ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหลักของกลุ่มประเทศเอเชียเหนืออย่าง KOSPI เกาหลีใต้, Taiwan Weighted ไต้หวัน และ Nikkei 225 ญี่ปุ่น พุ่งขึ้นเกินเท่าตัว ทำสถิติสูงสุดใหม่ทั้งหมด
หุ้นเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ดัชนี KOSPI +165% ทะลุ 6,600 จุด เป็นครั้งแรก ดัชนี Taiwan Weighted +150% ทะลุ 40,000 จุด เป็นครั้งแรก และดัชนี Nikkei 225 +109% ทะลุ 60,000 จุด เป็นครั้งแรก โดยทั้ง 3 ดัชนี ปรับตัวขึ้นได้ร้อนแรงกว่าดัชนี Nasdaq สหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้น 103%
ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ดัชนีเหล่านี้ปรับตัวขึ้นร้อนแรงกว่า 100% เป็นผลจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหลัก โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทยรับอานิสงส์ พุ่ง 66% จากต้นปี
อิทธิพลจากความร้อนแรงของหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ส่งผ่านมายังหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในไทยเช่นกัน ในฐานะอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของการพัฒนาเทคโนโลยี AI
จากต้นปี 2569 หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์พุ่งขึ้น 66% (ณ วันที่ 24 เมษายน) นำโดยหุ้นอย่าง บมจ.ฮานา ไมโครอิเล็กโทรนิคส หรือ HANA +85% บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA +67% และบมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ หรือ KCE +60%
ล่าสุด (27 เมษายน) หุ้นกลุ่มนี้ยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอย่างร้อนแรง โดยทั้ง HANA, DELTA และ KCE ปรับตัวขึ้นได้ 6 – 8% ขณะที่หุ้นอย่าง บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ SMT พุ่งขึ้น 30% และบมจ.ทีมพรีซิชั่น หรือ TEAM พุ่งขึ้น 11%
การพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิสก์ของไทย ในมุมมของ ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เชื่อว่า “เกี่ยวข้องกันกับการพุ่งขึ้นของหุ้นเทคโนโลยีในกลุ่มเอเชียเหนือแน่นอน” และอีกส่วนคือแรงเก็งกำไรเข้ามาก่อนที่หุ้น DELTA จะหลุดจาก Cash Balance ในช่วงสิ้นเดือนนี้
ย้อนไปช่วงต้นเดือนมีนาคม หุ้นทุกกลุ่มทั่วโลกถูกเทขายทั้งหมด แต่หุ้นเทคถูกขายด้วยเหตุผลที่ต่างออกไป
“กลุ่มอื่นถูกขายเพราะกังวลว่าจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน แต่กลุ่มเทคถูกขายเพราะความกลัวต่อเงินเฟ้อ และการขึ้นดอกเบี้ย แต่เมื่อความกลัวสะท้อนไปในราคาแรงมาก จากเดิมที่เคยคาดหวังการลดดอกเบี้ย กลับเป็นขึ้นดอกเบี้ย เมื่อผ่านไปสักระยะ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมีนาคมออกมา นักลงทุนเริ่มตระหนักได้ว่าปัจจัยอาจไม่ได้น่ากลัว และเมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน เริ่มเห็นงบการเงินไตรมาสแรก ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีหมด และเห็นการปรับเพิ่มกำไรต่อเนื่อง” ณัฐชาตกล่าว
หลังจากนั้นจึงเห็นกระแสเงินทุนระลอกใหม่ไหลเข้าหุ้นเทคอีกครั้ง ทำให้หุ้นเทคสหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน พุ่งขึ้นทั้งหมด
สำหรับหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ของไทย อีกปัจจัยที่ช่วยหนุนคือความคาดหวังต่อกำไรไตรมาสแรก หลังจากตัวเลขการส่งออกสินค้าของไทยประกาศออกมาเมื่อวันศุกร์ สินค้าอย่างพาวเวอร์ ซัพพลาย ที่เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของ DELTA มียอดส่งออกโต 30% ขณะที่สินค้ากลุ่มแผงวงจรที่เป็นผลิตภัณฑ์หลักของ KCE และ HANA ก็เติบโตดีเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ณัฐชาตมองว่า ราคาหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ของไทยขึ้นแรงกว่าแนวโน้มกำไร สวนทางกับหุ้นเทคโลกที่กำไรปรับตัวขึ้นได้ดีกว่า
“ต้องยอมรับว่าราคาหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่พุ่งขึ้น ร้อนแรงกว่าพื้นฐานไปมากในระยะสั้น หากมองในแง่ valuation การกระจายไปยังหุ้นเทคต่างประเทศ ไม่ว่าจะฝั่งสหรัฐฯ หรือเอเชียเหนือ เป็นไอเดียที่ดีคุ้มกับความเสี่ยงมากกว่า” ณัฐชาตกล่าว
‘รายย่อยเกาหลีใต้’ แห่ลงทุนหุ้นสหรัฐฯ
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า แม้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปีที่ผ่านมา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของหุ้นสหรัฐฯ ในสายตานักลงทุนชาวเกาหลีใต้ลดน้อยลงเลย
จากการคำนวณข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดย CNBC พบว่าในปี 2025 เกาหลีใต้เป็นผู้ซื้อหุ้นสหรัฐฯ รายใหญ่อันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และนอร์เวย์ โดยไม่รวมการลงทุนจากหมู่เกาะเคย์แมนและไอร์แลนด์
เกาหลีใต้มียอดซื้อสุทธิหุ้นสหรัฐฯ ถึง 7.36 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2025 ซึ่งมากกว่าปี 2024 เกือบ 5 เท่า การแห่เข้าซื้อหุ้นสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าดัชนี KOSPI จะให้ผลตอบแทนถึง 75% ในปีที่แล้ว และพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีนี้ก็ตาม
โดยรายงานจากธนาคารกลางเกาหลีใต้ (Bank of Korea) เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเผยให้เห็นว่า สัดส่วนการลงทุนในสหรัฐฯ คิดเป็น 63.4% ของพอร์ตการลงทุนต่างประเทศโดยรวม ซึ่งสูงกว่าสัดส่วน 25.3% ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว และ 36.8% ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
ข้อมูลจากแพลตฟอร์มการลงทุน GAM Investments ระบุว่า เกาหลีใต้มีนักลงทุนรายย่อยประมาณ 15 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 60% ถึง 70% ของปริมาณการซื้อขายรายปี
นักลงทุนรายย่อยที่ซื้อหุ้นต่างประเทศมีฉายาว่า มดซอฮัก (Seohak ants) คำว่า Seohak แปลว่า การเรียนรู้แบบตะวันตก
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อพยายามสกัดกั้นการไหลออกของเงินทุน โดยกระทรวงการคลังได้ประกาศลดหย่อนภาษีให้กับนักลงทุนรายย่อยที่ขายสินทรัพย์ในต่างประเทศ
รัฐบาลประกาศว่าจะยกเว้นภาษีจากกำไรส่วนทุนสำหรับหุ้นต่างประเทศ หากนำเงินที่ได้มาลงทุนในหุ้นในประเทศเป็นเวลา 1 ปี ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

