×

สมรภูมิน้ำมันแพง: เปิดกลยุทธ์เอาตัวรอดของ 3 ชาติผู้นำอาเซียน

01.04.2026
  • LOADING...
ภาพคอลลาจแสดงสัญลักษณ์น้ำมันเชื้อเพลิงและธงชาติของอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สื่อถึงกลยุทธ์รับมือวิกฤตน้ำมันแพงในอาเซียน

วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและกำลังก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานทั่วโลก สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านอุปทาน แต่ยังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่ออัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการนำเข้า และการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

 

 
 

สำหรับกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียนซึ่งหลายแห่งอยู่ในฐานะผู้นำเข้าพลังงาน ผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันได้บีบให้รัฐบาลหลายชาติจำเป็นต้องงัดมาตรการฉุกเฉิน ออกมาใช้อย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการใช้กลไกควบคุมราคาเชื้อเพลิง การจำกัดการส่งออก หรือการรณรงค์แคมเปญประหยัดพลังงาน

 

บทความนี้จะพาไปสำรวจและเจาะลึกความเคลื่อนไหวของ 3 ประเทศหลักในอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ว่าแต่ละชาติมีกลยุทธ์ในการประคองเศรษฐกิจ ป้องกันปัญหาเงินเฟ้อ และบรรเทาผลกระทบต่อสวัสดิการของประชาชนอย่างไร ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่มีความผันผวนสูงในครั้งนี้

 

อินโดนีเซีย: ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของอาเซียน

 

รัฐบาลอินโดนีเซียเตรียมบังคับใช้มาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงและปัญหาการขาดแคลนอุปทาน ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป โดยมีมาตรการสำคัญ ดังนี้

 

1. การจำกัดและควบคุมราคาเชื้อเพลิง: รัฐบาลจะจำกัดการขายน้ำมันที่ 50 ลิตรต่อวันต่อคัน โดยจะตรึงราคาน้ำมันในกลุ่มที่ได้รับการอุดหนุนไว้ แต่กำลังอยู่ระหว่างการประเมิน เพื่อปรับราคาน้ำมันในกลุ่มที่ไม่ได้รับการอุดหนุน

 

2. นโยบายการทำงานและการเดินทาง: บังคับใช้นโยบายทำงานจากที่บ้าน (WFH) ทุกวันศุกร์สำหรับข้าราชการ (ยกเว้นหน่วยงานด้านสาธารณสุขและความมั่นคง) ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงได้ถึง 6.2 ล้านล้านรูเปียห์ พร้อมทั้งรณรงค์ให้ภาคเอกชนทำเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ รัฐบาลจะลดการเดินทางไปราชการลง 50% สำหรับการเดินทางในประเทศ และ 70% สำหรับต่างประเทศ

 

3. การปรับลดงบประมาณ: มีการโยกย้ายงบประมาณจากโครงการที่ไม่มีความสำคัญเร่งด่วน ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินได้สูงสุดถึง 130 ล้านล้านรูเปียห์ รวมถึงลดจำนวนวันแจกอาหารฟรีเหลือ 5 วัน เพื่อประหยัดงบอีก 20 ล้านล้านรูเปียห์

 

4. ความมั่นคงด้านอุปทานพลังงาน: กระทรวงพลังงานอินโดนีเซียยืนยันว่า ปริมาณน้ำมันและก๊าซ LPG ยังคงมีเพียงพอ โดยได้ปรับแผนด้วยการนำเข้าก๊าซ LPG จากสหรัฐอเมริกา เพื่อทดแทนการนำเข้าจากตะวันออกกลาง ขณะที่งบประมาณอุดหนุนพลังงานปี 2026 อยู่ที่ 381.3 ล้านล้านรูเปียห์

 

ฟิลิปปินส์: ประเทศแรกในโลกที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ

 

ฟิลิปปินส์ถือเป็น หัวหอกสำคัญด้านพลังงานหมุนเวียนและพลังงานความร้อนใต้พิภพของอาเซียน อีกทั้งในปีนี้ ยังได้ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน 2026 โดยผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) และชูประเด็นเรื่อง ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ เป็นวาระเร่งด่วนอีกด้วย มาตรการสำคัญในภาพรวม มีดังนี้

 

1. ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน: เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกในโลกที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ เพื่อรับมือกับวิกฤตน้ำมันที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง

 

การประกาศดังกล่าว เปิดทางให้รัฐบาลใช้อำนาจพิเศษในการบริหารจัดการคลังน้ำมันสำรองของประเทศได้ อีกทั้งยังออกมาตรการช่วยเหลือภาคการขนส่งและเกษตรกรรม เช่นโครงการ UPLIFT รวมถึงอนุญาตให้โรงไฟฟ้าหันไปใช้พลังงานถ่านหินมากขึ้น เพื่อลดการใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่มีราคาสูงลิ่วอยู่ในขณะนี้

 

2. สร้างความมั่นใจด้านอุปทาน: มาร์กอส จูเนียร์ ออกมายืนยันกับประชาชนว่า ฟิลิปปินส์มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองเพียงพอไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2026 เพื่อลดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน โดยปริมาณการใช้น้ำมันของฟิลิปปินส์ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 473,000 ถึง 486,600 บาร์เรลต่อวัน

 

3. จัดหาแหล่งพลังงานฉุกเฉินเพื่อทดแทน: บริษัท Petron ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันเพียงแห่งเดียวของประเทศ รับผิดชอบ 30% ของความต้องการใช้เชื้อเพลิงในประเทศ ต้องจัดหาน้ำมันดิบจากรัสเซียจำนวนเกือบ 2.5 ล้านบาร์เรลเป็นการฉุกเฉิน หลังจากที่การจัดส่งน้ำมันกว่า 4 ล้านบาร์เรลถูกยกเลิกไป การซื้อขายนี้เกิดขึ้นได้เนื่องจากสหรัฐฯ ยอมผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่อน้ำมันรัสเซียชั่วคราว

 

นอกจากนี้ฟิลิปปินส์ยังได้นำเข้าน้ำมันดีเซลจำนวน 142,000 บาร์เรลจากประเทศญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายจัดหาอุปทานสำรองเพิ่มเติมให้ได้ถึง 2 ล้านบาร์เรลในอนาคตอันใกล้

 

ขณะที่ภาคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ขับขี่รถสาธารณะได้จัดการประท้วงหยุดเดินรถทั่วประเทศเป็นเวลา 2 วัน เพื่อกดดันให้รัฐบาลลดราคาน้ำมัน ยกเลิกภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิง และยกเลิกกฎหมายการปล่อยลอยตัวราคาน้ำมัน โดยชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศได้นำโครงการ ‘ตู้ปันสุข’ (Community Pantries) กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อแจกจ่ายอาหารและสิ่งของจำเป็นพื้นฐานให้กับกลุ่มคนขับรถรับจ้างที่กำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำมันแพงอยู่ในขณะนี้

 

เวียดนาม: ประเทศที่มีคลังน้ำมันสำรองมากที่สุดในอาเซียน

 

เวียดนามมีการตอบสนองต่อวิกฤตพลังงานโลกที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ โดยสามารถรักษาเสถียรภาพของตลาดในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เวียดนามมีปริมาณน้ำมันสำรองราว 4,400 ล้านบาร์เรล มากที่สุดในอาเซียน มาตรการสำคัญมีดังนี้

 

1. กลไกราคาที่ยืดหยุ่นและมาตรการทางภาษี: เวียดนามปรับมาใช้นโยบายกำหนดราคาที่ยืดหยุ่นขึ้น โดยอนุญาตให้ปรับราคาน้ำมันได้ทันทีหากราคาฐานเพิ่มขึ้น 7% (ไม่ต้องรอรอบ 7 วันตามปกติ) อีกทั้งยังนำ ‘กองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน’ กลับมาใช้อีกครั้ง แม้ปัจจุบันจะมีเงินเหลือช่วยพยุงตลาดได้เพียงประมาณ 15 วันก็ตาม

 

นอกจากนี้กระทรวงการคลังเสนอให้ลดภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อมลงครึ่งหนึ่งสำหรับน้ำมันเบนซินและดีเซล เพื่อช่วยให้ราคาขายปลีกลดลง ด้วยวิธีเหล่านี้ เวียดนามสามารถรักษาราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับค่าเฉลี่ยของภูมิภาค โดยไม่ต้องใช้มาตรการจำกัดการซื้อหรือตรึงราคาแบบตายตัว

 

รัฐบาลเวียดนามยังจะใช้ ‘นโยบายการเงินที่ยืดหยุ่น’ รักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน และชะลอการขึ้นราคาสินค้าหรือบริการควบคุมของรัฐ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่ารักษาพยาบาล และค่าการศึกษา โดยใช้วิธี ‘ทยอยปรับขึ้น’ แทนการขึ้นราคาพร้อมกัน

 

2. การทูตด้านพลังงานและการจัดหาอุปทาน: เวียดนามเดินหน้าเจรจาทางการทูตกับหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น คูเวต กาตาร์ แองโกลา ยูเออี และรัสเซีย เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน มีการลดภาษีนำเข้าน้ำมันเบนซินลงเหลือ 0% เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นำเข้าสามารถหาซัพพลายเออร์จากตลาดใหม่ๆ ได้ ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันในประเทศ 2 แห่ง ซึ่งรองรับความต้องการได้ 68% ยังคงมีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับการผลิตไปจนถึงช่วงปลายเดือนเมษายนและต้นเดือนพฤษภาคม

 

3. การจัดการพลังงานสำรองของชาติ: วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นจุดอ่อนของเวียดนามในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ปัจจุบันเวียดนามมีน้ำมันสำรองครอบคลุมการนำเข้าสุทธิได้ประมาณ 65 วัน แต่มีเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณสำรองให้ครอบคลุม 75-80 วัน และตั้งเป้าระยะยาวไว้ที่ 90 วันตามคำแนะนำของสำนักงานพลังงานสากล (IEA)

 

4. การปรับตัวในระยะยาว: เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เวียดนามจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านระบบพลังงาน โดยขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ รวมถึงพิจารณาการพัฒนา ‘พลังงานนิวเคลียร์’ ในอนาคต

 

 

 

แฟ้มภาพ: Getty Images

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising