สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาวันนี้ (13 มีนาคม) โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. การรับมือ ‘วิกฤตตะวันออกกลาง’ ของอาเซียน
รัฐมนตรีต่างประเทศระบุว่า อาเซียนประเมินผลกระทบจากสงครามทั้งด้านราคาพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ และความมั่นคงด้านอาหาร โดยมีแนวทางรับมือผ่านกลไกความร่วมมือด้านปิโตรเลียม (การแบ่งปันน้ำมันยามขาดแคลนโดยสมัครใจ) และการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) รวมถึงการแสวงหาความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่
ส่วนในมุมที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือพลเมืองอาเซียนนั้น มีการตกลงหลักการช่วยเหลือและคุ้มครองพลเมืองอาเซียนข้ามสัญชาติ ในกรณีที่บางประเทศไม่มีสถานทูตในพื้นที่เสี่ยง เช่น กรณีที่สิงคโปร์ส่งเครื่องบินเหมาลำไปซาอุดีอาระเบียและได้รับพลเมืองสัญชาติอาเซียนอื่นๆ ออกมาด้วย
สีหศักดิ์ยังได้เน้นย้ำจุดยืนของอาเซียนภายหลังการประชุมว่า อาเซียนยังคงเดินหน้าเรียกร้องให้ใช้ ‘การทูตและสันติวิธี’ ในการแก้ปัญหา เพื่อลดการสูญเสียพลเรือนและรักษาระเบียบโลก ซึ่งการประชุมเพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ โดยประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มเสนอ เพื่อแสดงศักยภาพและความรวดเร็วในการตอบสนองของภูมิภาค
2. การช่วยเหลือพลเมืองและลูกเรือไทย
รัฐบาลได้อพยพคนไทยที่ประสงค์เดินทางออกจากอิหร่านครบทั้ง 116 คนแล้ว และได้อำนวยความสะดวกให้คนไทยจากประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางเดินทางกลับประเทศอีก 584 คน
ขณะที่แรงงานไทยในอิสราเอลนั้น มีแรงงานไทยอยู่ประมาณ 50,000-60,000 คน ส่วนใหญ่ยังคงตัดสินใจอยู่ต่อ เนื่องจากทางการอิสราเอลยังสามารถควบคุมสถานการณ์ภายในและมีมาตรการดูแลความปลอดภัยให้กับแรงงานได้
ส่วนกรณีเรือภายใต้ธงไทยถูกอิหร่านโจมตีนั้น มีลูกเรือไทยทั้งหมด 23 คน โดย 20 คนได้รับการช่วยเหลือจากทหารเรือโอมานเรียบร้อยแล้วและกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการเดินทางกลับไทย คาดว่าจะถึงในสัปดาห์หน้า ส่วนลูกเรืออีก 3 คน ทหารเรือโอมานกำลังพยายามหาทางเข้าช่วยเหลือ แต่มีความยากลำบาก เนื่องจากเรือลอยอยู่ในพื้นที่ขัดแย้งซึ่ง ‘มีความเสี่ยงภัยสูง’
3. สถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
สีหศักดิ์ระบุว่า ไทยมุ่งหวังให้การหยุดยิง ‘มีความยั่งยืน’ เพื่อใช้เวลานี้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและเดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์ สำหรับการประชุมคณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วม (JBC) ประเทศไทยพร้อมพิจารณา แต่จำเป็นต้องรอให้มีรัฐบาลใหม่เข้ามาก่อน เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเขตแดน
ส่วนข้อกังวลต่อท่าทีของกัมพูชานั้น ไทยมีความไม่สบายใจที่การกระทำของกัมพูชา ‘ไม่สอดคล้อง’ กับคำพูดที่ระบุว่าต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ เนื่องจากกัมพูชาพยายามนำปัญหาทวิภาคีไปสู่เวทีระหว่างประเทศ เช่น คณะมนตรีความมั่นคงฯ, ยูเนสโก, ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงพยายามดึงประเทศที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การเจรจากับสมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้ เพื่อขอไม่ให้ขายเครื่องบินแก่ไทย ซึ่งถือเป็น ‘การแทรกแซง’
ไทยขอให้กัมพูชามองไปข้างหน้าและหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้สถานการณ์ยุ่งยากมากขึ้น เพื่อให้เห็นเส้นทางที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ / Facebook Live


