักจากการฝึกซ้อม 1 วันเต็ม ซึ่งระหว่างนั้นโค้ชโต่ยก็ได้เดินทางไปเช็กฟอร์มคู่แข่งในรอบ 16 ทีมสุดท้ายในเกมที่เกาหลีใต้เอาชนะจีนไป 2-0

 

โดยโค้ชโต่ยมองว่าจุดแข็งของจีนอยู่ที่ความแข็งแรงของผู้เล่นและเป็นลักษณะบอลโยน ซึ่งจากสถิติความสูงของทีม นักเตะของจีนมีความสูงเฉลี่ยเป็นอันดับที่ 3 ในเอเชียนคัพ 2019 ที่ 182 เซนติเมตร เป็นรองเพียงแค่อิหร่านเต็งแชมป์และเกาหลีใต้

 

“ผมมองว่าจุดแข็งของจีนอยู่ที่ความแข็งแรงของผู้เล่นและเป็นลักษณะบอลโยน ซึ่งตรงนี้เราต้องนำมาปรับเพื่อรับมือให้ได้ ลึกๆ ในใจก็เชื่อว่าเราน่าจะสู้ได้สนุกครับ แต่ผลการแข่งขันก็คงต้องไปวัดกันในสนาม”

 

 

ขณะที่ข่าวของ อู่เล่ย หัวหอกตัวเก่งของจีนที่อาจพลาดลงสนามพบกับไทยเนื่องจากอาการบาดเจ็บนั้น โค้ชโต่ยก็ยืนยันว่าไทยจะไม่ประมาท ไม่ว่าอู่เล่ยจะได้ลงสนามหรือไม่ก็ตาม

 

 

“ผมมองว่าการที่กองหน้าตัวเก่งของเขามีอาการบาดเจ็บและอาจพลาดลงสนาม ถ้าจริงจะทำให้งานของเราเบาลง แต่ผมบอกกับนักเตะว่าเราต้องพร้อมทุกสถานการณ์ ห้ามประมาทเด็ดขาด เพราะนักเตะจีนมีศักยภาพและสามารถทดแทนกันได้ แต่ผมยังมั่นใจว่าอู่เล่ยน่าจะลงสนามได้ ซึ่งผมก็มีแผนรับมือไว้แล้ว

 

“ส่วนสไตล์การคุมทีมของ มาร์เชลโล ลิปปี เฮดโค้ชจีนนั้นน่าจะคล้ายกับ อัลแบร์โต ซัคเคโรนี ของยูเออี เพราะทั้งคู่เป็นชาวอิตาเลียนเหมือนกันครับ”

 

จีนภายใต้การคุมทีมของกุนซืออดีตแชมป์โลกปี 2006

หากกล่าวถึงจีน นอกเหนือจากการลงทุนในแผนการยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและฟุตบอลแล้ว ชื่อหนึ่งที่เราได้ยินและสร้างความน่าเกรงขามได้ไม่น้อยคือ มาร์เชลโล ลิปปี กุนซือชาวอิตาเลียนที่พาทีมชาติอิตาลีคว้าแชมป์โลกมาแล้วในปี 2006

 

โดยสถิติภายในทัวร์นาเมนต์นี้ พวกเขาคว้ารองแชมป์มาแล้ว 2 ครั้งในปี 1984 และ 2004 โดยมีเป้าหมายในครั้งนี้ที่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งหากพวกเขาสามารถผ่านไทยไปได้ในเกมนี้ก็นับว่าลิปปีทำได้ตามเป้าหมาย

 

สำหรับผลงานในรอบแบ่งกลุ่ม จีนเก็บได้ 6 คะแนนเต็มจากการชนะคีร์กีซสถานไป 2-1 ต่อด้วยการถล่มฟิลิปปินส์อีกหนึ่งตัวแทนจากอาเซียนไป 3-0 ก่อนจะพ่ายให้กับเกาหลีใต้ที่ได้ ซนฮึงมิน ดาวยิงตัวเก่งทีมชาติเกาหลีใต้ สังกัดท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สโมสรในพรีเมียร์ลีก กลับมาช่วยทีมเอาชนะจีนไปได้ 2-0

 

ด้วยจุดแข็งของนักเตะจีนชุดนี้ อย่างที่โค้ชโต่ยได้กล่าวมาคือความแข็งแกร่งและลูกกลางอากาศที่ความสูงได้เปรียบทีมชาติไทย บวกกับการคุมทีมของลิปปีที่ไม่มีแผนการเล่นที่ตายตัว ตั้งแต่ 4-5-1, 4-3-3, 4-2-1-3 หรือ 5-3-2 โดยลิปปีเป็นกุนซือสไตล์อิตาเลียนที่ได้รับคำชื่นชมในด้านแท็กติกที่สามารถปรับตัวได้ตามสถานการณ์และคู่แข่ง ซึ่งนับเป็นจุดแข็งที่ไทยไม่สามารถประมาทจีนได้

 

แม้ว่านักเตะหลักอย่าง อู่เล่ย ดาวยิงสูงสุดของไชนีส ซูเปอร์ลีก 2018 จากเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี จะเป็นนักเตะที่หลายฝ่ายให้ความกังวล แต่ หาวจุ้นหมิ่น นักเตะเบอร์ 11 ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ประมาทไม่ได้เช่นกัน

 

ด้วยโปรไฟล์อดีตนักเตะชาลเก้ 04 และการจ่ายบอลที่แม่นยำ ซึ่งหากหาวจุ้นหมิ่นได้โอกาสผ่านบอลให้อู่เล่ยในกรอบเขตโทษไทยบ่อยในเกมนี้ โอกาสที่ไทยจะผ่านเข้ารอบคงลดน้อยลงทุกจังหวะ

 

โดยรอบ 16 ทีมสุดท้ายมีเรื่องที่น่าแปลกใจเกิดขึ้น เมื่อสถานีโทรทัศน์อัล คาสส์ ของกาตาร์ได้เชิญ ชาบี เอร์นานเดซ ตำนานทีมชาติสเปนและบาร์เซโลนา มาวิเคราะห์เส้นทางของแต่ละกลุ่มจนถึงรอบชิงชนะเลิศว่าใครจะได้แชมป์ ซึ่งในรอบ 16 ทีมนี้ซาบีสามารถทำนายได้ถูกต้องครบทุกทีมที่ผ่านเข้ามาได้

 

แต่สำหรับเส้นทางของไทยต่อจากนี้ ซาบีทำนายไว้ว่าไทยจะพ่ายให้กับจีน ก่อนที่จีนไปแพ้ให้กับอิหร่านในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ต่อด้วยอิหร่านไปแพ้ญี่ปุ่น และญี่ปุ่นจะไปแพ้กาตาร์ในรอบชิงชนะเลิศ

 

แม้ว่าซาบีจะขึ้นชื่อว่าเป็นนักเตะที่มีความแม่นยำในการจ่ายบอลขนาดไหน แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครสามารถคาดเดาอนาคตได้อย่างถ่องแท้ ทำให้นับจากนี้ไทยมีสิ่งเดียวที่ทำได้คือกำหนดอนาคตด้วยตนเองและเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์ต่อไป ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อในเป้าหมายที่เราต้องการก็ตาม

 

 

สำหรับฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 รอบ 16 ทีมสุดท้ายระหว่างทีมชาติไทยพบกับทีมชาติจีน ในวันที่ 20 มกราคม 2562 ที่สนามฮัสซา บิน ซายิด สเตเดียม, อัล ไอน์ เวลา 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายทอดสดทางช่อง 7HD และ FOX Sports HD

 

 

ภาพ: FA Thailand

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories