×

คนอเมริกัน 72% รู้สึกผิดเวลาใช้เงินเพื่อความสุขของตัวเอง ทั้งที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้จ่ายเกินตัว ขณะที่การมีเงินเหลือหลังจ่ายบิลกลายเป็นความหรูหราไปแล้ว

30.08.2026
  • LOADING...

คำถามที่ว่าอะไรคือความหรูหราในสายตาคนอเมริกันยุคนี้ให้คำตอบที่สะท้อนภาวะค่าครองชีพได้เป็นอย่างดี เพราะแม้อันดับ 1 จะเป็นการได้ไปเที่ยวพักผ่อนที่ 56% แต่อันดับ 2 ที่ตามมาติดๆ คือการมีเงินเหลือหลังจ่ายบิลในแต่ละเดือน ซึ่งผู้ตอบแบบสำรวจราวครึ่งหนึ่งเลือกข้อนี้

 

 

ข้อมูลดังกล่าวมาจากรายงาน Cost of Life Today ฉบับแรกของ Ally Bank ซึ่งสำรวจโดย YouGov เมื่อเดือนกรกฎาคม กับผู้ใหญ่ชาวอเมริกันกว่า 5,000 คนที่มีส่วนในการตัดสินใจเรื่องการเงินของครัวเรือน

 

ลินด์เซย์ แซคนอฟฟ์ ประธานฝ่ายธนาคารเพื่อผู้บริโภคของ Ally อธิบายว่าการมีเงินเหลือหมายถึงการมีทางเลือก ส่วนการมองว่าการไปเที่ยวคือความหรูหราก็สะท้อนว่าผู้คนให้คุณค่ากับประสบการณ์มากกว่าสิ่งของ

 

ความรู้สึกผิดที่มาพร้อมการใช้เงินเพื่อความสุข

 

สิ่งที่รายงานพบและกลายเป็นประเด็นหลักคือผู้ตอบแบบสำรวจ 72% รู้สึกผิดเวลาใช้เงินไปกับสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข เมื่อค่าใช้จ่ายเหล่านั้นไปแย่งกับเป้าหมายทางการเงินอื่น

 

ที่น่าสนใจคือปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใช้จ่ายเกินตัว เพราะมีเพียง 6% ที่รู้สึกว่าตัวเองใช้เงินกับความบันเทิงและการพักผ่อนมากเกินไป ขณะที่ 68% เชื่อว่าตัวเองจัดสรรเงินส่วนนี้ในระดับที่เหมาะสมแล้ว

 

ความอึดอัดดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขอื่นด้วย โดย 77% เคยลด, เลื่อน หรือตัดค่าใช้จ่ายเพื่อความสุขออกไปอย่างน้อยเป็นบางครั้ง ขณะที่ราว 70% รู้สึกเครียดกับการหาสมดุลระหว่างความรับผิดชอบทางการเงินกับการใช้ชีวิตอย่างน้อยเดือนละครั้ง

 

Ally จึงจัดทำดัชนีที่เรียกว่า Joy Index ซึ่งวัดว่าคนเข้าถึงความสุขได้มากแค่ไหน มีความสุขบ่อยเพียงใด และความสุขนั้นยังเหลืออยู่หรือไม่ในวันที่การเงินตึงตัว โดยคนอเมริกันได้คะแนนเฉลี่ย 54.2 จาก 100 ซึ่งอยู่ในโซนที่ความสุขถูกกดดัน

 

ตัวเลขที่ยืนยันภาพนี้คือมีเพียง 15% ที่บอกว่าจ่ายเงินเพื่อความสุขได้แบบไม่ลำบาก ขณะที่คนที่บอกว่าจ่ายค่าใช้จ่ายจำเป็นได้อย่างสบายก็มีเพียง 20% เท่านั้น

 

แจ็ก ฮาวเวิร์ด หัวหน้าฝ่ายสุขภาวะทางการเงินของ Ally อธิบายว่าผู้บริโภคกำลังชั่งน้ำหนักต้นทุนค่าเสียโอกาสของทุกการใช้จ่าย ซึ่งทำให้แม้แต่การซื้อที่สมเหตุสมผลก็กลายเป็นการต่อรองในใจและวังวนความรู้สึกผิดว่าควรเอาเงินก้อนนั้นไปทำอย่างอื่นแทน

 

ฉากหลังของความรู้สึกนี้คือภาวะค่าครองชีพที่บีบงบครัวเรือน โดยราคาบ้านในสหรัฐฯ ปรับขึ้นราว 45% นับตั้งแต่ปี 2020 ขณะที่ยอดหนี้บัตรเครดิตคงค้างยังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 41.77 ล้านล้านบาท) ในไตรมาส 2 ปีนี้

 

รายงานยังระบุว่าแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จนดันราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นให้สูงขึ้น

 

ใครรู้สึกผิดมากที่สุด และเงินซื้อความสุขได้จริงไหม

 

เมื่อแยกตามกลุ่ม รายงานพบว่าผู้หญิงมีแนวโน้มรู้สึกผิดมากกว่า โดยผู้หญิง 75% รู้สึกผิดอยู่บ้างและ 25% รู้สึกผิดมาก เทียบกับผู้ชายที่ 68% และ 15% ตามลำดับ

 

แซคนอฟฟ์มองว่าสาเหตุอาจมาจากการที่ผู้หญิงมักดูแลการเงินในบ้านแบบวันต่อวัน จึงเห็นภาพรวมทั้งรายรับ, รายจ่าย, เงินออม และการลงทุน ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับจำนวนคนในบ้านที่พึ่งพาพวกเธอ

 

หากแยกตามรุ่น กลุ่มที่รู้สึกผิดมากที่สุดคือ Gen Z ที่ 77% และมิลเลนเนียลที่ 76% ตามด้วย Gen X ที่ 74% ขณะที่เบบี้บูมเมอร์โดดออกมาด้วยสัดส่วนต่ำที่สุดที่ 63% และมีถึง 32% ที่มองว่าการใช้เงินเพื่อความสุขคุ้มค่าอย่างเต็มที่

 

สอดคล้องกับคะแนน Joy Index ที่บูมเมอร์ได้สูงสุดที่ 57.1 ตามด้วย Gen Z ที่ 55.2 ทั้งที่มีรายได้น้อยที่สุดในบรรดาทุกรุ่น โดยจุดเด่นของ Gen Z คือวางแผนล่วงหน้าอย่างจริงจัง ซึ่ง 56% มีงบสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ เทียบกับมิลเลนเนียล 46%, Gen X 32% และบูมเมอร์ 29%

 

ในแง่จำนวนเงิน บูมเมอร์ใช้จ่ายเพื่อความสุขมากที่สุดเฉลี่ยเดือนละ 298 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,879 บาท) ตามมาติดๆ ด้วย Gen Z ที่ 295 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,779 บาท) ส่วนมิลเลนเนียล 287 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,514 บาท) และ Gen X น้อยที่สุดที่ 259 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8,586 บาท)

 

สำหรับคำถามที่ว่าเงินซื้อความสุขได้หรือไม่ รายงานพบว่าคะแนนความสุขสูงขึ้นตามระดับรายได้ แต่มีข้อสังเกตสำคัญคือผู้ที่มีสิ่งที่ Ally เรียกว่าทัศนคติแบบเห็นคุณค่าในสิ่งเล็กน้อยประจำวัน มีโอกาสสัมผัสความสุขอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งมากกว่าเกือบเท่าตัว

 

ลี สแตฟฟอร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Ally อธิบายว่าคนรายได้สูงไม่ได้รู้สึกมีความสุขมากกว่า เพียงแต่จ่ายภาษีทางอารมณ์และทางการเงินน้อยกว่าเพื่อให้ได้ความสุขนั้นมา

 

เขาเสริมว่านี่คือจุดที่ความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ เพราะช่องว่างไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการมีความสุข หากอยู่ที่แรงเสียดทานและความรู้สึกผิดที่ต้องฝ่าไปให้ได้

 

ลดการกินข้าวนอกบ้าน แต่ไม่ลดไปสังสรรค์กับเพื่อน

 

เมื่อเงินตึงมือ วิธีรับมือที่คนเลือกมากที่สุดคือการหาทางที่ถูกลงหรือไม่เสียเงินเลยที่ 47% ตามด้วยการเก็บเงินให้ได้ก่อนแล้วค่อยจ่ายที่ 42% ขณะที่บางส่วนต้องแลกด้วยวิธีที่หนักกว่านั้น โดย 20% ตัดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นลง และ 13% ยอมก่อหนี้หรือใช้บัตรเครดิต

 

ในช่วง 3 เดือนก่อนการสำรวจ ผู้ตอบแบบสำรวจ 38% ลดการกินข้าวนอกบ้าน, 34% ลดการช้อปปิ้ง, 27% ลดความบันเทิง, 25% ลดการท่องเที่ยว ส่วนงานอดิเรกและการปรับปรุงบ้านอยู่ที่ 21% เท่ากัน

 

ที่น่าสนใจคือสิ่งที่คนยอมตัดน้อยที่สุดล้วนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ โดยมีเพียง 17% ที่ลดเวลาสังสรรค์กับเพื่อน, 11% ที่ลดเงินช่วยเหลือคนอื่น และ 9% ที่ลดค่าใช้จ่ายสำหรับสัตว์เลี้ยง

 

สแตฟฟอร์ดสรุปว่าเวลาคนอเมริกันรู้สึกขัดแย้งกับการใช้เงินเพื่อความสุข พวกเขาจะไม่นั่งอยู่กับความอึดอัดนั้นเฉยๆ หากเลือกเปลี่ยนทิศทางของมันแทน โดยจะยอมสละสิ่งของและของแพงก่อนที่จะยอมสละการพักผ่อน, ความสัมพันธ์ และช่วงเวลาธรรมดาในชีวิตประจำวันที่หล่อเลี้ยงพวกเขาไว้

 

ตัวอย่างของการชั่งน้ำหนักนี้คือ ดาเนตต์ วาร์กัส วัย 23 ปี ช่างภาพฟรีแลนซ์ในเซาท์แคโรไลนา ที่ขายบัตรคอนเสิร์ตของวง BTS และศิลปิน โนอาห์ คาฮาน ต่อ หลังคำนวณค่าตั๋วเครื่องบินและที่พักแล้วพบว่าตัวเลขไม่ลงตัว พร้อมลดค่ากาแฟและมื้อค่ำราคาแพงกับเพื่อน เพื่อเก็บเงินย้ายไปอยู่เมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กหรือลอสแอนเจลิส

 

ขณะที่ คารา แมทธิวส์ วัย 42 ปี พบวิธีลดเสียงต่อรองในหัว ด้วยการที่เธอกับสามีกันเงินคนละ 150 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,972 บาท) ต่อเดือนไว้เป็นงบความสุขโดยเฉพาะ

 

การมีเงินก้อนนี้ระบุไว้ชัดเจนช่วยให้ใช้จ่ายกับสิ่งอย่างการทำเล็บหรือตีกอล์ฟได้โดยไม่ต้องคิดซ้ำสอง ซึ่งเธอเรียกว่าเป็นการหาสมดุลระหว่างการอดเปรี้ยวไว้กินหวานกับแนวคิดแบบใช้ชีวิตให้เต็มที่

 

ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าให้ความสุขมากที่สุดกลับเป็นเวลาที่ได้อยู่กับครอบครัวและคู่ชีวิต ซึ่งได้คะแนนเหนือคำตอบอื่นทั้งหมด

 

ภาพ : DC Studio / Shutterstock

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.15 บาท ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories