วันนี้ (16 ตุลาคม) เวลา 09.15 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 2569 (Annual Meeting Plenary) โดยมี คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) อาเจย์ แบงกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และคาร์ลอส คาร์วัลโล สปาลดิง ประธานการประชุมประจำปี (Annual Meetings) และผู้ว่าการธนาคารกลางปารากวัย พร้อมคณะ ร่วมรับฟังการกล่าวเปิดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าร่วมด้วย
จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยเป็นสถานที่พบปะของผู้คนและวัฒนธรรมมานับศตวรรษ ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นนครหลวงเดิมของไทย เป็นศูนย์กลางการค้าและการทูตที่รุ่งเรือง เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตก จากนั้นสยามได้เติบโตจากการเชื่อมโยงกับโลก และยังคงมีจิตวิญญาณดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน
ในปี 1991 ไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในลักษณะนี้ ในช่วงที่โลกกำลังมุ่งไปสู่การบูรณาการทางเศรษฐกิจมากขึ้น และ 35 ปีให้หลัง ไทยได้ต้อนรับประชาคมโลกอีกครั้ง ณ ศูนย์การประชุมแห่งนี้ ซึ่งเดิมก่อตั้งขึ้นเพื่อรองรับการประชุมครั้งนั้นโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม โลกที่เราเผชิญในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อ 35 ปีก่อนอย่างยิ่ง ในอดีตเครื่องส่งแฟกซ์เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความรวดเร็ว แต่ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงกิจกรรมและวิถีชีวิตของเรา ขณะที่โลกมุ่งไปสู่การบูรณาการทางเศรษฐกิจ แต่ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนแปลงทิศทางการค้าและการลงทุน ส่วนการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมซึ่งเคยเป็นข้อกังวลที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นความท้าทายสำคัญของโลก
โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกประเทศในการรับมือ โดยหัวข้อการประชุมครั้งนี้ ‘ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย’ (Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience) หมายถึงอนาคตของทั้งประเทศไทยและทุกประเทศ ความสามารถในการตั้งรับและปรับตัวต้องอาศัยความเชื่อมโยงที่ไว้วางใจกัน การเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุน ตลอดจนการเรียนรู้ระหว่างกัน โดยการประชุมประจำปี 1991 ได้ทิ้งมรดกสำคัญไว้ และศูนย์การประชุมแห่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนถึงมรดกดังกล่าว
อนุทินกล่าวต่อว่า ในช่วงเวลาสำคัญนี้ มีการหารือกันในระดับนานาชาติเพื่อร่วมกันรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก แม้ความท้าทายในปัจจุบันจะแตกต่างจากอดีต แต่ความรับผิดชอบร่วมกันยังคงเดิม สิ่งที่จะเป็นมรดกจากการประชุมครั้งนี้คือการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค เชื่อมโยงเงินทุนกับโอกาส และเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับความสามารถของคน
ไทยจะทำให้หุ้นส่วนระดับภูมิภาคมารวมตัวกันและเชื่อมโยงกับโลก เพื่อเสริมพลังและเปิดโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาร่วมกัน ที่สำคัญ ความเชื่อมโยงนี้จะต้องเข้าถึงประชาชน ช่วยให้ธุรกิจเติบโต สร้างทักษะฝีมือแรงงาน และสร้างโอกาสที่จะทำให้ชีวิตประจำวันดีขึ้น พร้อมสร้างหลักประกันให้ชุมชนต่างๆ มีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
อนุทินกล่าวอีกว่า ไทยจะร่วมมือกับ IMF ธนาคารโลก และหุ้นส่วนทุกประเทศที่เข้าร่วมประชุม เพื่อเปลี่ยนการเจรจาหารือให้เป็นความร่วมมือ เปลี่ยนเงินทุนให้เป็นโอกาส และสร้างหลักประกันว่าการตัดสินใจที่เกิดขึ้นจากการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่โอกาสและเศรษฐกิจที่ดีขึ้นสำหรับประชาชน
เช่นเดียวกับเมื่อหลายศตวรรษก่อนที่กรุงศรีอยุธยาเป็นนครหลวงของไทยและเชื่อมโยงประเทศเข้ากับโลก กรุงเทพฯ จะเป็นพื้นที่เชื่อมโยงประเทศต่างๆ ด้วยเป้าหมายร่วมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจโลกตอบสนองความต้องการของประชาชน และหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะส่งผลดีต่อทุกประเทศ ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่า เราจะได้พบกันอีกครั้งในอีก 35 ปีข้างหน้า



























