คดีความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมขบวนการสแกมเมอร์ ที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย เบน สมิธ-เฉิน จื้อ เจ้าพ่อ Prince Group-ก๊ก อาน ซึ่งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้มีคำสั่งสั่งอายัดทรัพย์ไว้ชั่คราวตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2668 เป็นระยะเวลา 90 วัน มีความคืบหน้าต่อเนื่อง
โดยแหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงตลาดทุนเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ถึงความคืบหน้ากรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีรายคดีสำคัญที่คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
ล่าสุด ในวันพรุ่งนี้ (อังคารที่ 17 กุมภาพันธ์นี้) เวลา 11.00 น. ทางสำนักงาน ปปง. เตรียมจะนำสำนวนคดีส่งมอบให้กับพนักงานอัยการ เพื่อพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน รวมมูลค่าประมาณ 13,074 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มีหุ้นของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่าย ‘เบน สมิธ’ รวมอยู่ด้วย
“หากพนักงานอัยการรับคำร้องจากสำนักงาน ปปง. ส่งฟ้องศาล แล้วหากศาลพิจารณามีคำตัดสินให้ยึดทรัพย์ทรัพย์ก้อนนี้ ซึ่งรวมถึงหุ้นบางจากฯ ก็จะถูกยึดตกมาเป็นของแผ่นดิน” แหล่งข่าว กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH
เปิดรายละเอียด 4 คดีมหากาพย์ ฟอกเงิน-สแกมเมอร์ข้ามชาติ
สำหรับคดีสำคัญที่ ปปง. เตรียมส่งสำนวนให้อัยการในครั้งนี้ ประกอบด้วย 4 รายคดีสำคัญ ดังนี้
- รายคดี นางสาวแตงไทยฯ กับพวก ในกรณี MR.LEAK YIM, นางวิรินยาฯ, เบน สมิธ และนางสาวแคทรียาฯ ได้หลอกลวงผู้เสียหาย โดยมีข้อมูลเชื่อมโยง นายยิม เลียก และพบข้อมูลการทำธุรกรรมเชื่อมโยงไปยัง นายเบน สมิธ ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ปปง. จึงส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 68 รายการ เช่น ที่ดิน, ห้องชุด, รถยนต์, เรือยอชต์, เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมทั้งหุ้นของ BCP มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินในคดีนี้ประมาณ 12,123 ล้านบาท
- รายคดี เฉิน จื้อ กับพวก: สำนักงาน ปปง. ได้ตรวจสอบพบข้อมูลเครือข่ายการฉ้อโกงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล เชื่อมโยง นายเฉิน จื้อ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติในประเทศกัมพูชา รวมมูลค่าประมาณ 345 ล้านบาท
- รายคดี ก๊ก อาน กับพวก สืบเนื่องจากกรณีการจับกุมผู้กระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน รวมมูลค่าประมาณ 560 ล้านบาท
- รายคดี นายเอื้ออังกูรฯ กับพวก กรณีกลุ่มมิจฉาชีพชักชวนให้ประชาชนลงทุนเทรดหุ้นผ่านกลุ่มไลน์ รวมมูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นความคืบหน้าต่อเนื่อง หลังจากที่คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินชั่วคราวของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว เห็นว่าไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราวนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
จับตาใกล้ครบเส้นตาย 90 วัน และความเสี่ยงทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงในตลาดทุนได้แสดงความกังวลต่อเกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมาย โดยระบุว่าประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ขั้นตอนการพิจารณาของอัยการ ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินนั้น การยึดและอายัดทรัพย์สินมีกรอบเวลาบังคับว่าจะต้องดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์
“ที่ ปปง. ต้องรีบส่งเรื่องต่อให้อัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะกฎหมายให้เวลาจำกัดในการยึดอายัด หากอัยการใช้เวลาพิจารณาแล้วตั้งข้อไม่สมบูรณ์กลับมา เกรงว่าจะดำเนินการไม่ทันกรอบเวลา 90 วัน ซึ่งกำลังจะครบกำหนด โดยการอายัดทรัพย์จำนวนนี้จะนับตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ซึ่งประชุมคณะกรรมการธุรกรรมของสำนักงาน ปปง. ได้มีการพิจารณาคดีความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มขบวนการสแกมเมอร์ โดยมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์ ซึ่งหากเกินกำหนดก็ต้องปล่อยทรัพย์ไปก่อน” แหล่งข่าวกล่าว
ความกังวลดังกล่าวมุ่งไปที่ หากอัยการพิจารณาแล้วมีการ ‘ตั้งข้อไม่สมบูรณ์’ หรือมองว่าพยานหลักฐานในสำนวนยังไม่ครบถ้วน อาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไป ซึ่งหากกระบวนการพิจารณาใช้เวลานานจนเกินกรอบระยะเวลา 90 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะส่งผลให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องถอนการยึดหรือปล่อยทรัพย์สินชั่วคราวคืนแก่เจ้าของไปก่อน
ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมูลค่าทรัพย์สินในคดีนี้มีจำนวนมหาศาล และเกี่ยวพันกับหุ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ซึ่งหากเกิดความล่าช้าในขั้นตอนการส่งฟ้อง อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและกระบวนการบังคับใช้กฎหมายในคดีฟอกเงินระดับประเทศ
ย้อนรอยปฏิบัติการถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ สืบเนื่องจากการสืบสวนขยายผลและบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงาน ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ ที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 13/2568 ได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีสำคัญ 4 กลุ่มคดีใหญ่ ซึ่งเชื่อมโยงเส้นทางการเงินและการกระทำความผิดในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอย่างชัดเจน รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 10,165 ล้านบาท
ต่อมาในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการแถลงผลปฏิบัติการถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ ร่วมกับหน่วยงานระดับสูง ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ปปง. แถลงความสำเร็จจากการปูพรมตรวจค้นเป้าหมาย 50 จุด ใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดและยึดของกลางรายการสำคัญ ทั้งเรือยอชต์ รถหรู ที่ดิน และอายัดเงินในบัญชี
สำหรับรายละเอียดเชิงลึกของคดีที่นำมาสู่การยึดทรัพย์ครั้งใหญ่นี้ เริ่มต้นจาก คดีเฉิน จื้อ กับพวก ซึ่งเป็นเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์และค้ามนุษย์ที่มีฐานใหญ่ในกัมพูชา เชื่อมโยงกับกลุ่มบริษัท Prince Holding Group โดยพบพฤติการณ์ฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัลและสับเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ต่างๆ ในรูปแบบไฮบริดสแกม คณะกรรมการฯ จึงสั่งยึดทรัพย์สินกว่า 102 รายการ มูลค่าประมาณ 373 ล้านบาท
ถัดมาคือ คดีก๊ก อาน เจ้าของอาคารหลายแห่งในกัมพูชาที่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีการใช้บัญชีม้าสแกนใบหน้าเพื่อโอนเงินและนำเงินที่ได้มาซื้อทรัพย์สินในไทยให้ผู้อื่นถือครองแทน โดยในคดีนี้มีการยึดทรัพย์สิน 90 รายการ มูลค่าประมาณ 467 ล้านบาท และคดีที่มีมูลค่าความเสียหายและยึดทรัพย์ได้สูงที่สุดคือ คดีแตงไทยฯ กับพวกซึ่งเชื่อมโยงกับ ยิม เลียก และ เบน สมิธ บุคคลใกล้ชิดทายาทผู้มีอิทธิพลในกัมพูชา โดยมีพฤติการณ์หลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ และมีการโอนเงินหมุนเวียนระหว่างบริษัททั้งในและต่างประเทศอย่างซับซ้อนเพื่ออำพรางธุรกรรม


