×

แอมเนสตี้เผยรายงาน ชี้ปฏิบัติการปราบสแกมของกัมพูชา ยังไม่เพียงพอทำลายศูนย์สแกมส่วนใหญ่ มองล้มเหลวคัดกรองเหยื่อ-ดำเนินคดีผู้ร่วมขบวนการ

08.06.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงข้อความสรุปรายงานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเกี่ยวกับปฏิบัติการปราบปรามศูนย์สแกมของกัมพูชา

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยแพร่รายงาน “Falling Through the Cracks: Cambodia’s “Crackdown” on Scamming Compounds” ในวันนี้ (8 มิถุนายน)แสดงให้เห็นว่าปฏิบัติการกวาดล้างศูนย์หลอกลวงออนไลน์ (Online Scam) หรือศูนย์สแกม ของทางการกัมพูชาในช่วงปีที่ผ่านมา ยังไม่เพียงพอที่จะทำลายแหล่งศูนย์สแกมส่วนใหญ่ที่อยู่ในประเทศ

 

 
 

โดยศูนย์สแกมหลายแห่งกำลังย้ายที่ตั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการปราบปราม ในขณะที่ทางการกัมพูชายังล้มเหลวทั้งการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในขบวนการสแกมและการตรวจสอบและคัดกรองเหยื่อค้ามนุษย์

 

“รัฐบาลกัมพูชาจัดการภาพลักษณ์ของการปราบปรามขบวนการสแกมอย่างระมัดระวัง แต่เบื้องหลังพาดหัวข่าวเกี่ยวกับการบุกค้นหรือการจับกุมในศูนย์สแกมต่างๆ คือผู้รอดชีวิตจากการเป็นทาส การทรมาน และการข่มขืน ที่แทบไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ” มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการร่วมประจำภูมิภาคของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว และยืนยันว่า “การปราบปรามอาชญากรรมที่ได้รับการยกย่องอย่างมากนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะยุติความทุกข์ทรมานของผู้ที่ติดอยู่ในศูนย์สแกม”

 

“มากกว่า 70% ของจำนวนศูนย์สแกมที่แอมเนสตี้ระบุไว้ในรายงาน ดูเหมือนจะถูกมองข้าม ในขณะที่การเข้าปราบปรามของตำรวจที่ไม่มีประสิทธิภาพ ยังทำให้เหยื่อพลาดโอกาสและต้องเผชิญกับการละเมิดที่น่าสยดสยอง ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลกัมพูชากำลังชื่นชมผลงานของตนเอง”

 

การปราบปรามของกัมพูชาไม่สามารถรื้ออุตสาหกรรมสแกมได้จริง

 

แม้ว่ารัฐบาลกัมพูชาจะเปิดปฏิบัติการกวาดล้างศูนย์สแกมในประเทศครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 และประกาศความสำเร็จในการปิดศูนย์สแกมไปแล้วกว่า 200 แห่ง และจับกุมหัวหน้าขบวนการไปแล้วหลายคน แต่แอมเนสตี้ ระบุข้อมูลหลักฐานที่รวบรวมได้ สะท้อนว่า ศูนย์สแกมส่วนใหญ่จนถึงวันนี้ก็ยังคงดำเนินงานอยู่ หรือมีการโยกย้ายสถานที่เพื่อหลบเลี่ยงการปราบปราม มากกว่าจะถูกปิดอย่างถาวร

 

รายงานฉบับใหม่นี้ ระบุพิกัดศูนย์สแกมเพิ่มเติมอีก 33 แห่ง จากที่เคยเปิดเผยไว้ 53 แห่งในรายงานปี 2025 ทำให้ แอมเนสตี้ สามารถระบุศูนย์สแกมได้อย่างน้อย 86 แห่งทั่วประเทศกัมพูชา สะท้อนว่าปัญหายังคงแพร่หลายแม้อยู่ในช่วงการกวาดล้างครั้งใหญ่ของรัฐบาล

 

แอมเนสตี้ ระบุว่าจากศูนย์สแกม 86 แห่งที่ติดตาม พบหลักฐานการเข้าดำเนินการปราบปรามของเจ้าหน้าที่เพียง 24 แห่งเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาอ้างว่า ได้ปิดศูนย์สแกมไปแล้วมากกว่า 200 แห่ง ซึ่งทำให้เกิดคำถามเรื่องความโปร่งใสและความถูกต้องของตัวเลขที่รัฐบาลประกาศ

 

เหยื่อการค้ามนุษย์ยังไม่ได้รับการคุ้มครอง

 

รายงานของแอมเนสตี้ ชี้ว่ารัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับการจับกุมและส่งกลับชาวต่างชาติ แต่ ล้มเหลวในการระบุและคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ ที่ถูกหลอกมาทำงานในศูนย์สแกม หลายคนถูกปล่อยให้อยู่โดยไม่มีที่พัก อาหาร การรักษาพยาบาล หรือความช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศ

 

แอมเนสตี้ ยังได้สัมภาษณ์เหยื่ออีก 73 คนจาก 16 ประเทศ ที่รอดชีวิตออกมาจากศูนย์สแกม และพบรูปแบบการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกับที่เคยปรากฎในรายงานเมื่อปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น

 

  • การค้ามนุษย์
  • การบังคับใช้แรงงาน
  • การกักขังหน่วงเหนี่ยว
  • การทรมาน
  • การทำร้ายร่างกาย
  • การข่มขืนและความรุนแรงทางเพศ

 

สิ่งที่น่าสลดใจ คือผู้รอดชีวิตทั้ง 73 คนที่ถูกสัมภาษณ์ ไม่มีใครได้รับการยอมรับจากทางการกัมพูชาว่า เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ แม้แอมเนสตี้จะประเมินแล้วว่า พวกเขาทั้งหมดตรงตามคำจำกัดความที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

 

หลายคนที่ได้รับการปล่อยตัวหรือหนีออกมาจากศูนย์สแกม กลับต้องนอนบนถนนหรือถูกกักขังในศูนย์ตรวจคนเข้าเมืองที่แออัด ในขณะที่บางกรณี ตำรวจยังรีดไถเหยื่อการค้ามนุษย์เหล่านี้และข่มขู่พวกเขา ขณะที่ผู้รอดชีวิตบางรายได้รับการช่วยเหลือที่ไม่เพียงพอจากสถานทูตของตนเอง

 

ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งซึ่งมาจากแอฟริกาตะวันออกตั้งแต่อายุ 16 ปี โดยถูกล่อลวงด้วยข้อเสนองานปลอมบนเรือสำราญ เล่าถึงเหตุการณ์ขณะที่ถูกย้ายไปมาระหว่างศูนย์สแกมต่างๆ ในระหว่างที่ทางการดำเนินการปราบปราม

 

“พวกเขาใส่กุญแจมือฉันไว้กับเก้าอี้และบังคับให้ฉันยืนอยู่สองวัน จากนั้นพวกเขาก็ทุบตีพวกเราและพาพวกเราขึ้นรถ” เธอกล่าว

 

ท้ายที่สุดเธอและเหยื่อคนอื่นๆ ถูกทิ้งไว้ข้างถนนในเวลากลางคืน และเมื่อตำรวจมาถึง เธอบอกว่า พวกเขาขู่ว่าจะส่งเธอกลับไปยังศูนย์สแกมแทนที่จะให้ความช่วยเหลือ และเมื่อไม่มีที่ไป เธอจึงขอความช่วยเหลือจากชาวกัมพูชาในท้องถิ่นที่ช่วยให้เธอหนีออกจากพื้นที่ได้

 

ปัญหาความโปร่งใส เอื้อประโยชน์ธุรกิจเชื่อมโยงศูนย์สแกม

 

การสืบสวนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลในเดือนเมษายนพบว่า คาสิโน 12 แห่งที่เชื่อมโยงกับศูนย์สแกมหลอกลวงได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล แม้ว่าการปราบปรามจะดำเนินอยู่ก็ตาม โดยรายงานฉบับใหม่ของแอมเนสตี้ระบุว่า มีคาสิโนอีก 4 แห่งที่ยื่นแผน แสดงให้เห็นว่ามีอาคารที่ถูกใช้เป็นศูนย์สแกมรวมอยู่ด้วย

 

มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ กล่าวว่า “หากรัฐบาลกัมพูชาจริงจังกับการยุติการค้าทาสและการทรมานในอุตสาหกรรมหลอกลวง รัฐบาลต้องตรวจสอบศูนย์สแกมและคาสิโนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ระบุและให้ความช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์และการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอื่นๆ อย่างถูกต้อง และแก้ไขความล้มเหลวที่ขัดขวางไม่ให้การปราบปรามครั้งนี้ประสบความสำเร็จ”

 

แม้กัมพูชาจะอ้างความสำเร็จของการปราบปราม แต่สิ่งที่ยังล้มเหลวคือการเปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับศูนย์สแกมที่ถูกตรวจสอบ หรือหลักฐานที่สนับสนุนข้ออ้างเรื่องการปิดศูนย์สแกม

 

ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาไม่ได้ตอบคำถาม ที่แอมเนสตี้สอบถามไปเกี่ยวกับการสอบสวน และในขณะเดียวกัน นักข่าวและเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังเผชิญกับการจับกุมและการข่มขู่ ซึ่งยิ่งจำกัดการตรวจสอบอย่างอิสระ

 

“การขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิงของรัฐบาลกัมพูชาทำให้ไม่สามารถตรวจสอบข้อกล่าวอ้างของพวกเขาได้ และบั่นทอนความเชื่อมั่นในกระบวนการทั้งหมด ข้อสรุปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ หลายคนที่อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมที่ฉ้อฉลที่สุดยังไม่ถูกนำตัวมาลงโทษ” มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ กล่าว

 

เรียกร้องประชาคมโลกกดดันกัมพูชาเพิ่มขึ้น

 

แอมเนสตี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีความร่วมมือด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมายกับกัมพูชา เพิ่มแรงกดดันให้มีการ

 

  • ปิดศูนย์สแกมทั้งหมด
  • ดำเนินคดีกับผู้บงการระดับสูง
  • สอบสวนเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง
  • จัดระบบช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง

 

โดยรายงานยังเน้นย้ำว่า ปัญหาศูนย์สแกมในกัมพูชาถือเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่กำลังส่งผลกระทบอย่างมากต่อหลายประเทศทั่วโลก

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising