×

แอมเนสตี้ฯ เรียกร้องนายกฯ ถอนฟ้องหมิ่นประมาท ‘ยิ่งชีพ iLaw’ ชี้เป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

โดย THE STANDARD TEAM
12.10.2026
ภาพประกอบข่าว แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เรียกร้องนายกรัฐมนตรีให้ถอนฟ้อง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ iLaw

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถอนฟ้องคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทต่อ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จากกรณีการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะถึงข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 พร้อมเตือนว่าการฟ้องร้องในลักษณะนี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบผู้มีอำนาจโดยภาคประชาชน

 

ยูฮานี เจ๊ะกา ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะควรได้รับการคุ้มครองไม่ใช่ถูกลงโทษ การที่ประเทศไทยจะยึดมั่นในหลักนิติธรรมได้นั้น สะท้อนให้เห็นจากการที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นได้อย่างปลอดภัย แม้ว่าความคิดเห็นดังกล่าวจะเป็นการตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศก็ตาม

 

“รัฐไทยต้องรับประกันว่าจะไม่มีใครถูกดำเนินคดีอาญาเพียงเพราะเขาออกมาแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามในเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสังคม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างยิ่งชีพ มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประชาชนเข้าใจสิทธิของตนเอง มีส่วนร่วมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะ และตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง พวกเขาต้องสามารถทำงานเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกตอบโต้” ยูฮานีกล่าว

 

ยูฮานียังเน้นย้ำด้วยว่า เมื่อผู้นำรัฐบาลใช้การฟ้องคดีอาญากับผู้วิพากษ์วิจารณ์ ผลกระทบจะไม่เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ถูกฟ้องเท่านั้น แต่อาจส่งผลให้ประชาชนคนอื่นๆ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามในเรื่องประโยชน์สาธารณะ ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนมีสิทธิรับรู้

 

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการแถลงข่าวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ขณะที่ยิ่งชีพเข้ายื่นข้อมูลต่อประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (ประธานวิปฝ่ายค้าน) เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องความผิดปกติในการเลือก สว. ปี 2567 โดยมีการกล่าวพาดพิงถึงนักการเมือง 9 คน ซึ่งรวมถึง อนุทิน ชาญวีรกูล และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติดังกล่าว

 

ด้านอนุทินปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่าข้อความที่ยิ่งชีพกล่าวในการแถลงข่าวเป็นเท็จและทำให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงได้มอบอำนาจให้ทนายความยื่นฟ้องยิ่งชีพต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ในข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 โดยศาลได้กำหนดวันไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 14 ธันวาคม 2569 เพื่อพิจารณาว่าคดีมีมูลเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ หากศาลตัดสินว่ามีความผิด ยิ่งชีพอาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

 

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอนุทินเคยเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาก่อน โดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ของ กกต. เคยมีความเห็นว่าควรดำเนินคดีกับอนุทินต่อศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กกต. ชุดใหญ่ มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญากับอนุทินในข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยมีกรรมการ กกต. เสียงข้างน้อย 2 คน ที่เห็นควรให้ส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา

 

แอมเนสตี้ฯ มองว่า การที่ข้อกล่าวหาดังกล่าวเคยเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ ย่อมแสดงให้เห็นว่าเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ที่ประชาชนสามารถนำมาพูดคุยหรือตั้งคำถามได้ แม้การเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบจะไม่ได้หมายความว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริงก็ตาม

 

  • ชี้คดีสวนทางความพยายามต้านการฟ้องปิดปาก (SLAPPs)

 

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า คดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยมิชอบเพื่อดำเนินคดีกับผู้วิพากษ์วิจารณ์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแอมเนสตี้ฯ ได้บันทึกข้อมูลการดำเนินคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เปิดเผยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจ โดยมองว่าการดำเนินคดีลักษณะนี้อาจสร้างภาระทางการเงินและแรงกดดันด้านจิตใจอย่างหนักต่อผู้ถูกฟ้อง

 

ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีมาตรการป้องกันการใช้คดีความเพื่อกลั่นแกล้งหรือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นอยู่บ้าง เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ที่ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีอาญาที่ประชาชนเป็นผู้ฟ้อง หากพบว่าเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริต รวมถึงคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับแนวทางการพิจารณาคดีในลักษณะดังกล่าวที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569

 

นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมยังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก (Strategic Lawsuits Against Public Participation: SLAPPs) การที่นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลออกมาฟ้องคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทกับประชาชน จึงถูกมองว่าสวนทางกับความพยายามในการปฏิรูปกฎหมายของประเทศ

 

  • แนะไทยยกเลิกโทษอาญาคดีหมิ่นประมาท-แสดงความจริงใจก่อนเข้ากลุ่ม OECD

 

แอมเนสตี้ฯ อ้างอิงถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อที่ 19 ซึ่งกำหนดให้การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกต้องมีกฎหมายรองรับ มีวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรม จำเป็น และได้สัดส่วน

 

โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติย้ำว่า บุคคลสาธารณะ รวมถึงผู้นำรัฐบาล ย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ และควรยอมรับประโยชน์สาธารณะของประเด็นที่วิจารณ์เป็นข้อต่อสู้ในคดีหมิ่นประมาท พร้อมเรียกร้องให้รัฐพิจารณายกเลิกความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาท เนื่องจากการจำคุกไม่ใช่บทลงโทษที่เหมาะสมไม่ว่าในกรณีใด

 

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการขอเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และเตรียมเข้ารับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ 4 ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ซึ่งกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD กำหนดให้ประเทศผู้สมัครต้องแสดงความมุ่งมั่นในการเคารพหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนผ่านการปฏิบัติจริง

 

แอมเนสตี้ฯ ทิ้งท้ายด้วยการเรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกกฎหมายที่กำหนดให้การหมิ่นประมาทเป็นความผิดทางอาญา และสร้างมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการใช้คดีความเพื่อกลั่นแกล้งปิดปากประชาชน ไม่ว่าผู้ฟ้องจะเป็นบุคคลทั่วไป เอกชน หรือหน่วยงานรัฐ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีความเป็นอิสระและสามารถคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกได้อย่างแท้จริง


READ MORE






Latest Stories